แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวหุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวหุ้น แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มาอ่านใจคนในตลาดหุ้น จากกราฟหุ้นตัวอย่างกันดีกว่าครับ มาลองดูตัวนี้ IT

IT หุ้นที่หลายๆคนคิดว่าโดนข่าวเรื่องกิจการย่ำแย่ พอข่าวพวกนี้ออกมา ความคิดคนเรื่องการบริการแย่ก็ออกมาอีก เรามาดูกันว่าหุ้น IT มันมีลักษณะรอบ ลักษณะนิสัยของหุ้น และนิสัยความรู้สึกของคนที่ถือตัวนี้อยู๋ในตอนนี้เป็นยังไงบ้าง

บทที่ 1 ดูมัน(IT)ตั้งแต่เริ่มเข้าตลาด
เข้าตลาดมาเมื่อแถวๆเดือน 6 ปี 2003 ราคาแถวๆ 3 บาท หลังจากนั้นก็เริ่มรอบแรกเลย


   
  • รอบที่ 1 คือราคาขึ้นไปจนถึงช่วงสูงสุดแถวๆ 11.5 เมื่อเดือน 11 ปี 2003 นั้นเลย หลังจากแตะจุดสูงสุด ได้ประมานเดือนหนึ่ง ราคาหุ้นของ IT ก็กระโดดลงมาจนถึง ราคา 3.8-3.9 ในเดือน 7 ปี 2005  สรุปรอบแรกนี้ กินเวลา 2 ปีเต็มราคาวิ่ง เกือบ 4 เด้งก่อนลงมาสูงกว่าราคาเปิดนิดหน่อย 
  • รอบที่ 2 เริ่มต้นเมื่อ เดือน 7 ปี 2005 นั้นเอง สังเกตุว่าไม่ได้ไซด์เวย์นานนะ แล้วรอบที่ 2 นี้ราคาก็ไปจบที่ 10.7 บาท เมื่อแถวๆ เดือน 5 ปี 2006  ใช้เวลาในการขึ้นมา 2 เท่ากว่า ประมาน 10 เดือนแต่ขาลงรอบนี้นานหน่อยไปจบที่ แถวๆ 3.5 บาท เมื่อ เดือน 3 ปี 2009 กินเวลา 3 ปีกว่าๆ แล้วก็เริ่มรอบต่อไปเลย
  • รอบที่ 3  รอบล่าสุดนี้เริ่มเมื่อแถวๆเดือน 4 ปี 2009  จากราคาแถวๆ 3.5 บาท ไปจบที่ 12.6 บาท ในเดือน 9 ปี 2011 กินเวลา 2 ปีกว่า ขึ้นมา อีกเกือบ 4 เท่า ก่อนที่จะกระโดดลงมาจนถึงทุกวันนี้ (16-7-2013) ที่ราคา 3.28 บาท รวมเวลาเริ่มต้นรอบนี้จนถึงตอนนี้ ใช้เวลา 4 ปีกว่าแล้ว ถือว่านานกว่าทั้งสองรอบที่ผ่านมาครับ

คำถามท้ายบท ข้อ 1 ทั้ง 3 รอบที่ผ่านมา ราคาขึ้นและลงมาพอๆกัน เป็นรอบที่เหมือนกัน คุณคิดว่า ตอนจบรอบทั้ง 3 รอบนี้ กิจการไอที ของหุ้น IT ตัวนี้มันแย่มากๆเหมือนที่เรารับรู้ในครั้งล่าสุดนี้หรือเปล่า ตอบกับตัวเองให้ซื่อสัตย์ที่สุด จะได้รู้ว่า อะไรกันแน่ที่พาหุ้นวิ่ง ข่าวกิจการแย่ หรือว่ารอบเก็งกำไรครับ

บทที่ 2 จะไปดูว่า ตอนนี้คนคิดยังไงตั้งแต่เริ่มรอบที่ 3 มาจนถึงวันนี้ ตรงนี้มีอะไรน่าสนใจเยอะแยะ รับรองว่าสนุกที่ได้อ่านใจคนอื่น และรับรองว่าสุดท้ายคุณจะได้เห็นจิตใจตัวเองด้วย ว่าที่เราคิดมันถูกมากน้อยแค่ไหน 

อย่าลืมติดตามบทที่ 2 เร็วๆนี้ครับ 

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทำไมต้องระวังในการรับฟังข่าว เมื่อลงทุนในหุ้น

เนื่องจากมีเพื่อนๆถามหลายคนว่า ควรดูพื้นฐานบ้างไหม ตามข่าวบ้างดีไหม ต้องแกะงบเป็นไหม อ่านจากหนังสือ เราควรต้องแกะงบนะ ถึงเรียกว่านักลงทุนของจริง

"ตกลงเราเป็นนักลงทุนของปลอม ?"
แต่ปลอมก็ไม่ได้ปลอมจีนแดงนะครับ 5555 

เวลาเราอ่านหนังสือ หรือศึกษาเกี่ยวกับการลงทุน อย่าไปอ่านเหมือนหนังสือพวกนั้นเป็นพระไตรปิฏก ครับ

   
อย่าไปเห็นว่าเขาเป็นคนดังมีชื่อเสียง เป็น ‪#‎ซุปตาร์นักลงทุน‬ ที่เขาพูดทั้งหมดจะต้องถูกเจ๋งเป้ง ผิดไม่ได้ ใช้เหมือนเขายังไงก็สำเร็จ ตั้งข้อสงสัยไม่ได้ คิดไม่เหมือนถือว่าเราผิด ถ้าอ่านหนังสือแล้วคิดกับมันอย่างนั้น ผมว่าซื้อ สักสิบเล่มแล้วเอาไปถวายไว้ที่วัดดีกว่าครับ 

(มันไม่บาปหรอกนะที่เราจะสงสัยสิ่งที่ไอดอลของเราสื่อสารบ้าง ถ้าไม่สงสัยมันจะเข้าใจได้ยังไง)

- เวลาอ่านตั้งคำถามว่าเขาคิดยังไง มีทัศนคติยังไงกับเรื่องต่างๆแม้แต่การใช้ชีวิตยังไง แล้วมันเข้ากับเราหรือเปล่า
- อะไรเป็นแก่นที่เขาทำสำเร็จ มีปัจจัยอะไรบ้าง แล้วมันเข้ากับเราได้หรือเปล่า

เราจะไปเลียนแบบ วอร์เร็น บัฟฟเฟต์ ,ปีเตอร์ ลินซ์, หรือ ดร. นิเวศ ซะทุกอย่างแล้วหวังว่าเราจะสำเร็จเหมือนเขา น่าจะเหนื่อยอยู่นะ ปัจจัยของเขากับเราไม่เหมือนกัน

แต่การดึงเอาข้อดีของเขามาปรับใช้ของเราถือว่าเป็นเรื่องสุดยอดนะครับ

สิ่งที่ทำให้ผม ไม่เอาข่าว หรือแม้แต่ข้อมูลพื้นฐานแบบละเอียดยิบมาใช้ให้มากมายไขว้เขวเพราะว่า

1 กฏข้อสำคัญ ของดาวน์ ซึ่งผมเชื่อที่สุด(อันนี้ส่วนตัวนะ) ทุกอย่างอยู่บนกราฟ อารมณ์ ข่าว อุปสงค์ อุปทาน แม้แต่ "มีข่าวดีแล้วเจ้ามันมาแอบซื้อก่อนออกข่าว" "มีข่าวร้ายแล้วเจ้ามันแอบขายก่อนออกงบเน่า" ทุกอย่างจับสังเกตุได้ในกราฟ กราฟมันไม่ได้มีมิติแค่ เอาราคามาพล๊อท ตามวันนะ มันมีข้อมูลมากกว่านั้น 

2 ถ้าเราไม่ใช่คนแรกที่ได้ข่าว ข่าวนั้นแทนที่จะมีประโยชน์ รั้งแต่จะมีโทษมากกว่า เคยเขียนเล่าเรื่อง ข่าว(ไม่ใช่ข้าวนะ)มันเน่าเร็ว ยิ่งออกมานานเท่าไหร่ยิ่งบูดเร็วเท่านั้น รัประทานข่าวจากเน็ต ก็มีสิทธิ ท้องเสียกันละครับ

3 จากข้อ 2 ผมมักพูดเล่นเสมอ ถ้าเดินไปหน้าปากซอย แล้วถามคนแถวนั้นว่า "รู้ไหมผมลูกใคร" ถ้าเขาไม่รู้ ก็อย่าหวังถึงข่าวสดที่จะมีประโยชน์กับเรา

4 จากข้อ 3 ถ้าเวลาคุณไปกาบัตรเลือกตั้ง แล้วในใจลึกๆยังไม่เชื่อว่าหมอนี้ที่เรากาให้เนี้ย มันจะไม่โกงไหม ก็อย่าหวังว่า จะมีธรรมาภิบาลขั้นเทพ ข่าวและข้อมูลจากบริษัท บริษัทใหญ่ๆพวกนี้เขาก็เลี้ยงพวกที่เรากาให้ทั้งนั้น

5 ถ้าไม่เคยมีเจ้าของบริษัทยกหูโทรมาหาเลขาเรา แล้วชวนเราไปดูกินการเขา ก็อย่าคิดว่า จะได้ข้อมูลเทพ

5 นักบัญชี บริษัทเป็นคนจ้าง เราคนที่จะซื้อหุ้นเขาเนี้ยไม่ใช่คนจ้างเขาโดยตรง งบดีมากสำหรับ BBC สมัยก่อนเจ็ง เขาจะทำยังไงก็ได้ให้เราคนซื้อสบายใจที่สุดกับ งบที่ออก

6 ไม่ได้หมายความว่างบไม่ควรมีนะ มันต้องมี และนักบัญชีอีกเหมือนกัน ที่จะแปลมันให้ แล้วสุดท้ายมันก็จะไปอยู่บนกราฟอีกเช่นกัน

ในเมื่องบการเงินมันต้องมี แล้วทำไมถึงจะไม่ให้ความสนใจมันขนาดนั้นละ ไม่ได้บอกให้ไม่สนใจนะ สนใจดูหน่อยว่ามันเหมือนจะเจ็งไหม 

แต่ผมแค่ไม่คิดว่าผมจะสามารถเจออะไรที่คนส่วนมากมองข้ามไม่เจอ จากข้อมูล ที่ผมได้มา ซึ่งผมก็ยังไม่มั่นใจ อย่างแรงว่ามันจะตรงไปตรงมากับผมไหม มันจะ หลอกหมกเม็ดผมหรือไม่ แล้วผมควรเชื่อว่าคนเหล่านั้นเป็นที่หวังดีกับผมจึงเอาข้อมูลดีๆตรงไปตรงมามาลงเน็ตให้คนทุกคนเห็นหรือไม่

ไม่ต้องบอกก็รู้ผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย มันอาจจะทำให้เราน่ารักน้อยลงนิดหนึ่ง แต่บอกได้เลย มันมีประโยชน์ในดง กิเลศนี้แน่ๆ

ปล ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ยังไม่รู้ว่ามีข้อ 5 สองอัน ยิ่งอย่าเพิ่งไปยุ่งกับงบการเงิน 555

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

รู้จักเซลล์กิตติมศักดิ์ กันสักหน่อย

รู้จักเซลล์กิตติมศักดิ์ กันสักหน่อย

ในบริษัทหลายๆที่ ยิ่งบริษัทรับจ้างทำ ที่ต้องประมูลงานหรือไป เสนอผลงานแข่งกับคนอื่น ไม่ว่าจะงานจากรัฐหรือเอกชน โดยมากบริษัทพวกนี้มักมี ที่ปรึกษาที่เป็นผู้ใกล้ชิด คนใหญ่คนโต ตำรวจ ทหาร นักการเมือง อยู่ด้วยกันทั้งนั้ัน

   
เวลาได้งานมาก็หักค่านายหน้าไปเป็นงานๆไป  พูดง่ายๆ(ให้ดูดี) คนกลุ่มนี้ก็เหมือนๆกับเป็น เซลล์กิตติมศักดิ์ คอยหางานยักษ์ให้บริษัท วิธีการหางานก็น่าจะพอเดาได้ จากสถานะการเป็นคนใกล้ชิด คนใหญ่คนโตที่ว่า คงไม่ได้สร้างพอร์ท เอาผลงาน ใส่สไลด์ ไปโชว์เขาหรอก

เพราะถ้าแบบนั้น เซลล์ทั่วๆไปก็ทำได้ ไม่ต้องเสียเวลาเลี้ยง เซลล์กิตติมศักดิ์ไว้ให้เปลืองเงินค่าหูฉลามเลย

ผมพูดเรื่องนี้ทำไมมันเกี่ยวอะไรกับหุ้น
ถ้าการได้งานของบริษัท ได้มาจาก เซลล์กิตติมศักดิ์ พวกนี้ อย่าไปถามหาเรื่องธรรมาภิบง ภิบาล ไรทั้งนั้น เขาทำแบบนั้นกับบริษัทคู่แข่งอื่นๆได้ เขาก็จะทำแบบเดิมนั้นกับเราได้เหมือนกัน อย่าโลกสวย ระวังตัวไว้ก่อนดีที่สุด

เรื่องข่าวได้งานเสียงานจาก เซลล์กิตติมศักดิ์ พวกนี้มักมีผลกับหุ้น ได้หลายอย่างเช่น

ถ้าเป็นเรื่องดี เราจะแอบเห็นโวลุ่ม แอบเก็บก่อน ออกข่าวจริง วันออกข่าวจริงปุ๊บก็มีการ "พานิคซื้อ" เกิดขึ้นตามระเบียบ

ถ้าเป็นเรื่องร้าย จะเห็นราคาค่อยลงก่อนประกาศข่าว นานหลายวัน จะเกิดเหตุการณ์ คิวซื้อหุ้นเป็นล้าน ถ้าเราส่งออเดอร์ไปแปบเดียวก็ matched พอเริ่ม ซื้อยาก แล้วข่าวก็ออก พร้อมกับ "พานิคขาย"

ทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายถ้าเราอยู่กับกราฟ มากๆ จะพอจับสัญญานได้ (แม่ว่าบางทีจะหลังจากเหตุการณ์เกิดแล้ว แต่มันก็ทำให้เรารู้จักบริษัทนั้นๆมากขึ้น)  นี้เป็นวิธีง่ายๆอีกวิธีหนึ่งในการทำความรู้จักกับผบห. ถ้าเจอบริษัท พวกนี้ ผมก็กาหัวไว้เลย แต่ไม่ได้กาว่าจะไม่ยุ่งกับหุ้นเขานะ

กาเพื่อให้รู้ว่าเราเล่นกับอะไร วันหลังมาเพลินๆ จะได้ไม่เผลอโดน เซลล์กิตติมศักดิ์ ต้มซ้ำต้มซ้อน

หลักๆที่พูดมาทั้งหมด ต้องการชี้ให้เห็นว่าอย่าไปเผลอซื้อหุ้นขายหุ้นเพราะข่าวพวกนี้มากนัก ไม่บ่อยนักที่ข่าวได้งานนั้น เสียงานนี้ มีผลกับธุรกิจเต็มๆ ข่าวพวกนี้มันข่าวรู้มาก่อน ออกมาเพื่อฟาดกำไรเด้งที่สอง กันซะมาก

ใครรู้มาก่อน ก็พวก เซลล์กิตติมศักดิ์ เจ้าของบริษัท และเหล่าผองเพื่อนไงล่ะ ข่าวแบบนี้ คนรู้ทีหลังเสียเปรียบ พูดได้ง่ายๆว่า

"บอกข่าวดีแต่ประสงค์ร้าย"

ดังนั้นเวลาได้ข่าวที่ทุกๆคนทั่วประเทศได้มาเหมือนกันหมดแล้ว ก่อนกระโจนเข้ากองร่วมกับเขา เช็คสักนิด ว่าแอบมี เซลล์กิตติมศักดิ์ ง้างมีดรออยู่หรือเปล่านะครับ ถ้าใครเร็วหลบทันไม่ว่ากัน ถ้าช้าพลาดมาจะเครียดเปล่าๆครับ