แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ oscillator แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ oscillator แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มาอ่านใจคนในตลาดหุ้น จากกราฟหุ้นตัวอย่างกันดีกว่าครับ มาลองดูตัวนี้ IT บทที่ 2

จากบทความ อ่านใจคนในตลาดหุ้น บทที่ 1 วันนี้เรามาต่อ บทที่ 2 กันครับ

จากตอนที่แล้วเราดูว่าหุ้นตัวนี้ IT มีรอบราคาเป็นยังไงตั้งแต่เริ่มเข้าตลาด สรุปง่ายๆตอนนี้คือ มี3 รอบใหญ่ ต่ำสุดประมาน 3 บาท สูงสุดประมาน 11-12 บาท ใช้เวลาการขึ้นจากต่ำสุดไปสูงสุด ประมาน ปีหรือปีกว่า ส่วนรายละเอียดนั้นกลับไปอ่านที่บทที่ 1 กันเองนะครับ

   
ในส่วนของบทที่ 2 เรามาจับตาว่ารอบนี้ ณ ตอนนี้ ราคาเป็นยังไง คนในตลาดที่เล็งหรือถือหุ้นตัวนี้อยู่คิดยังไง ก่อนอื่นมาดูกราฟราคาของหุ้นตัวนี้ช่วงขาลงนี้กันก่อนครับ



ผมแบ่งกราฟช่วงขาลงนี้เป็น4 ช่วง (ไม่ใช่ wave นะครับ) ตรงนี้เรามาดูกันว่าแต่ละช่วงคนคิดยังไง ในแต่ละช่วงเราจะวิเคราะห์คน วางแผน และปฏิบัติยังไง

1. ช่วงที่1 ที่เป็นกรอบสีเหลือง ช่วงนี้ ตรงนี้เป็นช่วงแรกๆ ที่เริ่มของขาลงนี้ ช่วงนั้นคนยัง เชื่อกันมากว่าหุ้นยังจะขึ้นต่อ เห็นได้จาก หลังจาก ราคาลงมาแล้วเด้งขึ้นไปไม่น้อย (ถ้าหุ้นปั่นฉาบฉวย มักไม่เด้งเกิน 61.8% ) ก่อนจะลง เกิดสัญญาน divergence จาก rsi ใน Time frame week และ จาก macd ใน Time frame day ยอดตรงนั้นมีขนาด 61.8% ของเวฟ 3 (ตรงนี้ใช้เวฟ 3 วัดเป้าหมายเวฟ 5 นะครับ)

จากสัญญานที่ได้ และขนาดเวฟ ถือเป็นคำเตือนให้ระวังแล้ว (ไม่ใช่ให้ขายเลยนะครับ) หลังจากนั้น ราคาลงมาที่ส่วนที่เป็นเวฟ 4 ของขาขึ้น หรือแถวๆ 8.5 บาท เลย ซึ่งตอนหลังถือเป็นเวฟ 1 ของขาลง ตรงนี้แหละเป็นต้นเหตุให้คนมั่นใจว่าที่เด้งขึ้นนี้อาจจะเป็นการขึ้นต่อ เพราะปกติเวฟ 5 มักจบที่เวฟ 4 นี่แหละ

แต่มีข้อแม้ว่าต้องทำ new hi ถ้าไม่ทำ new hi สมมุติฐานจะกลายเป็น นั้นคือ เวฟ 2 ของขาลง และจะถูก confirm ว่าถูกต้อง เมื่อ มันเบรก ปลายยอดเวฟ 1 ตรงช่วงที่ 1 นี้ Volume ไม่ได้เยอะแยะมากมายอะไร

ช่วงนี้มันเป็นช่วงที่กำลังมีอารมณ์เพลิดเพลินกับการขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ถึง2 ปีครึ่ง เรียกได้ว่าเพลิดเพลินกับ Summer เลยไม่รู้ ว่า Winter is coming. สารพัดข่าวดี อย่างที่เพื่อนๆในเพจเรา พูดไว้ (คุณ RVSS NUI STOCKs) ช่วงนั้นวีไอที่เป็นที่นับถือเข้า ด้วย ทุกคนเลยสบายใจ (Divergence ในกราฟ week ได้นี้ถือว่าเพลินมาก เพราะมันไม่ได้บอกเราแค่สัปดาห์เดียว ลายมันเกิดเป็นเดือนๆ กว่าจะรวมแท่งมาเป็น oscillator แต่ละตัว)

พูดมายาว ไอ้เจ้า แดดอุ่นๆนี่แหละทำให้คนยังไม่เชื่อว่า มันจะลง พวกมีหุ้นส่วนมากก็เลยยังไม่ขาย อีกส่วน อยากให้เบรกทำ new hi ก่อน ค่อยเข้า action เลยเกิดไม่มากนั้ก

 ส่วนจะขายทิ้งก็คือ จุดที่ 1 ทำ new hi ไม่ได้ (ซึ่งถือว่าเป็นเวฟ 2 ของขาลง) และจุดที่2 คือ ถ้าเบรกลง ตรง 8.5 ที่คาดว่าเป็นเวฟ 1 ของขาลง เบรกตรงนั้นก็นรกแตก เพราะเป็นเวฟ 3 เต็มตัว

สรุปช่วงที่ 1 
VOLUME ช่วงนี้ไม่เยอะ เพราะ เกิดความไม่แน่ใจขึ้นของสองฝั่ง (ความไม่แน่ใจนี่แหละทำให้จะโยนทิ้งหรือซื้อเพิ่มเกิดขึ้นไม่ได้ อันนี้สำคัญเดี๋ยวสรุปตอนท้ายอีกทีครับ) แดดอุ่นๆทำให้เราลืมสัญญานหน้าหนาว ราคาลงมา คนหวังรอเทสว่าจะทำ new hi ได้ไหม (ซึ่งไม่ผิดก็ควรทำแบบนั้น แต่จะให้ดีควรเซฟกำไรบ้าง)

2. ช่วงที่ สอง ตรงเส้นทีน้ำเงินช่วงนี้จะเป็นช่วง confirm หน้าหนาวแล้ว ครับ เบรก 8.5 หรือเบรกเวฟ 1 ถือเป็นการเข้าเวฟ 3 เต็มกำลัง พวกที่ยึกยักกระจ่างชัดแล้วว่า Winter is coming จริงๆ นับตั้งแต่ จบรอบแรกของหุ้นตัวนี้มา ครั้งนี้ถือเป็นช่วงโวลุ่มสูงสุด ไม่ต้องสงสัย ว่าข่าวผลประกอบการไม่ดีเหมาะที่จะออกสุดก็ช่วงนี้แหละ(อันนี้ผมไม่ได้เช็คเวลานะ แต่ ปีนั้นกำไรหายไปเกินครึ่ง ) จากรูปจะเห็นโวลุ่ม ช่วงที่ 2 นี้พุ่งปรี๊ดเลย รวมเวลา 8 เดือน มูลค่าหายไป ประมาน 60 %

สรุปช่วงที่ 2
ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่คนส่วนมากรู้ชัดแล้วว่า หน้าหนาวมันมาจริง ถูก confirm ครั้งที่ 1 ไม่ทำ new hi confirm ครั้งที่ 2 คือหลุด เวฟ 1 ที่ 8.5 นั้น เมื่อตลาดมั่นใจ (ความมั่นใจไม่ได้หมายแต่มั่นใจในเรื่องดีนะครับ) ความมั่นใจ คือ การไร้ควมคลุมเครือแล้ว ไม่ต้องสงสัยอะไรแล้ว นี่แหละ เป็นช่วงเวลาของ volume มันจะพุ่งเพราะคนไม่ต้องรอเช็คอะไรอีก

3. ช่วงที่ 3 ความหวังเล็กๆของคนที่หนีไม่ทัน ก่อนเริ่ม ช่วง 3  volume เริ่มลดลง เกิด สัญญาน bullish divergence ใน Time Frame day ตรงนี้เป็นช่วงหวังเด้ง เวฟ 4 ซึ่งเป้าหมายทางทฤษฏี มันขึ้นไปได้ถึง เวฟ 1 เลย(ถึงหรือน้อยกว่านั้น)Volume จึงเข้าช่วงนั้นอีกที  แต่ Momentum ช่วงที่ลงมามันแรงมาก เวฟ 4 ที่ว่า มันเลยมีความคลุมเครือสูงว่าจะขึ้นไปได้ไกลไหม นั้นจึงทำให้เด้งตรงนั้นสั้นๆ(และในกรณีที่แย่กว่านั้น ตรงนั้นอาจจะเป็นแค่เวฟที่ 4 ย่อยของเวฟ 3 หลัก)

สรุปช่วงที่ 3
ช่วงนี้เป็นช่วง ที่มีคนสองกลุ่ม ขัดแย้งกันสูง กลุ่มแรก คือคนที่คิดว่าจุด 100% ของเวฟ 1 นี้จะเป็นเวฟ c จบการลง กลุ่มสอง คือ ไม่ทันขายรอบแรกกะขายเด้งรอบ เวฟ 4 (ส่วนกลุ่มเก็งกำไรหลักๆผมว่ามันเผ่นกันหมดแล้ว) ความโหดความแรงของ Momentum ของการหลุดทำช่วงที่ 3 ยังกดให้ 4 ไม่สามารถขึ้นไปได้สูงมากนัก

4. ช่วงที่ 4 ช่วงปัจจุบันนี้ ทิศทางยังชี้ลง แต่ โวลุ่มมันน้อยลงเรื่อยๆเช่นกัน นั่นทำให้ Momentum มันแรงน้อยลงด้วย ทำไมเป็นแบบนั้น เพราะว่า พลังมันโดนปล่อยไปมหาศาลช่วง 2-3 ราคาที่ลงมาตอนนี้ มันจึงเอื่อยๆ

จาก ช่วงที่ 1 มาถึงช่วงที่ 4 นี้ถ้าใครยังไม่ขาย เขาก็คงไม่ขายแล้วละ และราคาตรงนี้มันมาใกล้เคียงกับ ฐานของ 2 รอบที่ผ่านมา (ดูที่ บทที่ 1) ซึ่งถือเป็นแนวรับที่ดี  ที่ราคา 2บาทกว่า จะทำให้สมมุติฐานที่ว่าตรงนี้เป็นเวฟ 5 ที่มีขนาดพอๆกับเวฟ 1 เป็นจริง  และตรงนั้น pbv จะต่ำกว่า 1 เท่าด้วย

ถ้ามีการเด้งสักหน่อยก่อนทำ new low จะยิ่งทำให้เห็นภาพการ divergence ชัดขึ้น ด้วยแนวรับสำคัญๆ และ การขายจำนวนมากที่ผ่านมา มันมากพอที่จะทำให้ เกิดความคลุมเครืออีกครั้งในเรื่องของการกลับตัว (Divergence) นั้นเป็นเหตุให้ Volume ตอนนี้ลดลงอย่างต่อเนื่องเพราะคนต้องการนั่งสังเกตุการณ์ มากกว่า จะ take action อะไรสักอย่างในช่วงนี้ 

สรุปช่วงที่ 4
ช่วงนี้ ว่ากันตามอารมณ์ตลาดล้วนๆ เมื่อเทียบกับช่วง 2 กับ 4 นี้ ความอยากขายน้อยลงมาก แต่ความอยากซื้อก็ยังไม่ได้กลับมา ไอ้ความอยากที่น้อยลงมากสวนกับทิศทางนี้แหละคือความหมายที่แท้จริงของ divergence คนส่วนมากมักคิดว่า Divergence แล้ว ซื้อเลย ขายเลย กลับทิศแน่นอน ที่จริงมันคือสัญญานให้เราระวัง ให้จับตาให้ดีๆ

ถ้าเป็นการวิ่งแข่ง ตรงนี้ก็คือการ

  1. เข้าที่
  2. ระวัง
  3. ไป

ไอ้ตรงไปนี้จะไปไหนก็ดูทิศทางที่มันเบรกนั้นแหละครับ

ก่อนนี้ที่ผมเขียนโปรยที่หน้า page ว่า  Volume วันหวยออกแต่ละวันทำไมไม่เท่ากัน ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์ที่ทำให้ความคลุมเครือเหลือน้อยที่สุด นั้นแหละจะสร้าง Volume ไม่ทางไดก็ทางหนึ่ง

เราจะพูดกันในประเด็นที่ว่า ความมั่นใจ สร้าง Volume นะครับ ไม่ใช่ประเด็นว่าห้วยเด็ดหวยดังต้องถูกต้องได้เงิน

คนเล่นหวย ถ้างวดนี้ได้เลขเด็ด อาจารย์ดังมา ก็เท่ากับ กิเลศได้เบรกแนวต้านไปแล้ว อาจารย์ยิ่งดัง ความรู้สึกของเขาต่อความคลุมเครือว่าจะไม่ถูกยิ่งเหลือน้อย หลังจากความคลุมเครือทางความเชื่อเขาหมดไปเหตุการณ์ หลังจากนั้นก็คือ แห่ซื้อสิครับ หลังจากนั้น ความจริงก็ปรากฏเหมือนทุกงวด ไม่ต้องให้บอกว่าผลลัพธ์มันเป็นไง(แต่มันก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะประเด็นของเราคือ Volume ชะลอตัวเมื่อมีความคลุมเครือ และพุ่งกระหน่ำเมื่อความคุมเครือนั้นน้อยลงไปหรือหมดลง)

อันนี้เรื่องจริงประสบการณ์ตรง จากคนใกล้ชิด(ผมไม่ได้ขายนะ 555 )ยิ่งเลขเด็ดดัง มาเจ้ามือเห็น Volume แล้วต้องกลัว กลัวหมายถึงไม่กล้ารับหมด บ้างก็ลดเงินรางวัล บ้างก็แบ่งโยกไปให้เจ้าอื่นบ้าง นั้นถือเป็นการบริหารความเสี่ยงแบบเจ้ามือหวย 5555

คุณจะมองหาอะไรจากกราฟก็ตาม สิ่งที่ง่ายสุดขอให้มองหาสิ่งที่มันมี ไปมองว่ามันจะขึ้นไปเท่านั้นเท่านี้ มันมองหาสิ่งที่มันไม่มี โอเค มันมีวิธีว่ามองว่าอาจจะขึ้นไปไหนยังไงจริง ถ้ารู้ก็ดี มันมีประโยชน์ แต่ถ้าเอาสิ่งนี้สิ่งเดียวมาเทรด ถือว่าเสี่ยงมากนะ

มองให้ออกว่าเขาคิดอะไร กันอยู่ สิ่งที่เป็นไปได้มีอะไรบ้าง แล้วเอาสิ่งที่ได้จากการตีความนั้นไปทำจัดการกับระบบเรา มันคือเอาทั้งหมดที่ได้นั้นไปวางเงื่อนไข ถ้าไปทางนี้ เราจะทำแบบนั้น ไปทางโน้นเราจะทำแบบนี้ ตอนนี้คนคิดแบบนี้โอกาสทางไหนมากน้อยกว่ากัน ระบบใครระบบมัน จัดให้ดีไม่มั่ว โอกาสต่อยถูกมากกว่าวืดแน่นอน


ระยะสั้น หุ้นกำลังก่อ pattern เพื่อเทสทิศทางสั้นอยู่  ถ้าเด้งช่วงนี้เด้งจริงเด้งหลอกดูทิศทางประกอบ แล้วอย่าไปหวังรอข่าวดี มันจะมาก็โน้นแหละ ก่อนหุ้นตกสามวัน

ผีกิเลศที่หลอก เซอร์ ไอแซ็ค นิวตั้น จนเจ็งใน วิกฤตการณ์ เซาท์ซี เมื่อหลายร้อยปีก่อน มันก็ผีตัวเดียวกับที่หลอกคนเล่นหวยโลภๆที่มั่นใจเกินเหตุในเครื่องมือของตัวเองนี่แหละ 





วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แนวรับแนวต้านของกราฟราคามีแรงดึงดูดกันนะครับลองมาดูกันเลย

เมื่อเราสังเกตุพฤติกรรมของราคาหุ้นบนกราฟหุ้น เราจะพบว่า ไม่ว่าจะเป็น Uptrend Downtrend หรือ Side way  ราคาหุ้นมักจะวิ่งเข้าหาจุดใดจุดหนึ่งเสมอ ถึงแม้ว่าราคาจะเลยจุดนั้นไปแล้ว ก็มักจะวกกลับมาที่จุดนั้นอีกในภาย หลัง

จุดที่ว่านี้เองคือสิ่งที่เราเรียกว่า แนวต้าน แนวรับ และพฤติกรรมของราคาหุ้นที่มักจะวิ่งเข้าหาแนวต้าน แนวรับนี้เอง ที่ทำให้ Thai Trader คิดว่า มันมีแรงดึงดูดต่อกัน

การได้มาซึ่งแนวรับแนวต้านนั้น มีหลายวิธีและ Thai Trader เขียนให้ดูเสมอๆว่าเราได้มาอย่างไร ทั้งจากบทความ หรือเพื่อนๆสามารถแกะจากกราฟที่ผมตีด้วยเช่นกัน ตอนนี้เราคงจะไม่พูดถึงการหาแนวรับแนวต้าน เพื่อนๆสามารถหาอ่านได้ในบล๊อกนี้เลย

   

ในส่วนของราคาจะมีลักษณะดังนี้

  • ถ้าราคาเป็นขาขึ้นราคานี้จะมีประจุเป็น +
  • ถ้าราคาเป็นขาลงราคานี้ก็จะมีประจุเป็น -

ในส่วนของแนวรับแนวต้านจะมีลักษณะประจุแบบนี้ครับ

  • แนวรับจะมีประจุเป็น -
  • แนวต้านจะมีประจุเป็น +
เมื่อเราตีกราฟแล้วได้แนวรับแนวต้านเรียบร้อย สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างราคาปัจจุบันและแนวรับแนวต้านจะเป็นแบบนี้ครับ

แนวรับอยู่ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน และแน่นอนแนวต้านอยู่สูงกว่าราคาปัจจุบัน โดยที่พฤติกรรมของแนวรับแนวต้าน ที่เกิดกับราคาจะขึ้นกับเทรนด์ของราคาโดยที่จะแยกดังนี้

เมื่อเทรนด์ของราคาหุ้นเป็นขาขึ้น(มีประจุ+) แนวรับจะดูดราคาลงมา ให้ยืนอยู่ที่แนวรับ (แนวรับมีประจุ-) ประจุต่างกันจะดึงดูดกัน

ในส่วนของแนวต้าน(มีประจุเป็น +) ในขาขึ้นนี้จะเป็น + เจอ + ดังนั้นแนวต้านจะคอยดันราคาไม่ให้ผ่านไปง่ายๆ

และในส่วนของขาลงก็จะเป็นคล้ายๆกันโดยที่ แนวรับจะคอยดันราคาในขาลงไว้ไม่ให้หลุดไปง่ายๆ (เป็น - เจอ -) ส่วนแนวต้านจะคอยดึงดูดราคาให้กลับขึ้นไปเทสเสมอๆ

ราคามักจะไม่ลอยอยู่ระหว่าง แนวรับแนวต้าน นานๆ มันจะวิ่งไปหาแนวรับแนวต้านที่ใกล้ที่สุดก่อนเป็นอันดับแรกครับ

แล้วแนวรับแนวต้านที่เราตีไว้มีพลังในการดูดหรือผลักราคาหุ้นแค่ไหนเราจะดูยังไง จะอธิบายให้ในตอนนี้แหละครับ

พลังของแนวรับแนวต้านมีมากน้อยแค่ไหนให้ใช้วิชาที่เราได้ศึกษามาก่อนหน้านี้มาวิเคราะห์ครับ หลักๆจะเป็นดังนี้

  • Elliott Wave เมื่อเวฟถึงจุดกลับตัวแล้วแนวรับเป็นเวฟอื่นแล้ว แนวรับหรือแนวต้านตอนนั้นจะมีแรงค่อนข้างมาก เช่น เมื่อนับเวฟขาขึ้นมาเจอเวฟ ที่ 3 แนวรับที่มีแรงมากที่สุดจะอยู่ที่ปลายยอดเวฟ 1  ตรงนี้มักไม่ค่อยหลุด จะถูกดูดมาตั้งหลักที่นี่เสมอ(ยกเว้นพลัง + ของขาขึ้นมีมากจริงๆ) 
  • การจับสัญญานของ เครื่องมือ oscillator ในส่วนนี้จะเป็นการจับสัญญาน convergence divergence ผมจะให้ความสำคัญกับส่วนนี้ที่สุด เพราะมันจะเป็น วิเคราะห์ อารมณ์ของคนในตลาดตอนนี้ได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น อุปสงค์ อุปทาน มากขึ้นหรือน้อยลงแล้วหรือยัง คนเริ่มซื้อน้อยลง แสดงว่าแนวต้านนี้ จะมีแรงสูง คนขายมากขึ้น แนวรับใกล้ๆนี้ก็จะมีแรงน้อยลงเป็นต้น ตรงส่วนนี้ เมื่อใช้ร่วมกับ Elliott wave จะยิ่งทำให้เราวิเคราะห์ความแข็งอ่อนของแนวรับแนวต้านได้แม่นยำที่สุดครับ อันนี้ให้ ขีดเส้นใต้ไว้เลยว่า ถ้าคุณจะเป็นนักวิเคราะห์เทคนิค อย่ามองข้ามส่วนนี้เด็ดขาด จังหว่ะเข้าออกที่ถูกต้อง เกิดมาจาก หัวข้อนี้แหละ
  • แนวรับซ้อนรับ แนวต้านซ้อนต้าน เหตุการณ์นี้จะเกิดเมื่อมีแนวรับแนวต้านที่มีนัยสำคัญสองอันขึ้นไป วางไว้ใกล้เคียงหรือเป็นจุดเดียวกัน เช่น แนวต้านจากเทรนด์ไลน์ ที่วางทับกันกับ เวฟ 5 จาก Elliot wave พอดี หรือ แนวรับจาก ema200 ที่วางทับกันกับ trend line และ Oscillator เกิดสัญญาน bullish divergence ร่วมด้วยอีก แบบนี้ก็แสดงว่าแนวรับนั้นโคตรแข็ง โคตรมีแรงผลักราคาสำหรับขาลงครับ

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อแรงผลักแรงดูด จากแนวรับแนวต้านนั้นถูกเบรก คำตอบก็คือ เมื่อแนวรับหรือแนวต้านนั้นถูกเบรก ประจุของมันก็จะเปลี่ยนขั้วทันที เช่น ทีแรกแนวต้าน มีประจุเป็น + ในขาขึ้น เพราะงั้น แนวต้านนี้จะพยายามผลัก ราคาให้ลงไปหาแนวรับใช่ไหมครับ แต่เมื่อแนวต้านนี้ถูก เบรก มันก็จะกลับขั้ว จาก + เป็น - จากแนวต้านกลายเป็นแนวรับทันที

ถ้าก่อนนี้มันเป็นแนวต้านที่แข็งแกร่ง มันก็จะกลายเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งเช่นเดียวกัน เช่น ราคาลงทำเวฟ 2 และมาเจอแนวต้านที่เป็นเวฟ 1 ซึ่งมี ema200 วางทับอยู่อีกชั้น แถมยังมีเทรนด์ไลน์ ของขาลงพาดเอาไว้อีกด้วย เราจะถือว่าตรงนี้เป็นต้านที่แข็ง เป็นต้านปลายเทรนด์ก่อนวิ่งเข้าสู่เวฟ 3 การเบรก ต้านนี้ ก็จะเป็นการ confirm ถึงการเปลี่ยนเทรนด์ ที่สำคัญ โดยปกติ Volume จะพุ่ง ทันที่ที่เบรกช่วยเป็นการ confirm ถึงการเปลี่ยนเทรนด์ และconfirm ว่า แนวต้านที่ถูกเบรกนี้ จะกลายเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งด้วยครับ(ช่วงนี้มีแนวนี้ตรึมลองไปหาดูกันในกราฟของหุ้นรายตัวไปครับ)

หลักการสำคัญในการวิเคราะห์แนวรับแนวต้านหุ้นคือ

  1. เราต้องหาเทรนด์ของราคาหุ้นบนกราฟว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง (ส่วน side way เดี๋ยวจะว่าอีกที)
  2. แนวรับแนวต้านจะทำ action กับลักษณะของตลาดจากข้อแรก
  3. ดูแรงของแนวรับแนวต้านนั้นๆว่าแรงแค่ไหน
  4. ถ้าถูกเบรกไม่ว่ารับหรือต้านมันจะกลับขั้วทันที
  5. โวลุ่มจะช่วยบอกว่าแนวรับแนวต้านอันไหนมีแรงมากกว่ากัน
รูปนี้จะเป็นตัวอย่างการวิเคราะห์แนวรับแนวต้านของตลาดหุ้นไทยเรา set index ครับ




ตอนนี้เบรกต้าน1440 จึงกลายเป็นแนวรับ

แนวรับแถวๆ1340-1350 เป็นเวฟ3 เก่าเป็นแนวรับสำคัญมากเพราะเมื่อนับเวฟ ย่อยมันจะเป็นเวฟ 5 พอดี macdส่ง bullish divergence โวลุ่มก็เข้าถ้ามีการลงมาในช่วงเวฟc อีกรอบ ตรงนี้จุถือว่าเป็นแนวรับสำคัญครับ

1490 เป็นต้านต่อไปเป็นต้านซ้ำซ้อนนะมียอดเดิม 2 อันวางอยู่แถมใกล้ๆกันมีema200 พาดอยู่ เป็นเวฟ 4 เดิมด้วย ตรงนี้จึงเป็นต้านสำคัญของช่วงใกล้ๆนี้


1530 เป็นต้านสำคัญสุดของการกลับตัวนี้ราคาตรงนี้อาจจะเป็นจุดเวฟ b ที่อาจจะกลับตัวเป็นเวฟ cตรงนี้ต้องจับตามากๆ 61.8% เป็นจุดต้องระวัง ถ้าไม่ผ่านตรงนี้ อาจจะลงไปถึง แนวรับแถวๆ1340-1350 ซึ่งก็คือส่วนที่เราถือว่าเป็นรับที่ดีจากรอบที่แล้วนั้นเอง