rasa จากกราฟที่ขอคำแนะนำมานะครับ ตอนนี้เบรกขึ้นไป 2 แท่งที่มีโวลุ่มสูงทั้ง 2 ต้านตอนนี้คือ 1.62 ซึ่งถ้าเบรกได้ ต้านต่อไปคือ1.77 ที่ราคานี้ถ้าไปถึง ต้องระวัง แนวรับตอนนี้คือ 1.44 หรือเส้นเทรนด์ไลน์เส้นล่างนั้นแหละครับ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคหุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคหุ้น แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556
คุณมองหาอะไรใน เทคนิคคอล คุณเริ่มศึกษาถูกทางหรือยัง มานี้ ที่นี้มีคำตอบ
บทความนี้ยาวหน่อย แต่ถ้าอ่านดีๆคุณจะเห็นว่ามันมีเหตุผลอะไรซ่อนอยู่ในเทคนิคคอล คุณจะเข้าใจว่าเราต้องมองหาอะไรจากกราฟ ถ้าเริ่มด้วยความเข้าใจตรงนี้ มันก็เหมือนเดินแบบมีทิศทางไม่มั่วซั่วว่าเรากำลังไปทางไหนกันแน่
ครั้งแรกที่เราดูกราฟ และพยายามใช้เทคนิคคอลในกราฟ เรารู้สึกว่ามันโคตรจะไร้เหตุผลใช่ไหม? ผมก็เป็นแบบนั้น แต่เมื่อศึกษาดีๆ มีอะไรหลายอย่างให้คิดต่อครับ
เริ่มท้าวความไปสมัยที่ผมเริ่มสนใจเทคนิคคอลแรกๆ อ่านหนังสือมาเห็นเขาแนะนำเรื่องเทรนด์ไลน์ เลยเปิดกราฟดูและลากตามหนังสือเลย ลากปุ๊บ พูดกับตัวเองว่าเห้ย พอมันมาชนแล้วเด้งจริงๆว่ะ ลากทิ้งไว้สักอาทิตย์ พอมันย่อกลับมา มันก็เด้งอีกเว้ยเห้ย นี่มันเป็นเวทย์มนต์แบบไหนกันเนี้ยยยย
ตะลึงนะครับ ผมไม่เข้าใจว่าไอ้เส้นเทรนด์ไลน์นี้มันไปมีอิทธิพลอะไรกับราคาหุ้นทำไมมาชนแล้วเด้ง มันเป็นเรื่องไร้เหตุผล ที่ดันเกิดขึ้นจริง ไปดูหลายๆตัวก็มีเกิดแบบนี้จริง
จากนั้นมาสักพัก ผมได้ไปงานแต่งเพื่อนคนนึงที่ขอนแก่น เลยนัดกับเพื่อนที่เริ่มเล่นหุ้นด้วยกันว่ามานอนโรงแรมเดียวกันเดี๋ยวกูมีอะไรดีๆให้ดู
เราก็หิ้วโน๊ตบุ๊คไปกันด้วย พอเข้าโรงแรมก็เปิดกราฟมาลากเส้นกันดู แล้วก็เห้ยๆจริงๆ(อีกครั้ง) มันเกิดขึ้นแต่ไม่มีใครเข้าใจ ไม่รู้ว่าทำไมมันเด้งพอมาชนเทรนด์ไลน์ แล้วมันต้องไม่หลุดไม่อะไรไปง่ายๆ
แต่ถึงผมจะยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรมันเด้งได้ไง ผมก็ยังพยายามจะใช้มันอยู่ ก็เอาไอ้เจ้าเทรนด์ไลน์นี้แหละไปใช้ในการซื้อขาย ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าทำไมมันเด้ง
ผลปรากฏก็คือ ไม่เคยกำไรเลย เอาจริๆหุ้นขึ้น แต่ผมขาดทุน เพราะผมไม่รู้ว่าทำไมชนแล้วมันเด้ง และก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องทำไมชนแล้วมันหลุด อันนั้นยิ่งไม่รู้ ขาดทุนจนเซ็งเลยหันไปมั่วเหมือนเดิม
แต่ก็พยายามศึกษาต่อมาเรื่อยๆรวมถึงดูกราฟที่เขาตีโชว์ในยูทูป บ้างอะไรบ้างตามประสา
หลังจากนั้นก็ได้มาสร้างเพจสร้างอะไรเพื่อรวบรวมข้อมูลและศึกษามันจริงจัง และมาถึงตอนนี้ พอจะได้ข้อสรุปบ้างว่า เทคนิคคอลมันคืออะไร
มันคือการหารูปแบบของความไม่ยั่งยืนความไม่เที่ยงครับ มันไม่ได้เป็นการหาว่าหุ้นมาแตะเส้นแล้วมันจะเด้ง หุ้นมาตรงนี้แล้วมันจะขึ้น เส้นนี้ตัดเส้นนี้ ไปแน่ ไม่ใช่อะไรแบบนั้น
ในตลาดมีความไม่ยั่งยืนไม่เที่ยงอยู่อย่างน้อย 2 อัน
1 ความมั่นใจไม่เคยยั่งยืน
2 ความไม่มันใจคลุมเครือก็ไม่ยั่งยืนเหมือนกัน
เมื่อคนมั่นใจแล้ว มันจะเป็นการออกเดินทางไปสู่ความไม่มั่นใจ ยิ่งนานความไม่มั่นใจยิ่งมาก แล้วเมื่อไม่มั่นใจจนถึงที่สุด เราก็จะเริ่มเดินทางกลับไปหาความมั่นใจอีกที เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
มันเป็นที่มาของทฤษฏีดาวน์(ในแบบที่ที่เข้าใจเหตุผล ไม่ใช่พูดแบบกำปั้นทุบดินว่า หุ้นขึ้นก็ลง ลงก็ขึ้นอะไรแบบนั้น) การกลับไปกลับมาของความมั่นใจกับไม่มั่นใจนี่แหละ มันมีลักษณะเป็นคลื่น ไม่ใช่เปลือกของคำพูดที่ว่าราคาหุ้นมันมีลักษณะเป็นคลื่น เพราะราคาหุ้นตอนนี้ มันไม่ได้ทำให้เกิดราคาหุ้นของวันถัดไป ความไม่ยั่งยืนไม่เที่ยงของสองสิ่งที่ว่านี่ต่างหากที่ทำให้เกิดราคาหุ้นของวันพรุ่งนี้
ความไม่ยั่งยืนนี้เป็นต้นกำเนิดของเทรนด์
1 เมื่อมั่นใจ เทรนด์ก็จะเป็นขึ้นหรือลงเต็มๆกำลัง มันใจว่าดีก็ขึ้น มั่นใจว่าแย่ก็ลงเต็มๆ แล้วอย่างที่บอกว่าเมื่อเริ่มมั่นใจก็คือการแพ็คกระเป๋าเพื่อเดินทางไปสู่ความคลุมครือครับ เมื่อเดินทางไปถึงจุดหนึ่งแล้วจะเกิดข้อ 2
2 ความคลุมครือ ไม่มั่นใจ มันก็คือช่วง side way มันเป็นช่วงที่คนไม่มั่นใจแล้วว่า จะไปต่อ หรือ เปลี่ยนเทรนด์ดี ราคาเลยไม่ไปไหน วิ่งออกข้างไปเรื่อยๆ และอย่างที่บอกเช่นกันว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงไม่มั่นใจ มันก็คือการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ความมั่นใจ จะใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดแล้วความจริงจะปรากฏ สุดท้ายแล้วความมั่นใจจะกลับมา ไม่ว่าจะมั่นใจว่าดีขึ้น ก็เป็นเทรนด์ขาขึ้น มั่นใจว่าเลวแน่ๆ แล้วก็เป็นเทรนด์ขาลง
ถ้าเราเข้าใจว่าตลาดมันมีสองอย่างนี้อยู่ และมันมีรูปแบบเกี่ยวพันกันยังไง เราจะรู้ว่าเรากำลังมองหาอะไรจากกราฟ และ เครื่องมือ เทคนิคคอลครับ
ในตลาดหุ้น ถือเป็น ออฟฟิสใหญ่ของกิเลส กิเลส ทำงานประจำอยู่ที่นี้ ความอยาก ความกลัว ที่เราได้รับ (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความมั่นใจกับความคลุมเครือ) ถูกส่งมาจากกิเลสนี่แหละ สิ่งที่เราต้องทำคือจับตากิเลส อย่าไปถูกสิ่งที่กิเลสหยิบให้บังตา
ในทางพุทธ ท่านก็บอกอยู่แล้วไม่มีอะไรยั่งยืน มีได้มีเสื่อม มีมั่งมีมียากจน มีทุกข์ เดี๋ยวก็มีสุข นี่เป็นสิ่งที่กิเลสสร้างขึนมาให้เรา ทั้งหมดนั้นท่านเลยบอกให้อย่าไปยืดติดกับมัน เพราะมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาถึงกันตลอด ที่ยกตัวอย่างนี้ไม่ใช่จะอ้างว่าตัวเองรู้เรื่องธรรมะดี หรือ เอาธรรมะ มาอ้างเพื่อชักนำให้เชื่อ
เพราะผมไม่ได้หวังให้เชื่อ การจะเชื่อหรือไม่คุณคิดวิเคราะห์เองดีที่สุด มันเป็นหน้าที่ของคุณไม่ใช่ผมแน่นอน
ความไม่เที่ยงไม่อยู่ไปเป็นอมตนิรันด์ มันเป็นธรรมชาติ มันเกิดขึ้นจริงนะ และตราบใดที่ยังมีมนุษย์อยู่ในตลาดหุ้น พนักงานกิเลสตัวเดียวกันนี้ ก็จะทำให้มันเป็นแบบนั้นไปตลอด นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไม ทฤษฏีดาวน์ ถึงถูกยอมรับมาเป็นร้อยๆปีแล้ว และทุกวันนี้ก็ยังใช้ได้(และยิ่งผู้เล่นมีมากเท่าไหร่ มันยิ่งใช้ได้ดีเท่านั้น เพราะไม่มีการฮั้ว การปั่นทำได้ยากถ้าแข่งกันเยอะๆ) ก็เพราะผีกิเลสที่สั่งใจคนอยู่ในตลาด มันผีตัวเดียวกันมาเป็นร้อยๆปีแล้วครับ มันยังอยู่ และจะอยู่ตลอดไป
เครื่องมือเทคนิคคอล เราเอามาไว้จับตาดูความไม่เที่ยงนี้แหละ มันไม่ได้เอามาใช้เพื่อดูว่าหุ้นขึ้น หุ้นลง ไปนั้น ไปนี่แน่ๆ
ทั้งหมดนี้มันเป็นที่มาของเทคนิคคอล
1 เวฟ ฟิโบ ไว้วัดระยะทางว่า ความมั่นใจมันมีมานานหรือยัง
2 PATTERNS มันเอาไว้ดูว่าเมื่อไหร่ ความไม่มั่นใจจะถูกเบรกออกไปเสียที เบรกขึ้นหรือลง ก็คือการไปสู่ความมั่นใจเช่นกัน
3 INDICATOR ต่างๆใช้วัดว่า การเปลี่ยนจากมั่นใจไปสู่ไม่มั่นใจได้เริ่มเกิดหรือยัง
วันนี้ Thai Trader คิดว่าพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมราคาหุ้นมันลงมาแตะเทรนด์ไลน์แล้วเด้ง เพราะจังหว่ะที่ลงมาแตะเทรนด์ไลน์ ความไม่มั่นใจบังเกิด สุดท้ายมันเด้ง เพราะความมั่นใจกลับคืนมา (ในทางที่ดี)
ในกรณีที่หลุดเทรนด์ไลน์ก็เหมือนกัน ตอนที่มันมาแตะเทรนด์ไลน์ ความไม่มั่นใจบังเกิด และแล้วความมั่นใจก็เกิด เมื่อมันเบรกลง
ความจริงมันง่ายๆแค่นั้นเอง มีสองอย่าง ที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือธรรมชาติ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แล้วจะเกิดต่อไปเรื่อยๆในอนาคต
ในส่วนของVI ก็เป็นอีกอย่าง นะครับ แต่ก็ผีตัวเดียวกัน ความไม่เที่ยงของความมั่นใจเหมือนกัน แต่มีวิธีการดูอีกอย่าง ต่างจากการใช้เทคนิคคอลแค่นั้นเอง
อย่าไปมองหาสิ่งที่ไม่มี ทำความเข้าใจมันแล้วมองว่ามันเป็นไปยังไง มันเป็นธรรมชาติครับ
ครั้งแรกที่เราดูกราฟ และพยายามใช้เทคนิคคอลในกราฟ เรารู้สึกว่ามันโคตรจะไร้เหตุผลใช่ไหม? ผมก็เป็นแบบนั้น แต่เมื่อศึกษาดีๆ มีอะไรหลายอย่างให้คิดต่อครับ
เริ่มท้าวความไปสมัยที่ผมเริ่มสนใจเทคนิคคอลแรกๆ อ่านหนังสือมาเห็นเขาแนะนำเรื่องเทรนด์ไลน์ เลยเปิดกราฟดูและลากตามหนังสือเลย ลากปุ๊บ พูดกับตัวเองว่าเห้ย พอมันมาชนแล้วเด้งจริงๆว่ะ ลากทิ้งไว้สักอาทิตย์ พอมันย่อกลับมา มันก็เด้งอีกเว้ยเห้ย นี่มันเป็นเวทย์มนต์แบบไหนกันเนี้ยยยย
ตะลึงนะครับ ผมไม่เข้าใจว่าไอ้เส้นเทรนด์ไลน์นี้มันไปมีอิทธิพลอะไรกับราคาหุ้นทำไมมาชนแล้วเด้ง มันเป็นเรื่องไร้เหตุผล ที่ดันเกิดขึ้นจริง ไปดูหลายๆตัวก็มีเกิดแบบนี้จริง
จากนั้นมาสักพัก ผมได้ไปงานแต่งเพื่อนคนนึงที่ขอนแก่น เลยนัดกับเพื่อนที่เริ่มเล่นหุ้นด้วยกันว่ามานอนโรงแรมเดียวกันเดี๋ยวกูมีอะไรดีๆให้ดู
เราก็หิ้วโน๊ตบุ๊คไปกันด้วย พอเข้าโรงแรมก็เปิดกราฟมาลากเส้นกันดู แล้วก็เห้ยๆจริงๆ(อีกครั้ง) มันเกิดขึ้นแต่ไม่มีใครเข้าใจ ไม่รู้ว่าทำไมมันเด้งพอมาชนเทรนด์ไลน์ แล้วมันต้องไม่หลุดไม่อะไรไปง่ายๆ
แต่ถึงผมจะยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรมันเด้งได้ไง ผมก็ยังพยายามจะใช้มันอยู่ ก็เอาไอ้เจ้าเทรนด์ไลน์นี้แหละไปใช้ในการซื้อขาย ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าทำไมมันเด้ง
ผลปรากฏก็คือ ไม่เคยกำไรเลย เอาจริๆหุ้นขึ้น แต่ผมขาดทุน เพราะผมไม่รู้ว่าทำไมชนแล้วมันเด้ง และก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องทำไมชนแล้วมันหลุด อันนั้นยิ่งไม่รู้ ขาดทุนจนเซ็งเลยหันไปมั่วเหมือนเดิม
แต่ก็พยายามศึกษาต่อมาเรื่อยๆรวมถึงดูกราฟที่เขาตีโชว์ในยูทูป บ้างอะไรบ้างตามประสา
หลังจากนั้นก็ได้มาสร้างเพจสร้างอะไรเพื่อรวบรวมข้อมูลและศึกษามันจริงจัง และมาถึงตอนนี้ พอจะได้ข้อสรุปบ้างว่า เทคนิคคอลมันคืออะไร
มันคือการหารูปแบบของความไม่ยั่งยืนความไม่เที่ยงครับ มันไม่ได้เป็นการหาว่าหุ้นมาแตะเส้นแล้วมันจะเด้ง หุ้นมาตรงนี้แล้วมันจะขึ้น เส้นนี้ตัดเส้นนี้ ไปแน่ ไม่ใช่อะไรแบบนั้น
ในตลาดมีความไม่ยั่งยืนไม่เที่ยงอยู่อย่างน้อย 2 อัน
1 ความมั่นใจไม่เคยยั่งยืน
2 ความไม่มันใจคลุมเครือก็ไม่ยั่งยืนเหมือนกัน
เมื่อคนมั่นใจแล้ว มันจะเป็นการออกเดินทางไปสู่ความไม่มั่นใจ ยิ่งนานความไม่มั่นใจยิ่งมาก แล้วเมื่อไม่มั่นใจจนถึงที่สุด เราก็จะเริ่มเดินทางกลับไปหาความมั่นใจอีกที เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
มันเป็นที่มาของทฤษฏีดาวน์(ในแบบที่ที่เข้าใจเหตุผล ไม่ใช่พูดแบบกำปั้นทุบดินว่า หุ้นขึ้นก็ลง ลงก็ขึ้นอะไรแบบนั้น) การกลับไปกลับมาของความมั่นใจกับไม่มั่นใจนี่แหละ มันมีลักษณะเป็นคลื่น ไม่ใช่เปลือกของคำพูดที่ว่าราคาหุ้นมันมีลักษณะเป็นคลื่น เพราะราคาหุ้นตอนนี้ มันไม่ได้ทำให้เกิดราคาหุ้นของวันถัดไป ความไม่ยั่งยืนไม่เที่ยงของสองสิ่งที่ว่านี่ต่างหากที่ทำให้เกิดราคาหุ้นของวันพรุ่งนี้
ความไม่ยั่งยืนนี้เป็นต้นกำเนิดของเทรนด์
1 เมื่อมั่นใจ เทรนด์ก็จะเป็นขึ้นหรือลงเต็มๆกำลัง มันใจว่าดีก็ขึ้น มั่นใจว่าแย่ก็ลงเต็มๆ แล้วอย่างที่บอกว่าเมื่อเริ่มมั่นใจก็คือการแพ็คกระเป๋าเพื่อเดินทางไปสู่ความคลุมครือครับ เมื่อเดินทางไปถึงจุดหนึ่งแล้วจะเกิดข้อ 2
2 ความคลุมครือ ไม่มั่นใจ มันก็คือช่วง side way มันเป็นช่วงที่คนไม่มั่นใจแล้วว่า จะไปต่อ หรือ เปลี่ยนเทรนด์ดี ราคาเลยไม่ไปไหน วิ่งออกข้างไปเรื่อยๆ และอย่างที่บอกเช่นกันว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงไม่มั่นใจ มันก็คือการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ความมั่นใจ จะใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดแล้วความจริงจะปรากฏ สุดท้ายแล้วความมั่นใจจะกลับมา ไม่ว่าจะมั่นใจว่าดีขึ้น ก็เป็นเทรนด์ขาขึ้น มั่นใจว่าเลวแน่ๆ แล้วก็เป็นเทรนด์ขาลง
ถ้าเราเข้าใจว่าตลาดมันมีสองอย่างนี้อยู่ และมันมีรูปแบบเกี่ยวพันกันยังไง เราจะรู้ว่าเรากำลังมองหาอะไรจากกราฟ และ เครื่องมือ เทคนิคคอลครับ
ในตลาดหุ้น ถือเป็น ออฟฟิสใหญ่ของกิเลส กิเลส ทำงานประจำอยู่ที่นี้ ความอยาก ความกลัว ที่เราได้รับ (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความมั่นใจกับความคลุมเครือ) ถูกส่งมาจากกิเลสนี่แหละ สิ่งที่เราต้องทำคือจับตากิเลส อย่าไปถูกสิ่งที่กิเลสหยิบให้บังตา
ในทางพุทธ ท่านก็บอกอยู่แล้วไม่มีอะไรยั่งยืน มีได้มีเสื่อม มีมั่งมีมียากจน มีทุกข์ เดี๋ยวก็มีสุข นี่เป็นสิ่งที่กิเลสสร้างขึนมาให้เรา ทั้งหมดนั้นท่านเลยบอกให้อย่าไปยืดติดกับมัน เพราะมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาถึงกันตลอด ที่ยกตัวอย่างนี้ไม่ใช่จะอ้างว่าตัวเองรู้เรื่องธรรมะดี หรือ เอาธรรมะ มาอ้างเพื่อชักนำให้เชื่อ
เพราะผมไม่ได้หวังให้เชื่อ การจะเชื่อหรือไม่คุณคิดวิเคราะห์เองดีที่สุด มันเป็นหน้าที่ของคุณไม่ใช่ผมแน่นอน
ความไม่เที่ยงไม่อยู่ไปเป็นอมตนิรันด์ มันเป็นธรรมชาติ มันเกิดขึ้นจริงนะ และตราบใดที่ยังมีมนุษย์อยู่ในตลาดหุ้น พนักงานกิเลสตัวเดียวกันนี้ ก็จะทำให้มันเป็นแบบนั้นไปตลอด นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไม ทฤษฏีดาวน์ ถึงถูกยอมรับมาเป็นร้อยๆปีแล้ว และทุกวันนี้ก็ยังใช้ได้(และยิ่งผู้เล่นมีมากเท่าไหร่ มันยิ่งใช้ได้ดีเท่านั้น เพราะไม่มีการฮั้ว การปั่นทำได้ยากถ้าแข่งกันเยอะๆ) ก็เพราะผีกิเลสที่สั่งใจคนอยู่ในตลาด มันผีตัวเดียวกันมาเป็นร้อยๆปีแล้วครับ มันยังอยู่ และจะอยู่ตลอดไป
เครื่องมือเทคนิคคอล เราเอามาไว้จับตาดูความไม่เที่ยงนี้แหละ มันไม่ได้เอามาใช้เพื่อดูว่าหุ้นขึ้น หุ้นลง ไปนั้น ไปนี่แน่ๆ
ทั้งหมดนี้มันเป็นที่มาของเทคนิคคอล
1 เวฟ ฟิโบ ไว้วัดระยะทางว่า ความมั่นใจมันมีมานานหรือยัง
2 PATTERNS มันเอาไว้ดูว่าเมื่อไหร่ ความไม่มั่นใจจะถูกเบรกออกไปเสียที เบรกขึ้นหรือลง ก็คือการไปสู่ความมั่นใจเช่นกัน
3 INDICATOR ต่างๆใช้วัดว่า การเปลี่ยนจากมั่นใจไปสู่ไม่มั่นใจได้เริ่มเกิดหรือยัง
วันนี้ Thai Trader คิดว่าพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมราคาหุ้นมันลงมาแตะเทรนด์ไลน์แล้วเด้ง เพราะจังหว่ะที่ลงมาแตะเทรนด์ไลน์ ความไม่มั่นใจบังเกิด สุดท้ายมันเด้ง เพราะความมั่นใจกลับคืนมา (ในทางที่ดี)
ในกรณีที่หลุดเทรนด์ไลน์ก็เหมือนกัน ตอนที่มันมาแตะเทรนด์ไลน์ ความไม่มั่นใจบังเกิด และแล้วความมั่นใจก็เกิด เมื่อมันเบรกลง
ความจริงมันง่ายๆแค่นั้นเอง มีสองอย่าง ที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือธรรมชาติ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แล้วจะเกิดต่อไปเรื่อยๆในอนาคต
ในส่วนของVI ก็เป็นอีกอย่าง นะครับ แต่ก็ผีตัวเดียวกัน ความไม่เที่ยงของความมั่นใจเหมือนกัน แต่มีวิธีการดูอีกอย่าง ต่างจากการใช้เทคนิคคอลแค่นั้นเอง
อย่าไปมองหาสิ่งที่ไม่มี ทำความเข้าใจมันแล้วมองว่ามันเป็นไปยังไง มันเป็นธรรมชาติครับ
วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556
การอ่านกราฟหุ้นคืออะไร เทคนิคคอล คืออะไร เราได้อะไรจากกราฟหุ้น ต้องมาอ่านบทความนี้ก่อนครับ
บทความนี้ยาวหน่อย แต่ถ้าอ่านดีๆคุณจะเห็นว่ามันมีเหตุผลอะไรซ่อนอยู่ในเทคนิคคอล คุณจะเข้าใจว่าเราต้องมองหาอะไรจากกราฟ ถ้าเริ่มด้วยความเข้าใจตรงนี้ มันก็เหมือนเดินแบบมีทิศทางไม่มั่วซั่วว่าเรากำลังไปทางไหนกันแน่
ครั้งแรกที่เราดูกราฟ และพยายามใช้เทคนิคคอลในกราฟ เรารู้สึกว่ามันโคตรจะไร้เหตุผลใช่ไหม? ผมก็เป็นแบบนั้น แต่เมื่อศึกษาดีๆ มีอะไรหลายอย่างให้คิดต่อครับ
เริ่มท้าวความไปสมัยที่ผมเริ่มสนใจเทคนิคคอลแรกๆ อ่านหนังสือมาเห็นเขาแนะนำเรื่องเทรนด์ไลน์ เลยเปิดกราฟดูและลากตามหนังสือเลย ลากปุ๊บ พูดกับตัวเองว่าเห้ย พอมันมาชนแล้วเด้งจริงๆว่ะ ลากทิ้งไว้สักอาทิตย์ พอมันย่อกลับมา มันก็เด้งอีกเว้ยเห้ย นี่มันเป็นเวทย์มนต์แบบไหนกันเนี้ยยยย
ตะลึงนะครับ ผมไม่เข้าใจว่าไอ้เส้นเทรนด์ไลน์นี้มันไปมีอิทธิพลอะไรกับราคาหุ้นทำไมมาชนแล้วเด้ง มันเป็นเรื่องไร้เหตุผล ที่ดันเกิดขึ้นจริง ไปดูหลายๆตัวก็มีเกิดแบบนี้จริง
จากนั้นมาสักพัก ผมได้ไปงานแต่งเพื่อนคนนึงที่ขอนแก่น เลยนัดกับเพื่อนที่เริ่มเล่นหุ้นด้วยกันว่ามานอนโรงแรมเดียวกันเดี๋ยวกูมีอะไรดีๆให้ดู
เราก็หิ้วโน๊ตบุ๊คไปกันด้วย พอเข้าโรงแรมก็เปิดกราฟมาลากเส้นกันดู แล้วก็เห้ยๆจริงๆ(อีกครั้ง) มันเกิดขึ้นแต่ไม่มีใครเข้าใจ ไม่รู้ว่าทำไมมันเด้งพอมาชนเทรนด์ไลน์ แล้วมันต้องไม่หลุดไม่อะไรไปง่ายๆ
แต่ถึงผมจะยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรมันเด้งได้ไง ผมก็ยังพยายามจะใช้มันอยู่ ก็เอาไอ้เจ้าเทรนด์ไลน์นี้แหละไปใช้ในการซื้อขาย ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าทำไมมันเด้ง
ผลปรากฏก็คือ ไม่เคยกำไรเลย เอาจริๆหุ้นขึ้น แต่ผมขาดทุน เพราะผมไม่รู้ว่าทำไมชนแล้วมันเด้ง และก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องทำไมชนแล้วมันหลุด อันนั้นยิ่งไม่รู้ ขาดทุนจนเซ็งเลยหันไปมั่วเหมือนเดิม
แต่ก็พยายามศึกษาต่อมาเรื่อยๆรวมถึงดูกราฟที่เขาตีโชว์ในยูทูป บ้างอะไรบ้างตามประสา
หลังจากนั้นก็ได้มาสร้างเพจสร้างอะไรเพื่อรวบรวมข้อมูลและศึกษามันจริงจัง และมาถึงตอนนี้ พอจะได้ข้อสรุปบ้างว่า เทคนิคคอลมันคืออะไร
มันคือการหารูปแบบของความไม่ยั่งยืนความไม่เที่ยงครับ มันไม่ได้เป็นการหาว่าหุ้นมาแตะเส้นแล้วมันจะเด้ง หุ้นมาตรงนี้แล้วมันจะขึ้น เส้นนี้ตัดเส้นนี้ ไปแน่ ไม่ใช่อะไรแบบนั้น
ในตลาดมีความไม่ยั่งยืนไม่เที่ยงอยู่อย่างน้อย 2 อัน
1 ความมั่นใจไม่เคยยั่งยืน
2 ความไม่มันใจคลุมเครือก็ไม่ยั่งยืนเหมือนกัน
เมื่อคนมั่นใจแล้ว มันจะเป็นการออกเดินทางไปสู่ความไม่มั่นใจ ยิ่งนานความไม่มั่นใจยิ่งมาก แล้วเมื่อไม่มั่นใจจนถึงที่สุด เราก็จะเริ่มเดินทางกลับไปหาความมั่นใจอีกที เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
มันเป็นที่มาของทฤษฏีดาวน์(ในแบบที่ที่เข้าใจเหตุผล ไม่ใช่พูดแบบกำปั้นทุบดินว่า หุ้นขึ้นก็ลง ลงก็ขึ้นอะไรแบบนั้น) การกลับไปกลับมาของความมั่นใจกับไม่มั่นใจนี่แหละ มันมีลักษณะเป็นคลื่น ไม่ใช่เปลือกของคำพูดที่ว่าราคาหุ้นมันมีลักษณะเป็นคลื่น เพราะราคาหุ้นตอนนี้ มันไม่ได้ทำให้เกิดราคาหุ้นของวันถัดไป ความไม่ยั่งยืนไม่เที่ยงของสองสิ่งที่ว่านี่ต่างหากที่ทำให้เกิดราคาหุ้นของวันพรุ่งนี้
ความไม่ยั่งยืนนี้เป็นต้นกำเนิดของเทรนด์
1 เมื่อมั่นใจ เทรนด์ก็จะเป็นขึ้นหรือลงเต็มๆกำลัง มันใจว่าดีก็ขึ้น มั่นใจว่าแย่ก็ลงเต็มๆ แล้วอย่างที่บอกว่าเมื่อเริ่มมั่นใจก็คือการแพ็คกระเป๋าเพื่อเดินทางไปสู่ความคลุมครือครับ เมื่อเดินทางไปถึงจุดหนึ่งแล้วจะเกิดข้อ 2
2 ความคลุมครือ ไม่มั่นใจ มันก็คือช่วง side way มันเป็นช่วงที่คนไม่มั่นใจแล้วว่า จะไปต่อ หรือ เปลี่ยนเทรนด์ดี ราคาเลยไม่ไปไหน วิ่งออกข้างไปเรื่อยๆ และอย่างที่บอกเช่นกันว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงไม่มั่นใจ มันก็คือการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ความมั่นใจ จะใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดแล้วความจริงจะปรากฏ สุดท้ายแล้วความมั่นใจจะกลับมา ไม่ว่าจะมั่นใจว่าดีขึ้น ก็เป็นเทรนด์ขาขึ้น มั่นใจว่าเลวแน่ๆ แล้วก็เป็นเทรนด์ขาลง
ถ้าเราเข้าใจว่าตลาดมันมีสองอย่างนี้อยู่ และมันมีรูปแบบเกี่ยวพันกันยังไง เราจะรู้ว่าเรากำลังมองหาอะไรจากกราฟ และ เครื่องมือ เทคนิคคอลครับ
ในตลาดหุ้น ถือเป็น ออฟฟิสใหญ่ของกิเลส กิเลส ทำงานประจำอยู่ที่นี้ ความอยาก ความกลัว ที่เราได้รับ (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความมั่นใจกับความคลุมเครือ) ถูกส่งมาจากกิเลสนี่แหละ สิ่งที่เราต้องทำคือจับตากิเลส อย่าไปถูกสิ่งที่กิเลสหยิบให้บังตา
ในทางพุทธ ท่านก็บอกอยู่แล้วไม่มีอะไรยั่งยืน มีได้มีเสื่อม มีมั่งมีมียากจน มีทุกข์ เดี๋ยวก็มีสุข นี่เป็นสิ่งที่กิเลสสร้างขึนมาให้เรา ทั้งหมดนั้นท่านเลยบอกให้อย่าไปยืดติดกับมัน เพราะมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาถึงกันตลอด ที่ยกตัวอย่างนี้ไม่ใช่จะอ้างว่าตัวเองรู้เรื่องธรรมะดี หรือ เอาธรรมะ มาอ้างเพื่อชักนำให้เชื่อ
เพราะผมไม่ได้หวังให้เชื่อ การจะเชื่อหรือไม่คุณคิดวิเคราะห์เองดีที่สุด มันเป็นหน้าที่ของคุณไม่ใช่ผมแน่นอน
ความไม่เที่ยงไม่อยู่ไปเป็นอมตนิรันด์ มันเป็นธรรมชาติ มันเกิดขึ้นจริงนะ และตราบใดที่ยังมีมนุษย์อยู่ในตลาดหุ้น พนักงานกิเลสตัวเดียวกันนี้ ก็จะทำให้มันเป็นแบบนั้นไปตลอด นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไม ทฤษฏีดาวน์ ถึงถูกยอมรับมาเป็นร้อยๆปีแล้ว และทุกวันนี้ก็ยังใช้ได้(และยิ่งผู้เล่นมีมากเท่าไหร่ มันยิ่งใช้ได้ดีเท่านั้น เพราะไม่มีการฮั้ว การปั่นทำได้ยากถ้าแข่งกันเยอะๆ) ก็เพราะผีกิเลสที่สั่งใจคนอยู่ในตลาด มันผีตัวเดียวกันมาเป็นร้อยๆปีแล้วครับ มันยังอยู่ และจะอยู่ตลอดไป
เครื่องมือเทคนิคคอล เราเอามาไว้จับตาดูความไม่เที่ยงนี้แหละ มันไม่ได้เอามาใช้เพื่อดูว่าหุ้นขึ้น หุ้นลง ไปนั้น ไปนี่แน่ๆ
ทั้งหมดนี้มันเป็นที่มาของเทคนิคคอล
1 เวฟ ฟิโบ ไว้วัดระยะทางว่า ความมั่นใจมันมีมานานหรือยัง
2 PATTERNS มันเอาไว้ดูว่าเมื่อไหร่ ความไม่มั่นใจจะถูกเบรกออกไปเสียที เบรกขึ้นหรือลง ก็คือการไปสู่ความมั่นใจเช่นกัน
3 INDICATOR ต่างๆใช้วัดว่า การเปลี่ยนจากมั่นใจไปสู่ไม่มั่นใจได้เริ่มเกิดหรือยัง
วันนี้ Thai Trader คิดว่าพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมราคาหุ้นมันลงมาแตะเทรนด์ไลน์แล้วเด้ง เพราะจังหว่ะที่ลงมาแตะเทรนด์ไลน์ ความไม่มั่นใจบังเกิด สุดท้ายมันเด้ง เพราะความมั่นใจกลับคืนมา (ในทางที่ดี)
ในกรณีที่หลุดเทรนด์ไลน์ก็เหมือนกัน ตอนที่มันมาแตะเทรนด์ไลน์ ความไม่มั่นใจบังเกิด และแล้วความมั่นใจก็เกิด เมื่อมันเบรกลง
ความจริงมันง่ายๆแค่นั้นเอง มีสองอย่าง ที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือธรรมชาติ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แล้วจะเกิดต่อไปเรื่อยๆในอนาคต
ในส่วนของVI ก็เป็นอีกอย่าง นะครับ แต่ก็ผีตัวเดียวกัน ความไม่เที่ยงของความมั่นใจเหมือนกัน แต่มีวิธีการดูอีกอย่าง ต่างจากการใช้เทคนิคคอลแค่นั้นเอง
อย่าไปมองหาสิ่งที่ไม่มี ทำความเข้าใจมันแล้วมองว่ามันเป็นไปยังไง มันเป็นธรรมชาติครับ
ครั้งแรกที่เราดูกราฟ และพยายามใช้เทคนิคคอลในกราฟ เรารู้สึกว่ามันโคตรจะไร้เหตุผลใช่ไหม? ผมก็เป็นแบบนั้น แต่เมื่อศึกษาดีๆ มีอะไรหลายอย่างให้คิดต่อครับ
เริ่มท้าวความไปสมัยที่ผมเริ่มสนใจเทคนิคคอลแรกๆ อ่านหนังสือมาเห็นเขาแนะนำเรื่องเทรนด์ไลน์ เลยเปิดกราฟดูและลากตามหนังสือเลย ลากปุ๊บ พูดกับตัวเองว่าเห้ย พอมันมาชนแล้วเด้งจริงๆว่ะ ลากทิ้งไว้สักอาทิตย์ พอมันย่อกลับมา มันก็เด้งอีกเว้ยเห้ย นี่มันเป็นเวทย์มนต์แบบไหนกันเนี้ยยยย
ตะลึงนะครับ ผมไม่เข้าใจว่าไอ้เส้นเทรนด์ไลน์นี้มันไปมีอิทธิพลอะไรกับราคาหุ้นทำไมมาชนแล้วเด้ง มันเป็นเรื่องไร้เหตุผล ที่ดันเกิดขึ้นจริง ไปดูหลายๆตัวก็มีเกิดแบบนี้จริง
จากนั้นมาสักพัก ผมได้ไปงานแต่งเพื่อนคนนึงที่ขอนแก่น เลยนัดกับเพื่อนที่เริ่มเล่นหุ้นด้วยกันว่ามานอนโรงแรมเดียวกันเดี๋ยวกูมีอะไรดีๆให้ดู
เราก็หิ้วโน๊ตบุ๊คไปกันด้วย พอเข้าโรงแรมก็เปิดกราฟมาลากเส้นกันดู แล้วก็เห้ยๆจริงๆ(อีกครั้ง) มันเกิดขึ้นแต่ไม่มีใครเข้าใจ ไม่รู้ว่าทำไมมันเด้งพอมาชนเทรนด์ไลน์ แล้วมันต้องไม่หลุดไม่อะไรไปง่ายๆ
แต่ถึงผมจะยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรมันเด้งได้ไง ผมก็ยังพยายามจะใช้มันอยู่ ก็เอาไอ้เจ้าเทรนด์ไลน์นี้แหละไปใช้ในการซื้อขาย ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าทำไมมันเด้ง
ผลปรากฏก็คือ ไม่เคยกำไรเลย เอาจริๆหุ้นขึ้น แต่ผมขาดทุน เพราะผมไม่รู้ว่าทำไมชนแล้วมันเด้ง และก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องทำไมชนแล้วมันหลุด อันนั้นยิ่งไม่รู้ ขาดทุนจนเซ็งเลยหันไปมั่วเหมือนเดิม
แต่ก็พยายามศึกษาต่อมาเรื่อยๆรวมถึงดูกราฟที่เขาตีโชว์ในยูทูป บ้างอะไรบ้างตามประสา
หลังจากนั้นก็ได้มาสร้างเพจสร้างอะไรเพื่อรวบรวมข้อมูลและศึกษามันจริงจัง และมาถึงตอนนี้ พอจะได้ข้อสรุปบ้างว่า เทคนิคคอลมันคืออะไร
มันคือการหารูปแบบของความไม่ยั่งยืนความไม่เที่ยงครับ มันไม่ได้เป็นการหาว่าหุ้นมาแตะเส้นแล้วมันจะเด้ง หุ้นมาตรงนี้แล้วมันจะขึ้น เส้นนี้ตัดเส้นนี้ ไปแน่ ไม่ใช่อะไรแบบนั้น
ในตลาดมีความไม่ยั่งยืนไม่เที่ยงอยู่อย่างน้อย 2 อัน
1 ความมั่นใจไม่เคยยั่งยืน
2 ความไม่มันใจคลุมเครือก็ไม่ยั่งยืนเหมือนกัน
เมื่อคนมั่นใจแล้ว มันจะเป็นการออกเดินทางไปสู่ความไม่มั่นใจ ยิ่งนานความไม่มั่นใจยิ่งมาก แล้วเมื่อไม่มั่นใจจนถึงที่สุด เราก็จะเริ่มเดินทางกลับไปหาความมั่นใจอีกที เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
มันเป็นที่มาของทฤษฏีดาวน์(ในแบบที่ที่เข้าใจเหตุผล ไม่ใช่พูดแบบกำปั้นทุบดินว่า หุ้นขึ้นก็ลง ลงก็ขึ้นอะไรแบบนั้น) การกลับไปกลับมาของความมั่นใจกับไม่มั่นใจนี่แหละ มันมีลักษณะเป็นคลื่น ไม่ใช่เปลือกของคำพูดที่ว่าราคาหุ้นมันมีลักษณะเป็นคลื่น เพราะราคาหุ้นตอนนี้ มันไม่ได้ทำให้เกิดราคาหุ้นของวันถัดไป ความไม่ยั่งยืนไม่เที่ยงของสองสิ่งที่ว่านี่ต่างหากที่ทำให้เกิดราคาหุ้นของวันพรุ่งนี้
ความไม่ยั่งยืนนี้เป็นต้นกำเนิดของเทรนด์
1 เมื่อมั่นใจ เทรนด์ก็จะเป็นขึ้นหรือลงเต็มๆกำลัง มันใจว่าดีก็ขึ้น มั่นใจว่าแย่ก็ลงเต็มๆ แล้วอย่างที่บอกว่าเมื่อเริ่มมั่นใจก็คือการแพ็คกระเป๋าเพื่อเดินทางไปสู่ความคลุมครือครับ เมื่อเดินทางไปถึงจุดหนึ่งแล้วจะเกิดข้อ 2
2 ความคลุมครือ ไม่มั่นใจ มันก็คือช่วง side way มันเป็นช่วงที่คนไม่มั่นใจแล้วว่า จะไปต่อ หรือ เปลี่ยนเทรนด์ดี ราคาเลยไม่ไปไหน วิ่งออกข้างไปเรื่อยๆ และอย่างที่บอกเช่นกันว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงไม่มั่นใจ มันก็คือการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ความมั่นใจ จะใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดแล้วความจริงจะปรากฏ สุดท้ายแล้วความมั่นใจจะกลับมา ไม่ว่าจะมั่นใจว่าดีขึ้น ก็เป็นเทรนด์ขาขึ้น มั่นใจว่าเลวแน่ๆ แล้วก็เป็นเทรนด์ขาลง
ถ้าเราเข้าใจว่าตลาดมันมีสองอย่างนี้อยู่ และมันมีรูปแบบเกี่ยวพันกันยังไง เราจะรู้ว่าเรากำลังมองหาอะไรจากกราฟ และ เครื่องมือ เทคนิคคอลครับ
ในตลาดหุ้น ถือเป็น ออฟฟิสใหญ่ของกิเลส กิเลส ทำงานประจำอยู่ที่นี้ ความอยาก ความกลัว ที่เราได้รับ (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความมั่นใจกับความคลุมเครือ) ถูกส่งมาจากกิเลสนี่แหละ สิ่งที่เราต้องทำคือจับตากิเลส อย่าไปถูกสิ่งที่กิเลสหยิบให้บังตา
ในทางพุทธ ท่านก็บอกอยู่แล้วไม่มีอะไรยั่งยืน มีได้มีเสื่อม มีมั่งมีมียากจน มีทุกข์ เดี๋ยวก็มีสุข นี่เป็นสิ่งที่กิเลสสร้างขึนมาให้เรา ทั้งหมดนั้นท่านเลยบอกให้อย่าไปยืดติดกับมัน เพราะมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาถึงกันตลอด ที่ยกตัวอย่างนี้ไม่ใช่จะอ้างว่าตัวเองรู้เรื่องธรรมะดี หรือ เอาธรรมะ มาอ้างเพื่อชักนำให้เชื่อ
เพราะผมไม่ได้หวังให้เชื่อ การจะเชื่อหรือไม่คุณคิดวิเคราะห์เองดีที่สุด มันเป็นหน้าที่ของคุณไม่ใช่ผมแน่นอน
ความไม่เที่ยงไม่อยู่ไปเป็นอมตนิรันด์ มันเป็นธรรมชาติ มันเกิดขึ้นจริงนะ และตราบใดที่ยังมีมนุษย์อยู่ในตลาดหุ้น พนักงานกิเลสตัวเดียวกันนี้ ก็จะทำให้มันเป็นแบบนั้นไปตลอด นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไม ทฤษฏีดาวน์ ถึงถูกยอมรับมาเป็นร้อยๆปีแล้ว และทุกวันนี้ก็ยังใช้ได้(และยิ่งผู้เล่นมีมากเท่าไหร่ มันยิ่งใช้ได้ดีเท่านั้น เพราะไม่มีการฮั้ว การปั่นทำได้ยากถ้าแข่งกันเยอะๆ) ก็เพราะผีกิเลสที่สั่งใจคนอยู่ในตลาด มันผีตัวเดียวกันมาเป็นร้อยๆปีแล้วครับ มันยังอยู่ และจะอยู่ตลอดไป
เครื่องมือเทคนิคคอล เราเอามาไว้จับตาดูความไม่เที่ยงนี้แหละ มันไม่ได้เอามาใช้เพื่อดูว่าหุ้นขึ้น หุ้นลง ไปนั้น ไปนี่แน่ๆ
ทั้งหมดนี้มันเป็นที่มาของเทคนิคคอล
1 เวฟ ฟิโบ ไว้วัดระยะทางว่า ความมั่นใจมันมีมานานหรือยัง
2 PATTERNS มันเอาไว้ดูว่าเมื่อไหร่ ความไม่มั่นใจจะถูกเบรกออกไปเสียที เบรกขึ้นหรือลง ก็คือการไปสู่ความมั่นใจเช่นกัน
3 INDICATOR ต่างๆใช้วัดว่า การเปลี่ยนจากมั่นใจไปสู่ไม่มั่นใจได้เริ่มเกิดหรือยัง
วันนี้ Thai Trader คิดว่าพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมราคาหุ้นมันลงมาแตะเทรนด์ไลน์แล้วเด้ง เพราะจังหว่ะที่ลงมาแตะเทรนด์ไลน์ ความไม่มั่นใจบังเกิด สุดท้ายมันเด้ง เพราะความมั่นใจกลับคืนมา (ในทางที่ดี)
ในกรณีที่หลุดเทรนด์ไลน์ก็เหมือนกัน ตอนที่มันมาแตะเทรนด์ไลน์ ความไม่มั่นใจบังเกิด และแล้วความมั่นใจก็เกิด เมื่อมันเบรกลง
ความจริงมันง่ายๆแค่นั้นเอง มีสองอย่าง ที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือธรรมชาติ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แล้วจะเกิดต่อไปเรื่อยๆในอนาคต
ในส่วนของVI ก็เป็นอีกอย่าง นะครับ แต่ก็ผีตัวเดียวกัน ความไม่เที่ยงของความมั่นใจเหมือนกัน แต่มีวิธีการดูอีกอย่าง ต่างจากการใช้เทคนิคคอลแค่นั้นเอง
อย่าไปมองหาสิ่งที่ไม่มี ทำความเข้าใจมันแล้วมองว่ามันเป็นไปยังไง มันเป็นธรรมชาติครับ
วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
วิเคราะหุ้น set รายวัน ของวันที่30-07-2013
กราฟset มาถึงจุดนี้ สมมุติฐาน เวฟแรกขาขึ้นเดิม เริ่มมองดูไม่สวยแล้วนะครับ ที่ว่าดูไม่สวยยังไง ไปดูกราฟเก่าที่เคยตีไว้ อันนั้นยังถือว่าเป็นสมมุติฐานหนึ่ง
กราฟมันชอบเดินไปจุดที่ต้องตัดสินใจ ว่าสมมุติฐานไหนถูก สำหรับเซท ผมขอแยกเพิ่มมาอีกสองสมมุติฐานตามนี้
1 โลกสวย คือยังมองว่ามันจะต้องขึ้นไปอีกเหมือนเดิม โดยให้ยอดที่ พันห้านิดๆนั้นเป็นเวฟ 1 แทนเวฟ 1 เดิม นั้นบอกอะไรได้บ้าง
- ย่อลงสบายๆได้ถึง แถวๆ 1410 หรือมากกว่านั้น
- ถ้าถูก ยอดเป้าหมายอาจอยู่แถวๆ ไฮเดิมหรือ เลยไปหน่อย
2 โลกมันโหด จากกราฟที่ตีก่อนนี้ผมแนะนำให้ระวังที่ 61.8% ของ ขาลงยาวตั้งแต่ยอดไฮเดิมลงมา 1530 ตรงนี้เป็นจุดสวยที่จะจบเวฟ b เพื่อลงเวฟ c ถ้าตรงนี้เป็นจริงจะบอกอะไรบ้าง
- มันจะลงอย่างน้อยที่โลว์เดิม 1340 แถวๆนั้น ลงต่ำกว่านั้นได้อีกด้วย ไม่แปลกอะไร
- ถ้ามันลงมาแล้วทำ new low ยิ่งดี เราอาจจะเห็น divergence ที่กว้างขึ้นกว่าเดิม(นั้นแสดงว่าต้องหาจุดวัดว่าจะคัทลอสที่ไหน )
ส่วนภาพรวมๆ ช่วงนี้โวลุ่มมันไม่ค่อยเยอะ สาเหตุก็อย่างที่บอกคราวก่อนๆ ความคลุมเครือของทางเลือกมันยังสูง คนเลยจ้องเฉยๆ หรือถ้าเล่นก็เน้นจบเร็วมากกว่า
ส่วนของฝรั่ง จะเห็นว่า ซื้อก็ซื้อไม่มาก ขายก็ขายไม่เยอะ สงสัยเห็นสถาบันรับไปเยอะช่วงก่อน คงดูว่าพี่แกจะเอายังไง
macd กราฟ day ยังโอเค ส่วน Time frame ที่ต่ำกว่านั้นพลังหดหายไปนานแล้ว
ดูแนวรับแนวต้านจาก fibo ของกราฟทั้งสอง ถ้าเหตุการณ์จริงมันเกิดกับฝั่งไหนก็เลือกตามฝั่งนั้น ไม่ต้องยืดติดว่าหุ้นเต็มพอร์ท ต้องมองเห็นว่าจะขึ้นอย่างเดียว
ถ้าหลุดแนวรับแล้วเห็นรับต่อไปอยู่ไกล ก็เซฟๆบ้างก็ดีครับ
ติดค้างเรื่องตี fibo ขอแปะไว้ก่อน ช่วงนี้ยุ่งๆนิดหน่อย แต่แนะนำคร่าวๆว่า การตี fibo หลักๆควรใช้เพื่อวัดขนาดเวฟเป้าหมาย ไม่ใช่ เห็นยอดสูงและต่ำก็ตีเลยและเอาเลขของมันมาเป็นแนวรับแนวต้าน แบบนี้อาจใช้ได้บางครั้ง สาเหตุที่ใช้ได้เพราะว่า เลข fibo ที่เรามักใช้ ไม่ว่าจะ 61.8 32.8 หรืออื่นๆ เมื่อบวกกัน(จากการต่อเวฟต่างๆ)มันได้เลขคร่าวๆใกล้ๆกับ fibo เลขต่อไปครับ นั่นทำให้ลาก ยาวจากยอดสูงยอดต่ำ ก็จะเห็นว่า มันพอจะเป็นแนวรับได้
แต่ทำแบบนั้น มักไม่ได้แนวรับแนวต้านที่สำคัญๆ การวัดแบบหาเป้าเวฟต่อไปทำยังไง ที่จริงเขียนไว้ในบล๊อกแล้ว ไว้เดี๋ยวถ้าว่างแล้วจะเอามาสรุปอีกที อันนั้นเขียนไว้นานแล้วคาดว่าจะอ่านงงๆ (555)
กราฟมันชอบเดินไปจุดที่ต้องตัดสินใจ ว่าสมมุติฐานไหนถูก สำหรับเซท ผมขอแยกเพิ่มมาอีกสองสมมุติฐานตามนี้
1 โลกสวย คือยังมองว่ามันจะต้องขึ้นไปอีกเหมือนเดิม โดยให้ยอดที่ พันห้านิดๆนั้นเป็นเวฟ 1 แทนเวฟ 1 เดิม นั้นบอกอะไรได้บ้าง
- ย่อลงสบายๆได้ถึง แถวๆ 1410 หรือมากกว่านั้น
- ถ้าถูก ยอดเป้าหมายอาจอยู่แถวๆ ไฮเดิมหรือ เลยไปหน่อย
2 โลกมันโหด จากกราฟที่ตีก่อนนี้ผมแนะนำให้ระวังที่ 61.8% ของ ขาลงยาวตั้งแต่ยอดไฮเดิมลงมา 1530 ตรงนี้เป็นจุดสวยที่จะจบเวฟ b เพื่อลงเวฟ c ถ้าตรงนี้เป็นจริงจะบอกอะไรบ้าง
- มันจะลงอย่างน้อยที่โลว์เดิม 1340 แถวๆนั้น ลงต่ำกว่านั้นได้อีกด้วย ไม่แปลกอะไร
- ถ้ามันลงมาแล้วทำ new low ยิ่งดี เราอาจจะเห็น divergence ที่กว้างขึ้นกว่าเดิม(นั้นแสดงว่าต้องหาจุดวัดว่าจะคัทลอสที่ไหน )
ส่วนภาพรวมๆ ช่วงนี้โวลุ่มมันไม่ค่อยเยอะ สาเหตุก็อย่างที่บอกคราวก่อนๆ ความคลุมเครือของทางเลือกมันยังสูง คนเลยจ้องเฉยๆ หรือถ้าเล่นก็เน้นจบเร็วมากกว่า
ส่วนของฝรั่ง จะเห็นว่า ซื้อก็ซื้อไม่มาก ขายก็ขายไม่เยอะ สงสัยเห็นสถาบันรับไปเยอะช่วงก่อน คงดูว่าพี่แกจะเอายังไง
macd กราฟ day ยังโอเค ส่วน Time frame ที่ต่ำกว่านั้นพลังหดหายไปนานแล้ว
ดูแนวรับแนวต้านจาก fibo ของกราฟทั้งสอง ถ้าเหตุการณ์จริงมันเกิดกับฝั่งไหนก็เลือกตามฝั่งนั้น ไม่ต้องยืดติดว่าหุ้นเต็มพอร์ท ต้องมองเห็นว่าจะขึ้นอย่างเดียว
ถ้าหลุดแนวรับแล้วเห็นรับต่อไปอยู่ไกล ก็เซฟๆบ้างก็ดีครับ
ติดค้างเรื่องตี fibo ขอแปะไว้ก่อน ช่วงนี้ยุ่งๆนิดหน่อย แต่แนะนำคร่าวๆว่า การตี fibo หลักๆควรใช้เพื่อวัดขนาดเวฟเป้าหมาย ไม่ใช่ เห็นยอดสูงและต่ำก็ตีเลยและเอาเลขของมันมาเป็นแนวรับแนวต้าน แบบนี้อาจใช้ได้บางครั้ง สาเหตุที่ใช้ได้เพราะว่า เลข fibo ที่เรามักใช้ ไม่ว่าจะ 61.8 32.8 หรืออื่นๆ เมื่อบวกกัน(จากการต่อเวฟต่างๆ)มันได้เลขคร่าวๆใกล้ๆกับ fibo เลขต่อไปครับ นั่นทำให้ลาก ยาวจากยอดสูงยอดต่ำ ก็จะเห็นว่า มันพอจะเป็นแนวรับได้
แต่ทำแบบนั้น มักไม่ได้แนวรับแนวต้านที่สำคัญๆ การวัดแบบหาเป้าเวฟต่อไปทำยังไง ที่จริงเขียนไว้ในบล๊อกแล้ว ไว้เดี๋ยวถ้าว่างแล้วจะเอามาสรุปอีกที อันนั้นเขียนไว้นานแล้วคาดว่าจะอ่านงงๆ (555)
วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
วิเคราะห์เทคนิคหุ้น ราคาเป้าหมายแนวรับแนวต้าน หุ้น QH
QH แนวรับ 3.85 แนวต้าน 4 บาท ถ้าหลุดแนวรับ รับต่อไปคือ 3.75 27-2-13
QH แบบระยะสั้นนะครับแนวรับ 3.38 แนวต้าน 3.5 ถ้าหลุดรับ รับต่อไปที่ 3.25 เบรกต้านได้ต้านต่อไปคือ 3.6 19-2-13
QH กราฟแบบ DAY มันเบรกทุกอย่างไปแล้ว แบบ WEEK ก็ไม่ต่างกัน แต่ถ่อยออกมาหน่อยก็พอเห็นภ าพขึ้น แนวรับแนวต้านไล้ตามเส้น FIBO เส้นประขวางนั้นนะครับ ส่วนแนวรับสำคัญคือแถวๆ 2.82 ตรงนั้นเป็น Hight เดิมในกราฟWEEK 19-1-13
ส่วน QH ขึ้นมาพร้อมๆกับ RML มาก่อตามต้านอยู่ครับ จ้าน 2.4 ถ้ายืนได้ค่อยมาตีเทรนด์ไลน ์ใหม่ แนวรับ 2.28 ครับ 9-1-13
QH ตัวนี้แนะนำไปเมื่อวันศุกร์ เริ่มเดินมาที่ต้านแรกแล้วนะครับ 2.23 ถัดไปไปวัดกันที่จุดสำคัญ 2.33 ถ้าเบรกตรงนี้ได้ยาวไปยาวไป 1-2-13
QH ราคาตอนนี้คือแนวรับที่ห้าม หลุดนะครับ ถ้าหลุดก็ลงมาเจอที่ 2.04 แนวต้านคือที่ 2.25 และไล่ไปตามกรอบสีเหลืองบนครับ 24-12-12
QH วิ่งกรอบขาขึ้นต้องไม่หลุดเ ส้นเหลืองล่างนะครับถ้าหลุด ก็ดูไม่ดีแล้ว ตอนนี้ราคา2.16 ยังถือเป็นแนวต้านหลักถ้าเบ รกขึ้นไปได้มีช่องอีกเยอะ ส่วนแนวรับแรก ก็เส้นเหลืองล่างครับ 14-12-12
QH กราฟแบบ DAY มันเบรกทุกอย่างไปแล้ว แบบ WEEK ก็ไม่ต่างกัน แต่ถ่อยออกมาหน่อยก็พอเห็นภ
ส่วน QH ขึ้นมาพร้อมๆกับ RML มาก่อตามต้านอยู่ครับ จ้าน 2.4 ถ้ายืนได้ค่อยมาตีเทรนด์ไลน
QH ตัวนี้แนะนำไปเมื่อวันศุกร์
QH ราคาตอนนี้คือแนวรับที่ห้าม
QH วิ่งกรอบขาขึ้นต้องไม่หลุดเ
วิเคราะห์เทคนิคหุ้น ราคาเป้าหมายแนวรับแนวต้าน หุ้น RML
RML แนวรับ 2.28 แนวต้าน 2.38 ถ้าเบรกได้ต้านต่อไป 2.5 2.58 ตามลำดับ ไม่ควรเบรกเส้นสีเขียวประ ลง ถ้าเบรกลงถือว่ายังลงไม่จบครับรอบ 20-2-13
RML แนวต้าน 2.3 แนวรับแรกคือเส้นเหลืองล่าง รับต่อไป 2.2 ถ้าเบรกต้านได้ต้านต่อไปคื เส้นเหลืองบน และ 2.4 ตามลำดับเบรกตรงนี้ได้เข้าขาขึ้นอีกรอบ เบรก 2.2 ลง ก็แย่เลยครับ 17-2-13
RML ว่ากันตามกราฟก่อนนะครับส่ว นข่าวขายหุ้นเปลี่ยน ผบห คงต้องพิจรณากันเอาเองครับ แนวรับ 2.22 แนวต้าน 2.43 2.61 2.77 อันหลังเป็นจุดขอบของเทรนด์พอดี ส่วนถ้าเบรกแนวรับตอนนี้ลงรับต่อมาคือ 2 บาท ถ้าหลุดตรงนี้ไม่ค่อยดี 3-2-13
RML แนวรับ 2.32 ถ้าเด้งก็ได้ไปเทส 2.57 อีกรอบแต่ถ้าเบรกลง EMA 50 ไปรับแถวๆ 2.07บาท 17-1-13
RML ตัวนี้ ผมปรับเทรนด์ไลน์ตามหลายรอบ แล้ว ถ้าเบรกตอนนี้อีกรอบ ก็เลิกใช้เทรนด์ไลน์อิง Fibo ไปเลย ตัวนี้ขึ้นมาโหด จนโดนคำเตือนว่า "หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายผิดไปจากสภาพปกติของตลาด"ต้องวางเงินสดนั้นเอง เอาเป็นว่าต้านต่อไป 2.57 2.81 ตามลำดับ แนวรับ 2.32 ครับ 9-1-13
RML แนวต้านแรกคือแถวๆเส้นประสี เหลืองนะครับถ้าเบรกไปได้ไป
ต้านที่ 2.3-2.4 แถวๆเส้นเหลืองปลายศรเขียว ส่วนแนวรับแรกเส้นเหลือปลาย ศรเหลืองตามลำดับ 2-1-13
RML ใกล้มุมๆลุ้นๆเบรกขึ้นสักที รอมานานไปละแนวต้านหลังจากเบรกขึ้น 2 บาท แนวรับถ้าเบรกลง 1.82 บาทครับ 26-12-12
RML ใกล้แนวรับแล้วครับ 1.87-1.9 ราคาหปัจจุบัน คือแนวรับ ถ้าเด้งได้ตามศรเขียว แล้วออกไปจากกรอบขาลงสีฟ้าไ ด้ ก็จะเยี่ยมเลย แนวต้านแรกจะเป็น 1.97 ต้านต่อไป 2.05 ตามลำดับ ส่วนกรณีเบรก แนวรับกรอบขาขึ้นลงมาตามศรสีแดง แนวรับแรก 1.8 ครับ 14-12-12
RML เบรกแนวต้านจากที่ตีไปก่อนห น้านี้ขึ้นไป เป้าหมายต้านต่อไปเส้นเหลืองอย่างที่บอกกราฟที่แล้ว แนวรับ เส้นชมภู 1.94-2 บาท 6-11-2555
RML ทำนิวไฮเช้านี้แนวต้านต่อไป เส้นเหลืองบนแนวรับเป็นไฮเดิมต้องดูว่าจะยืนได้ไหม RSI เริ่มตันแล้วอาจย่อเพื่อหาช่องบ้าง แต่ถ้ายืนไม่อยู่ก็เส้นรับที่เหลืองล่างเลย 24-10-2555
RML ว่ากันตามกราฟก่อนนะครับส่ว
RML แนวรับ 2.32 ถ้าเด้งก็ได้ไปเทส 2.57 อีกรอบแต่ถ้าเบรกลง EMA 50 ไปรับแถวๆ 2.07บาท 17-1-13
RML ตัวนี้ ผมปรับเทรนด์ไลน์ตามหลายรอบ
RML ใกล้มุมๆลุ้นๆเบรกขึ้นสักที
RML ใกล้แนวรับแล้วครับ 1.87-1.9 ราคาหปัจจุบัน คือแนวรับ ถ้าเด้งได้ตามศรเขียว แล้วออกไปจากกรอบขาลงสีฟ้าไ
RML เบรกแนวต้านจากที่ตีไปก่อนห
RML ทำนิวไฮเช้านี้แนวต้านต่อไป
วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
วิเคราะห์เทคนิคหุ้น ราคาเป้าหมายแนวรับแนวต้าน หุ้น BLAND
BLAND ถ้านับเวฟ เรายังไม่ตัดสินว่าจุดสูงสุ ดของเวฟ 5 รอบนี้ควรอยู่ที่ไหน จุด สังเกตมี 2.15 ราคาตอนนี้ 2.35 และ 2.62 ตามลำดับซึ่งก็ถือเป็นแนวต้
านไปในตัว ส่วนแนวรับ ขั้นแรก อย่าหลุดเทรนด์ไลน์ สีฟ้า ประ ถ้าหลุด รับต่อมาคือ 1.92 26-2-13
BLAND แบบสั้นนะครับ แบบยาวดูหน่อยดูกราฟเก่าได้ แนวรับ 2 บาทแนวต้านคือเส้นสีฟ้าที่กดอยู่นั้นแหละครับ ถ้าเบรกได้ 2.13 และ hi เดิมเป็นต้านต่อไป ถ้าเบรกลง แนวรับคือ 1.95 ห้ามหลุดครับ 21-2-13
BLAND แนวรับ 1.92 แนวต้าน 2.2 ถ้าเบรกแนวรับลงรับต่อมาคือ 1.7 ครับ 14-2-13
BLAND สรุปนอเทสที่ hi เดิม แถวๆ 1.85 ถ้าผ่านได้เป้าต่อไปคือ 2.17ถ้าย่อต้องไม่เบรกเส้นเ หลืองทึบลงมา ครับ ตัวนี้แนะนำให้คลิ๊กกลับไปด ูรูปก่อนหน้านี้ประกอบ เพื่อดูว่าเราต้องระวังแค่ไ หนตอนนี้เราอยู่ตรงไหนครับ 2-2-13
BLAND อัพเดตนะครับ ไล่เทสไปทีละขึ้นนะครับ แนวต้านต่อไป 1.65 รับก็ไล่ตาม FIBO เลยครับเส้น Trend line จะบอกให้รู้ว่าอยู่ช่วงกรอบ ไหน ต้องระวังมากแค่ไหนวิธีจะดู ว่าอันไหนเสี่ยงมากแล้วก็ไล ่ดูราคาในอดีตเลยครับว่ากรา ฟราคามันอยู่ในช่องเทรนด์ไล น์ไหนนานเท่าไหร่ ถ้าราคาเข้าไปช่องนั้นๆจะได ้ระมัดระวังกันอย่างที่เห็น นี้มีสามช่อง ช่องที่ราคาอยู่นานจนอาจถือ ได้ว่าเป็นราคาปกติของมันคื อช่อง 1,2 ช่อง 3 อยู่ไม่นานเท่าไหร่ ยิ่งช่อง 4 อยู่แวบๆเองทำไมอยู่แวบๆก็เ พราะในช่อง 4 มันขึ้นมาเยอะแล้วคนเริ่มกล ัว เลยขายๆอะไรแบบนั้น ลองดูนะครับ ถ้างงพรุ่งนี้ว่ากันอีกที วันนี้ง่วงมึนละ ฮ่าๆ 15-1-13
BLAND แนวต้านคือ 1.42 - 1.45 แถวๆไฮเดิม แนวรับคือ 1.32 ครับ ถ้าเบรกต้านไปได้ 1.5 เป็นต้านต่อไปครับ 13-1-13
BLAND จะไปทางไหนวันนี้ลองเช็คดูท ี่นี่บัดนี้ชนแนวต้านแล้ว ที่เส้นเหลืองบน แนวโน้มออกได้ทั้งสองทาง แต่ถ้าให้ทางลงมากกว่าสำหรั บคนมีอยู่น่าจะเซฟกว่า ส่วนคนที่ยังไม่มีรอดูว่าจะ สามารถ คอนเฟิร์มเบรกต้านได้ไหม ถ้าเบรกได้ค่อยตามจ้า 24-10-2555
BLAND แบบสั้นนะครับ แบบยาวดูหน่อยดูกราฟเก่าได้ แนวรับ 2 บาทแนวต้านคือเส้นสีฟ้าที่กดอยู่นั้นแหละครับ ถ้าเบรกได้ 2.13 และ hi เดิมเป็นต้านต่อไป ถ้าเบรกลง แนวรับคือ 1.95 ห้ามหลุดครับ 21-2-13
BLAND แนวรับ 1.92 แนวต้าน 2.2 ถ้าเบรกแนวรับลงรับต่อมาคือ
BLAND สรุปนอเทสที่ hi เดิม แถวๆ 1.85 ถ้าผ่านได้เป้าต่อไปคือ 2.17ถ้าย่อต้องไม่เบรกเส้นเ
BLAND อัพเดตนะครับ ไล่เทสไปทีละขึ้นนะครับ แนวต้านต่อไป 1.65 รับก็ไล่ตาม FIBO เลยครับเส้น Trend line จะบอกให้รู้ว่าอยู่ช่วงกรอบ
BLAND แนวต้านคือ 1.42 - 1.45 แถวๆไฮเดิม แนวรับคือ 1.32 ครับ ถ้าเบรกต้านไปได้ 1.5 เป็นต้านต่อไปครับ 13-1-13
BLAND จะไปทางไหนวันนี้ลองเช็คดูท
วิเคราะห์เทคนิคหุ้น ราคาเป้าหมายแนวรับแนวต้าน หุ้น DEMCO
DEMCO แนวรับ 13.6 ที่ราคาตอนนี้แหละครับ ลุ้นว่าจะยืนอยู่ไหม แนวต้าน 14.15 ส่วนถ้ายืนไม่อยู่ รับต่อไปคือ 12.95 ถ้าตามเทคนิคต้องระวังหน่อย ลองเอาไปปรับใช้กับข้อมูลพื
้นฐานเอานะครับ 21-2-13
DEMCO แนวต้าน 11.6 แนวรับ 11 (ต้านเดิมคราวก่อน)และ 10.8 ตามลำดับ ถ้าเบรกต้านได้ ต้านต่อไปคือ 12.7 บาท 18-2-13
DEMCO ตัวนี้เงียบแฮะ ไม่มีคนถามถึง สงสัยเก็บอุ๊บตั้งแต่แปดบาท กันไปละ 555 แนวต้าน 10.3 แนวรับ 9.4 หรือเส้นประสีเหลืองล่าง ถ้าเบรกต้านได้ 11 บาทเป็นเป้าต่อไป เข้าสู่ช่วงที่ต้องระวังดีๆแล้วครับ 14-2-13
DEMCOตัวแม่แนวต้าน 9.6 แนวรับแรก 8.9 ดูประกอบกับตัวลูกถัดไปนะคร ับ 22-1-13
DEMCO แนวต้าน แรก 9.1 แนวรับแรก 8.6 บาท จุดรับต้านแต่ละจุดตามลูกศร ถ้าเบรก 9.5 ได้ช่องยาวสุดครับ 16-1-13
DEMCO ถ้าจะขายน่าจะขายตั้งแต่ตอน มันแตะแปดบาทแล้วไม่ผ่านนะครับ (คลิกกลับไปดูกราฟก่อนหน้าประกรอบ) ตอนนี้มันมาแตะแนวรับแล้ว ถ้าเด้งน่าเข้าตาม แต่ถ้าหลุดลงมาตามศรแดงทิ้งให้ไว้ เพราะแบบนั้นจะมีโอกาสลงอีกเยอะครับแนวรับที่ราคาปัจจุบัน แนวต้านแรกที่ราคา 7.7 บาทต้านถัดไป 8.15 บาทครับ 24-12-12
DEMCO อย่าหลุดเทรนสีเขียวนั้นลงม าก็ยังถือเป็นขาขึ้น ที่แปดบาทเป็นแนวต้านสำคัญ สำคัญยังไง
ยอดอันก่อนที่แตะแปดบาทแล้วไม่ผ่าน อันที่ 2 เส้นเทรนด์ไลน์ก็ไปตัดตรงนั้นพอดีช่วยกดถือว่าเข้มยิ่งไปอีก อันที่ 3 เส้น Fibo -132.8 ก็ตัดตรงแปดบาทพอดี มันเลยหนาแน่นพอที่จะย่อในทางตรงกันข้าม(ไว้ใช้ในกรณีหุ้นตัวอื่นๆด้วย) ถ้ามันเบรกที่ตรงแปดบาท ที่มีแนวต้านมาทับกันเยอะขนาดนี้ ก็จะขึ้นแรงเหมือนกันเพราะถือว่า ความมั่นใจในราคานั้นสูงครับ 12-12-12
DEMCO จากกราฟคราวก่อนที่ตีไว้ บอกว่าเบรกกรอบพักตัวมาแล้ว (คลิ๊กดูรูปก่อนหน้าประกอบ) ก็ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ ตอนนี้ใกล้ถึงแนวต้านที่ประมาน 8 บาท ถ้าขึ้นไปยืนเหนือตรงนั้นก็คือกลับเข้าสู่กรอบขาขึ้นแบบดูดีนะครับ ถ้าแรงไม่พอ ก็โดนตบกลับลงมาตามลูกศรขาว
สรุป ถ้าใครยังไม่มี ก็เล็งไว้ถ้ายืนเหนือ 8 บาทได้ก็แจ่ม ส่วนใครที่มีอยู่แล้วก็จับตาที่แปดบาท ถ้าไปไม่รอดอาจจะเซฟกำไรที่นี่ 12-10-2555
DEMCO ถ้าจบได้ที่นี่ก็ดูดีครับ MACD โผล่พ้นน้ำตามที่บอกไว้ราคา อยู่เเหนือเทรนด์ไลน์ แต่โดนกดหน่อยเพราะวิ่งทะลุ ออกไปนอกเส้น BB ลุ้นช่วยกันครับ ^^
DEMCO กราฟสวยเหมือนกันครับ พรุ่งนี้ถ้าแท่งเทียนวางอยู ่บนเส้นเหลือง ถือว่าเบรกสำเร็จ แนวรับ จะเปลี่ยนมาเป็น เส้นเทรนด์เหลือง แนวต้านยังเป็น 7.8-8 บาท MACD ใกล้พ้น 0 แล้วพรุ่งนี้ถ้าแท่งเทียนวางเหนือเส้นเหลืองน่าจะทำให้พ้นน้ำได้ โวลุ่มอย่างที่บอกครับ คอนเฟิร์ม ว่าคนเข้าซื้อเยอะขึ้น RSI ยังมีช่องให้วิ่งก่อนเข้าสู่ เขตซื้อเยอะเกินครับถ้าใครชอบใครเล็งก็นับเป็นเวลาที่ดี แต่ระยะสั้นอาจมีย่อตามแนวต้านที่บอกครับ 28-11-2555
DEMCO อีกทีที่ลองคลิกย้อนกลับไปด ูกราฟเดิมที่ตีไว้วิ่งชนแนวต้านแล้วย่อลงมาเด้งที่ Fibo 23.6 และคงไปวัดกันอีกทีที่ 8.3 ว่าจะเบรกหรือย่อลงมาอีกที
ใครซื้อที่แนวรับที่ตีไว้คราวก่อน กำไรไปไม่น้อยแล้ว เตรียมระวังช่วง hi เดิมไว้ดีๆ 16-10-2555
DEMCO ชนแนวต้านใหญ่ที่ศรแดง ใครเข้าตรงนั้นไม่ต้องบอกว่ าดอยแค่ไหน แนวรับที่ Fibo 23.6 ตรงปลายลูกศรสีเขียว ต้องลุ้นว่าเอาอยู่หรือไม่ หลังจากขึ้นไปเยอะ
ปล อันนี้ไม่ได้เช็คข่าวนะครับ ดูข่าวประกอบด้วยเด้อ 5-10-2555
Demco ถ้าจะถือยาวตอนนี้เสี่ยงหน่ อยครับ ทางเทคนิคถ้าไม่เบรกเส้นสีเขียวขึ้นไปตามลูกศรเขียวก็ดูไม่ค่อยดี ยิ่งถ้าหลุดเบรกเส้นแดงลง ก็จะเป็นเวฟขาลงเต็มที่ สรุปทางเทคนิค ตอนนี้เป็นช่วงวัดใจว่าจะขึ้นต่อหรือลง หุ้นจะวิ่งในกรอบเส้นแนวรับสีแดง ไปถึงเส้นเขียว ถ้าเบรกขึ้นไปถือเป็นขาขึ้นต่อ ถ้าเบรกสีแดงลงมา เข้าตำราอีเลียท ลงไปรอรับ 5.6
Demco รายได้สองไตรมาสเท่าของปีก่อนทั้งปี แต่ราคาก็สะท้อนออกมาเป็นสองเท่าแล้ว ไม่รู้ว่าถ้า 3g เสร็จจะได้ไปทำเสาทำไรให้เขาไหมถ้าได้คงจะแจ่มนะครับ ส่วนตัวคิดว่าระยะใกล้ๆ นี้รอมันเบรกก่อนค่อยตามลงก็ไปรอเก็บ การถือยาวหุ้นตอนแตะๆพันสามตอนนี้ค่อนข้างเสี่ยงหน่อย ถ้าปรับฐานหนักเราจะดอยนาน 1-11-2555
DEMCO ตัวนี้เงียบแฮะ ไม่มีคนถามถึง สงสัยเก็บอุ๊บตั้งแต่แปดบาท
DEMCOตัวแม่แนวต้าน 9.6 แนวรับแรก 8.9 ดูประกอบกับตัวลูกถัดไปนะคร
DEMCO แนวต้าน แรก 9.1 แนวรับแรก 8.6 บาท จุดรับต้านแต่ละจุดตามลูกศร
DEMCO ถ้าจะขายน่าจะขายตั้งแต่ตอน
DEMCO อย่าหลุดเทรนสีเขียวนั้นลงม
ยอดอันก่อนที่แตะแปดบาทแล้วไม่ผ่าน อันที่ 2 เส้นเทรนด์ไลน์ก็ไปตัดตรงนั้นพอดีช่วยกดถือว่าเข้มยิ่งไปอีก อันที่ 3 เส้น Fibo -132.8 ก็ตัดตรงแปดบาทพอดี มันเลยหนาแน่นพอที่จะย่อในทางตรงกันข้าม(ไว้ใช้ในกรณีหุ้นตัวอื่นๆด้วย) ถ้ามันเบรกที่ตรงแปดบาท ที่มีแนวต้านมาทับกันเยอะขนาดนี้ ก็จะขึ้นแรงเหมือนกันเพราะถือว่า ความมั่นใจในราคานั้นสูงครับ 12-12-12
DEMCO จากกราฟคราวก่อนที่ตีไว้ บอกว่าเบรกกรอบพักตัวมาแล้ว
สรุป ถ้าใครยังไม่มี ก็เล็งไว้ถ้ายืนเหนือ 8 บาทได้ก็แจ่ม ส่วนใครที่มีอยู่แล้วก็จับตาที่แปดบาท ถ้าไปไม่รอดอาจจะเซฟกำไรที่นี่ 12-10-2555
DEMCO ถ้าจบได้ที่นี่ก็ดูดีครับ MACD โผล่พ้นน้ำตามที่บอกไว้ราคา
DEMCO กราฟสวยเหมือนกันครับ พรุ่งนี้ถ้าแท่งเทียนวางอยู
DEMCO อีกทีที่ลองคลิกย้อนกลับไปด
ใครซื้อที่แนวรับที่ตีไว้คราวก่อน กำไรไปไม่น้อยแล้ว เตรียมระวังช่วง hi เดิมไว้ดีๆ 16-10-2555
DEMCO ชนแนวต้านใหญ่ที่ศรแดง ใครเข้าตรงนั้นไม่ต้องบอกว่
ปล อันนี้ไม่ได้เช็คข่าวนะครับ ดูข่าวประกอบด้วยเด้อ 5-10-2555
Demco ถ้าจะถือยาวตอนนี้เสี่ยงหน่
Demco รายได้สองไตรมาสเท่าของปีก่อนทั้งปี แต่ราคาก็สะท้อนออกมาเป็นสองเท่าแล้ว ไม่รู้ว่าถ้า 3g เสร็จจะได้ไปทำเสาทำไรให้เขาไหมถ้าได้คงจะแจ่มนะครับ ส่วนตัวคิดว่าระยะใกล้ๆ นี้รอมันเบรกก่อนค่อยตามลงก็ไปรอเก็บ การถือยาวหุ้นตอนแตะๆพันสามตอนนี้ค่อนข้างเสี่ยงหน่อย ถ้าปรับฐานหนักเราจะดอยนาน 1-11-2555



