แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Momentum แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Momentum แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

หลักการในการใช้ Elliott wave ร่วมกับ Momentum

สำหรับท่านที่ตามบล๊อกตามเพจมานาน พอจะนับเวฟดูแรงเป็น จะจับหลักการได้ประมานนี้
1 นับเวฟ ว่าตอนนี้อยู่ช่วงไหน Elliott wave ไม่ใช่สิ่งมั่ว ถ้าเรารู้ว่ามันคืออะไร เราจะมองภาพออกว่าเราอยู่ตรงปลายยอดดอย หรือเพิ่งเริ่มขึ้นรถ ไม่ใช่แค่เส้นที่ขีดไปมา เวฟมันคือธรรมชาติ ของจิตใจคนเลย
- ไม่แน่ใจจะขึ้น = เวฟ 1
- แน่ใจว่าจะไม่ลงไปต่ำกว่านั้น = เวฟ 2
- พอแน่ใจว่าจะไม่ลงต่ำกว่าเดิมแล้วก็ขึ้นแรง = เวฟ 3
- ขึ้นไปพักใหญ่แล้ว ก็ต้องเข้าสู่ความไม่แน่ใจว่าจะขึ้นอีกไหม = เวฟ 5
elliott wave = วัฏจักร ความกลัวและความมั่นใจ ของคน ธรรมชาติของสถานการณ์ในตลาดมีแค่นี้แหละ "คลุมเครือ->มั่นใจ->คลุมเครือ" วนกันไปเรื่อยๆ ไม่ว่าสายไหน ลงทุนจากอะไร มันหนีไม่พ้นวัฏจักรนี้ เช่น

สงสัยว่ากิจการจะดีมีกำไรเพิ่มในวันข้างหน้าเลยซื้อ พอซื้อแล้วมันดีจริงๆเลยมั่นใจที่จะถือ พอถือไปเรื่อยๆคุณก็ต้องมีจุดเช็คความมั่นใจที่จะถือเรื่อยๆ ผลประกอบการได้ตามที่คิดไหม อนาคตจะดีหรือเปล่า ถ้าผิดคาด ความคลุมเครือก็จะเกิดอีก ความอยากขายทิ้งก็เกิด ตรงนี้ผมเคยเขียนไว้ละเอียดแล้วลองหาอ่านดูในบล๊อกนะครับ มันเป็นเฟรมเวิร์ค ที่มีเงื่อนไขครอบคลุมมาก ในฐานะที่เป็นโปรแกรมเมอร์เก่าต้องบอกว่าผมหลงไหลมันเลย เราเอาไปแปลงไป extends ได้เยอะมาก

2 ดูโมเมนตั้ม หาจุดเข้าจุดออก เลือก indicator ที่ชอบสักตัว เอาไว้หาจุดจับตาการกลับตัวทั้งขาเข้าขาออก ตรงนี้ถ้ายังคิดไม่ออกจะเอาตัวไหนผมแนะนำ macd มันเข้าท่าและหาความหมาย ได้ง่ายมาก ผมเคยเขียนไว้แล้วว่าค่าของมันได้มายังไง และมันหมายถึงอะไร ลองไปหาอ่านในบล๊อกดูครับ

3 สุดท้ายวางเงื่อนไขในการเข้าหรือออก ถ้าสัญญานการกลับตัวเกิด วางเงื่อนไขว่าถ้าเบรกตรงนี้นะ เราจะขายทิ้ง หรือเราจะซื้อเข้า การวางเงื่อนไขนี้วางกับอะไร เคยยกตัวอย่างไว้แล้ว เช่น ema trendline หรืออะไรอย่างอื่นตามแต่จะชอบครับ พอเริ่มเห็นสัญญาน ก็ลากเส้นกำหนดเงื่อนไขเลย

พยายามคิดให้เป้นระบบ ออกแบบวิธีขั้นตอน ของตัวเองมา ตัวอย่างส่วนตัวของผมคือผม เขียนโปรแกรมมานานเลยติดนิสัย การมี flow ของงาน คือ ถ้าไปตรงนี้เจอแบบนี้ จะำทำไง yes ก็ไปขั้นต่อไป ถ้าได้สัญญาน no มาอาจจะ หยุด หรือ วนกลับไปเริ่มต้นกระบวนการใหม่ เป็นต้น ลองดูครับ ทำความเข้าใจและพยายามหาทางของตัวเอง

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

MACD Moving Average Convergence / Divergence พระเอกของการอ่านเทรนด์ การหาพลัง หรือ Momentum

ติดค้างเรื่อง Indicators มาหลายวัน วันนี้มาต่อที่ตัวเด่นขวัญใจผมเอง MACD Moving Average Convergence / Divergence  นั้นเอง

MACD ถูกสร้างมาจากเส้นค่าเฉลี่ย ma นิยมใช้ ema ในการคำนวน เส้น ema เป็นยังไงลองกลับไปอ่านบทความเก่าเรื่อง ma ได้นะครับ เส้นนี้เป็นการให้น้ำหนักกับ ช่วงใกล้กับวันปัจจุบันมากกว่านั้นเอง

ในการคำนวนหา MACD นั้นจะเป็นการใช้เส้น ema 2 เส้น เส้นยาวกับเส้นสั้น มาลบกัน  ถ้าได้น้อยกว่า 0 ก็คือ เส้นสั้นอยู่ใต้เส้นยาว ยิ่งมากยิ่งแสดงว่ามันเป็นขาลงมาก ในกรณีขาขึ้นก็ตรงกันข้ามกันไปครับ เส้นค่าเฉลี่ย ที่นำมาใช้หา MACD มักจะใช้ เส้น ema 12 เป็นเส้นสั้น และ ema 26 เป็นเส้นยาว (เราจำเป็นต้องปรับเป็นอย่างอื่นไหม จะปรับก็ได้แต่ใช้ที่คนอื่นเขาใช้ดีกว่า เพราะเราจะใช้ดูคนอื่นว่าเขาคิดยังไง ไม่ได้ใช้ดูความอินดี้ในใจเรา ถ้าใช้เส้นที่สั้นหรือยาวขึ้น ความเร็วของการบอกก็จะสั้นยาวตามกันไปครับ)

   
เรามาถอดความตรงนี้กันหน่อยเพื่อให้เข้าใจว่า MACD ให้อะไรกับเรา  จากวิธีการหา MACD จะเห็นว่าต้นกำเนิดของมันมาจากแท่งเทียนกราฟราคา หลังจากนั้นถูกแปลงเป็นเส้น ema แล้วนำมาลบกันเพื่อเป็น MACD

เจ้า MACD Moving Average Convergence / Divergence จึงเป็นส่วนผสมของ ราคา กับ เวลา มันจะบอกว่าราคา ในช่วง 12 แท่งเทียน ล่าสุด เทียบกับ ราคาในช่วง 26 แท่งเทียนล่าสุดนี้ มีลักษณะอย่างไร

ถ้า MACD อยู่ต่ำกว่า 0 ก็หมายความว่า ในช่วง 26 แท่งเทียนที่ผ่านมา 12 แท่งล่าสุด มันลงต่ำลงกว่า 14 แท่งก่อนหน้านั้น นั้นก็คือขาลงนั้นเอง

แล้วถ้ามากกว่า 0 ละ ก็หมายถึง 12 แท่งล่าสุด มันมีลักษณะราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 14 แท่งก่อนหน้านั้น มันก็คือช่วงนี้เป็นช่วงขาขึ้นนั้นเอง

ทำไมต้องมาเข้าใจตรงนี้  ก็เพื่อจะได้เห็นว่า MACD มันไมได้มีมิติเพียงแต่ ราคาหุ้นเพิ่มลดเท่านั้น มันยังรวมเอามิติของ เวลาเข้ามาด้วย โดยให้ความสำคัญ กับ ช่วงเวลาใกล้ๆ ล่าสุดมากกว่า ตรงนี้ ทำให้เราคิดได้ว่า ถ้าเราเอา MACD ของตอนนี้ ไปเปรียบเทียบกับ MACD เมื่อ3ปีก่อน ในกราฟ day ที่ ช่วงของเส้น ema ที่เอามาทำ MACD นี่ไม่ครอบคลุมมันเหมาะสมไหม หลายๆคนเอา MACD ของหลายปีก่อนโน้น ซึ่งนานมาก มาเทียบกับ MACD ปัจจุบัน ซึ่งต้นกำเนิดของข้อมูลมันคนละเรื่องกันเลย มันก็พลาด ผลที่ได้ไม่ตรง ทั้งนี้ทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับ Time Frame ที่เราใช้ด้วยนะครับ

ถ้า Time frame day MACD 1 ค่า อาจจะครอบคลุมเวลาแค่ 26 วันหรือ 1 เดือน แต่ถ้าเป็น Time frame week  มันก็จะครอบคลุม เวลาถึงครึ่งปี ตรงนี้ตีให้แตกจะได้เอาไปใช้ถูก เช่น ถ้าคุณ ดูที่ Time frame 120 นาที เห็น divergence จะไปหวังว่ามันจะกลับตัวทั้งเทรนด์ในรอบเป็นเดือน อันนี้ก็จะพลาดเป็นต้นครับ

เข้าใจนิยาม เรื่อง MACD แล้วว่าสร้างมาจาก ราคาบนกราฟ และเวลา สิ่งนี้แหละที่เราเรียกว่า MOMENTUM มันคือความเร่งของราคา ไอ้ความเร่งนี้ถ้าใครเรียน ฟิสิกข์มาเมื่อมอปลาย มันก็คือ เกี่ยวกับ เวลาและมวลของมัน มวลที่ว่านี้ จะไปได้เร็วแค่ไหนก็ต้องมีแรงนั้นเอง แรงในหุ้น ก็คือ ความอยากของคนดูได้จากไหน ก็จากโวลุ่มนั้นเองครับ แล้วต่อไปเรามาดูกันว่าจะใช้ MACD ยังไง

คำตอบก็คือ ใช้เพื่อเช็คการกลับตัวของหุ้น ตรงส่วนนี้ถ้าใช้ร่วมกับ Elliot wave จะยิ่งทำให้การเทรดของเรารัดกุมมากยิ่งขึ้น เพราะ ใน Elliott wave เรารู้ว่าหุ้นจะขึ้นไปเป็น wave ต่อไป แต่เราไม่รู้แน่ชัดได้ว่าเมื่อไหร่มันจะขึ้นจบ 

ให้ใช้ MACD ประกอบ จับตาเช็คเวลาที่ ราคาทำ new hi หรือ new low ดังนี้ สมมุติว่าราคาเป็นเทรนด์ขาขึ้นตามรูป 

ช่วงเวฟ 1 ที่เป็นกรอบสีเหลือง เราจะสังเกตุเห็นว่า MACD ได้พุ่งขึ้นสูงมาก เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ขึ้นเหนือ 0 มา หลังจากนั้นราคาเริ่มหมดกำลังลง ถ้าเราดูกราฟใน Time Frame ที่สั้นลงช่วงนี้จะเห็น สัญญาน bearish divergence ระยะสั้น แน่นอนว่าเมื่อเห็น bearish divergence ระยะสั้น ก็ต้องคิดกรอบเวลาให้ถูกว่ามันจะย่อใหญ่หรือเล็ก ตามที่เขียนข้างบนนะครับ 

ในส่วนเวฟ 1 นี้ คนส่วนมากยังไม่ทันเข้าหรอก มักจะจับตาดู หลังจากราคาขึ้นไปเหนือเวฟ 1 ถึงได้เข้า ถ้าเราเจออะไรแบบเวฟ 1 นี้ก็ให้เตรียมจับตาเลย VOLUME มาเมื่อไหร่ ก็เตรียมกระโดดเข้า 

ทีนี้เรามาดูเวฟ 3 กันต่อตรงส่วนนี้ในกรอบสีเขียว จะเห็นว่าราคาขึ้นไปแบบรุนแรง  สังเกตุ MACD ก็พุ่งขึ้นเช่นกัน โดยที่พุ่งสูงกว่าเวฟ 1 อันนี้จะเป็น อาการปกติของ เวฟ3 คนจะมั่นใจมาก ราคาจะขึ้นแรง Volume มักจะเยอะ ตรงนี้เราเข้าจะถือเป็นจังหวะที่ดี เมื่อราคาไปถึงยอดเวฟ 3 แล้วในระยะสั้นจะเกิด bearish divergence เช่นเคยเป็นเหตุให้มีการย่อเพื่อทำเวฟ 4 

 แต่ระยะยาว เราจะเห็นว่าระหว่างเวฟ 1 กับ 3 MACD ยกสูงตามราคาที่ทำยอด New Hi .ใหม่นั้นบ่งบอกถึงสัญญาน Bullish Convergence ซึ่งก็คือ ลงรอบนี้ จะมีการเด้งที่ อย่างน้อยน่าจะถึง ยอด เวฟ 3 เดิม หรือทำ New Hi ใหม่นั้นเอง  

หลังจากนั้นราคาก็เดินทางไปสู่ เวฟ 5 ตรงนี้สำคัญมาก เมื่อเข้าสู่เวฟ 5 ถ้าคุณไม่มีหุ้น ก็ไม่ควรจะไปแตะมันอีกแล้ว แต่ถ้าคุณมีหุ้นที่ซื้อมาตั้งแต่เวฟ 1 3 ตอนนี้เป็นเวลาที่คุณต้องหาจังหวะ ออกของ 

ในช่วงเวฟ 5 ลองสังเกตุ ดูที่ MACD ครับ ในกรอบสีแดงที่ล้อมไว้ คุณจะเห็นว่า MACD มันจมน้ำ ลงไปพอเงยหน้าขึ้นมาหน่อยก็จมลงอีก แต่ราคา กลับวิ่งขึ้นสวน เมื่อเจอแบบนี้ ถามว่าให้ขายเลยหรือไม่ คำตอบคือไม่ แต่ต้องระวังให้หนัก ตอนนี้จะใช้เทรนด์ไลน์ หรือ ema ในการกำหนดขายก็ได้ คือถ้าหลุด ให้ขาย เพราะว่า macd ที่ ลงสวนราคาหรือที่เราเรียกว่า Bearish Divergence นี้แสดงให้เราเห็นว่า 

คนในตลาด เขาซื้อกันหมดแล้ว ไอ้ที่ขึ้นมานี่ แมงเม่าเข้าทั้งนั้น ช่วงเวลาแบบนี้แหละ ที่ใครเข้าไปรับของมา เตรียมเป็นเม่าเฝ่าดอย กำลังซื้อไม่มี แต่ดันเข้าไปไล่ราคาเอา สุดท้ายแล้วจะขายให้ใคร ในเมื่อคนซื้อไม่ค่อยมีแล้ว ต้องคิดมากๆ  หลังจากนี้ถ้าราคาถึงยอด แล้วลงมา แล้วเด้งไปไม่ถึงไฮเดิม ก็เตรียมล้างพอร์ท นั้นหมายถึง เราเข้าสู่เวฟที่ 1 ของขาลงแล้วครับ

ในทางกลับกันในขาลงเราก็ทำเช่นเดียวกันครับ เมื่อเราเจอเวฟ 1 ของขาลงแล้ว ก็ควรจะปล่อยออกหมด ระหว่างที่มันทำเวฟ 234 ก็ไปเล่นหุ้นตัวอื่นหรืออยู่เฉยๆ เมื่อราคาเข้า สู่ช่วงเวฟ 5 เราก็จะกลับมาจับตาว่า เกิดการขัดกันของราคาและ MACD หรือยัง ถ้าราคาลงเรื่อย หรือว่าเกาะเส้นแนวรับหลักสวยๆอยู่ และ MACD กลับวิ่งขึ้นสวน  อันนี้คือสัญญานให้ระวังการกลับตัวแล้ว เราต้องกลับมาจับตามองโวลุ่ม ถ้าโวลุ่มเข้าเมื่อไหร่ก็กระโดดเข้าให้ทัน นั้นเอง

MACD ถ้าฝึกใช้ให้ถนัดให้ฉมัง บางคนแทบไม่ดูราคาหุ้นเลยครับ เอา MACD อย่างเดียว ก็หากินได้แล้ว มันเป็นเครื่องมือที่ดีมากในการดูว่า MOMENTUM เมื่อใช้ร่วมกับ Volume จะเห็นได้เลยว่าคนในตลาดคิดอะไรกันอยู่ มีมือมืดแอบขาย แอบซื้อไหม หลายๆคนถามว่า ไอ้เจ้าแอบขายแอบซื้อนี้มาจากไหน ก็จากตรงนี้แหละ การขัดแย้งกันของราคาและ MACD แล้วดันแอบมีโวลุ่มดุ่มๆขึ้นมาพอให้เนียน ๆลองไปหาดูหุ้นตัวอื่นๆ ดูด้วยนะครับ ช่วงก่อนจะเห็นเยอะมาก 

หุ้นตัวไหน มีข่าวเกี่ยวกับงาน งบ หรือ ข่าวอะไรก็ตามที่มีลักษณะไม่ปัจจุบันทันด่วน คือมีคนรู้ก่อนออกแน่ๆ แล้วพอออกมาแล้วราคาพุ่ง ให้ลองไปดู MACD กับ Volume ก่อน วันพุ่งจะเห็น ชัดว่าพวกแอบซื้อแอบขาย เราจับมันได้ ไม่จำเป็นต้องไปรอฟังข่าว ที่เขา ประกาศออกมาเพื่อเชือดเราครับ

ตัวนี้ถือว่าเป็นตัวเอกที่ควรฝึกใช้ให้คล่อง ตัวเดียวก็หากินได้แล้วครับสำหรับ MACD Moving Average Convergence / Divergence


วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มาอ่านใจคนในตลาดหุ้น จากกราฟหุ้นตัวอย่างกันดีกว่าครับ มาลองดูตัวนี้ IT บทที่ 2

จากบทความ อ่านใจคนในตลาดหุ้น บทที่ 1 วันนี้เรามาต่อ บทที่ 2 กันครับ

จากตอนที่แล้วเราดูว่าหุ้นตัวนี้ IT มีรอบราคาเป็นยังไงตั้งแต่เริ่มเข้าตลาด สรุปง่ายๆตอนนี้คือ มี3 รอบใหญ่ ต่ำสุดประมาน 3 บาท สูงสุดประมาน 11-12 บาท ใช้เวลาการขึ้นจากต่ำสุดไปสูงสุด ประมาน ปีหรือปีกว่า ส่วนรายละเอียดนั้นกลับไปอ่านที่บทที่ 1 กันเองนะครับ

   
ในส่วนของบทที่ 2 เรามาจับตาว่ารอบนี้ ณ ตอนนี้ ราคาเป็นยังไง คนในตลาดที่เล็งหรือถือหุ้นตัวนี้อยู่คิดยังไง ก่อนอื่นมาดูกราฟราคาของหุ้นตัวนี้ช่วงขาลงนี้กันก่อนครับ



ผมแบ่งกราฟช่วงขาลงนี้เป็น4 ช่วง (ไม่ใช่ wave นะครับ) ตรงนี้เรามาดูกันว่าแต่ละช่วงคนคิดยังไง ในแต่ละช่วงเราจะวิเคราะห์คน วางแผน และปฏิบัติยังไง

1. ช่วงที่1 ที่เป็นกรอบสีเหลือง ช่วงนี้ ตรงนี้เป็นช่วงแรกๆ ที่เริ่มของขาลงนี้ ช่วงนั้นคนยัง เชื่อกันมากว่าหุ้นยังจะขึ้นต่อ เห็นได้จาก หลังจาก ราคาลงมาแล้วเด้งขึ้นไปไม่น้อย (ถ้าหุ้นปั่นฉาบฉวย มักไม่เด้งเกิน 61.8% ) ก่อนจะลง เกิดสัญญาน divergence จาก rsi ใน Time frame week และ จาก macd ใน Time frame day ยอดตรงนั้นมีขนาด 61.8% ของเวฟ 3 (ตรงนี้ใช้เวฟ 3 วัดเป้าหมายเวฟ 5 นะครับ)

จากสัญญานที่ได้ และขนาดเวฟ ถือเป็นคำเตือนให้ระวังแล้ว (ไม่ใช่ให้ขายเลยนะครับ) หลังจากนั้น ราคาลงมาที่ส่วนที่เป็นเวฟ 4 ของขาขึ้น หรือแถวๆ 8.5 บาท เลย ซึ่งตอนหลังถือเป็นเวฟ 1 ของขาลง ตรงนี้แหละเป็นต้นเหตุให้คนมั่นใจว่าที่เด้งขึ้นนี้อาจจะเป็นการขึ้นต่อ เพราะปกติเวฟ 5 มักจบที่เวฟ 4 นี่แหละ

แต่มีข้อแม้ว่าต้องทำ new hi ถ้าไม่ทำ new hi สมมุติฐานจะกลายเป็น นั้นคือ เวฟ 2 ของขาลง และจะถูก confirm ว่าถูกต้อง เมื่อ มันเบรก ปลายยอดเวฟ 1 ตรงช่วงที่ 1 นี้ Volume ไม่ได้เยอะแยะมากมายอะไร

ช่วงนี้มันเป็นช่วงที่กำลังมีอารมณ์เพลิดเพลินกับการขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ถึง2 ปีครึ่ง เรียกได้ว่าเพลิดเพลินกับ Summer เลยไม่รู้ ว่า Winter is coming. สารพัดข่าวดี อย่างที่เพื่อนๆในเพจเรา พูดไว้ (คุณ RVSS NUI STOCKs) ช่วงนั้นวีไอที่เป็นที่นับถือเข้า ด้วย ทุกคนเลยสบายใจ (Divergence ในกราฟ week ได้นี้ถือว่าเพลินมาก เพราะมันไม่ได้บอกเราแค่สัปดาห์เดียว ลายมันเกิดเป็นเดือนๆ กว่าจะรวมแท่งมาเป็น oscillator แต่ละตัว)

พูดมายาว ไอ้เจ้า แดดอุ่นๆนี่แหละทำให้คนยังไม่เชื่อว่า มันจะลง พวกมีหุ้นส่วนมากก็เลยยังไม่ขาย อีกส่วน อยากให้เบรกทำ new hi ก่อน ค่อยเข้า action เลยเกิดไม่มากนั้ก

 ส่วนจะขายทิ้งก็คือ จุดที่ 1 ทำ new hi ไม่ได้ (ซึ่งถือว่าเป็นเวฟ 2 ของขาลง) และจุดที่2 คือ ถ้าเบรกลง ตรง 8.5 ที่คาดว่าเป็นเวฟ 1 ของขาลง เบรกตรงนั้นก็นรกแตก เพราะเป็นเวฟ 3 เต็มตัว

สรุปช่วงที่ 1 
VOLUME ช่วงนี้ไม่เยอะ เพราะ เกิดความไม่แน่ใจขึ้นของสองฝั่ง (ความไม่แน่ใจนี่แหละทำให้จะโยนทิ้งหรือซื้อเพิ่มเกิดขึ้นไม่ได้ อันนี้สำคัญเดี๋ยวสรุปตอนท้ายอีกทีครับ) แดดอุ่นๆทำให้เราลืมสัญญานหน้าหนาว ราคาลงมา คนหวังรอเทสว่าจะทำ new hi ได้ไหม (ซึ่งไม่ผิดก็ควรทำแบบนั้น แต่จะให้ดีควรเซฟกำไรบ้าง)

2. ช่วงที่ สอง ตรงเส้นทีน้ำเงินช่วงนี้จะเป็นช่วง confirm หน้าหนาวแล้ว ครับ เบรก 8.5 หรือเบรกเวฟ 1 ถือเป็นการเข้าเวฟ 3 เต็มกำลัง พวกที่ยึกยักกระจ่างชัดแล้วว่า Winter is coming จริงๆ นับตั้งแต่ จบรอบแรกของหุ้นตัวนี้มา ครั้งนี้ถือเป็นช่วงโวลุ่มสูงสุด ไม่ต้องสงสัย ว่าข่าวผลประกอบการไม่ดีเหมาะที่จะออกสุดก็ช่วงนี้แหละ(อันนี้ผมไม่ได้เช็คเวลานะ แต่ ปีนั้นกำไรหายไปเกินครึ่ง ) จากรูปจะเห็นโวลุ่ม ช่วงที่ 2 นี้พุ่งปรี๊ดเลย รวมเวลา 8 เดือน มูลค่าหายไป ประมาน 60 %

สรุปช่วงที่ 2
ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่คนส่วนมากรู้ชัดแล้วว่า หน้าหนาวมันมาจริง ถูก confirm ครั้งที่ 1 ไม่ทำ new hi confirm ครั้งที่ 2 คือหลุด เวฟ 1 ที่ 8.5 นั้น เมื่อตลาดมั่นใจ (ความมั่นใจไม่ได้หมายแต่มั่นใจในเรื่องดีนะครับ) ความมั่นใจ คือ การไร้ควมคลุมเครือแล้ว ไม่ต้องสงสัยอะไรแล้ว นี่แหละ เป็นช่วงเวลาของ volume มันจะพุ่งเพราะคนไม่ต้องรอเช็คอะไรอีก

3. ช่วงที่ 3 ความหวังเล็กๆของคนที่หนีไม่ทัน ก่อนเริ่ม ช่วง 3  volume เริ่มลดลง เกิด สัญญาน bullish divergence ใน Time Frame day ตรงนี้เป็นช่วงหวังเด้ง เวฟ 4 ซึ่งเป้าหมายทางทฤษฏี มันขึ้นไปได้ถึง เวฟ 1 เลย(ถึงหรือน้อยกว่านั้น)Volume จึงเข้าช่วงนั้นอีกที  แต่ Momentum ช่วงที่ลงมามันแรงมาก เวฟ 4 ที่ว่า มันเลยมีความคลุมเครือสูงว่าจะขึ้นไปได้ไกลไหม นั้นจึงทำให้เด้งตรงนั้นสั้นๆ(และในกรณีที่แย่กว่านั้น ตรงนั้นอาจจะเป็นแค่เวฟที่ 4 ย่อยของเวฟ 3 หลัก)

สรุปช่วงที่ 3
ช่วงนี้เป็นช่วง ที่มีคนสองกลุ่ม ขัดแย้งกันสูง กลุ่มแรก คือคนที่คิดว่าจุด 100% ของเวฟ 1 นี้จะเป็นเวฟ c จบการลง กลุ่มสอง คือ ไม่ทันขายรอบแรกกะขายเด้งรอบ เวฟ 4 (ส่วนกลุ่มเก็งกำไรหลักๆผมว่ามันเผ่นกันหมดแล้ว) ความโหดความแรงของ Momentum ของการหลุดทำช่วงที่ 3 ยังกดให้ 4 ไม่สามารถขึ้นไปได้สูงมากนัก

4. ช่วงที่ 4 ช่วงปัจจุบันนี้ ทิศทางยังชี้ลง แต่ โวลุ่มมันน้อยลงเรื่อยๆเช่นกัน นั่นทำให้ Momentum มันแรงน้อยลงด้วย ทำไมเป็นแบบนั้น เพราะว่า พลังมันโดนปล่อยไปมหาศาลช่วง 2-3 ราคาที่ลงมาตอนนี้ มันจึงเอื่อยๆ

จาก ช่วงที่ 1 มาถึงช่วงที่ 4 นี้ถ้าใครยังไม่ขาย เขาก็คงไม่ขายแล้วละ และราคาตรงนี้มันมาใกล้เคียงกับ ฐานของ 2 รอบที่ผ่านมา (ดูที่ บทที่ 1) ซึ่งถือเป็นแนวรับที่ดี  ที่ราคา 2บาทกว่า จะทำให้สมมุติฐานที่ว่าตรงนี้เป็นเวฟ 5 ที่มีขนาดพอๆกับเวฟ 1 เป็นจริง  และตรงนั้น pbv จะต่ำกว่า 1 เท่าด้วย

ถ้ามีการเด้งสักหน่อยก่อนทำ new low จะยิ่งทำให้เห็นภาพการ divergence ชัดขึ้น ด้วยแนวรับสำคัญๆ และ การขายจำนวนมากที่ผ่านมา มันมากพอที่จะทำให้ เกิดความคลุมเครืออีกครั้งในเรื่องของการกลับตัว (Divergence) นั้นเป็นเหตุให้ Volume ตอนนี้ลดลงอย่างต่อเนื่องเพราะคนต้องการนั่งสังเกตุการณ์ มากกว่า จะ take action อะไรสักอย่างในช่วงนี้ 

สรุปช่วงที่ 4
ช่วงนี้ ว่ากันตามอารมณ์ตลาดล้วนๆ เมื่อเทียบกับช่วง 2 กับ 4 นี้ ความอยากขายน้อยลงมาก แต่ความอยากซื้อก็ยังไม่ได้กลับมา ไอ้ความอยากที่น้อยลงมากสวนกับทิศทางนี้แหละคือความหมายที่แท้จริงของ divergence คนส่วนมากมักคิดว่า Divergence แล้ว ซื้อเลย ขายเลย กลับทิศแน่นอน ที่จริงมันคือสัญญานให้เราระวัง ให้จับตาให้ดีๆ

ถ้าเป็นการวิ่งแข่ง ตรงนี้ก็คือการ

  1. เข้าที่
  2. ระวัง
  3. ไป

ไอ้ตรงไปนี้จะไปไหนก็ดูทิศทางที่มันเบรกนั้นแหละครับ

ก่อนนี้ที่ผมเขียนโปรยที่หน้า page ว่า  Volume วันหวยออกแต่ละวันทำไมไม่เท่ากัน ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์ที่ทำให้ความคลุมเครือเหลือน้อยที่สุด นั้นแหละจะสร้าง Volume ไม่ทางไดก็ทางหนึ่ง

เราจะพูดกันในประเด็นที่ว่า ความมั่นใจ สร้าง Volume นะครับ ไม่ใช่ประเด็นว่าห้วยเด็ดหวยดังต้องถูกต้องได้เงิน

คนเล่นหวย ถ้างวดนี้ได้เลขเด็ด อาจารย์ดังมา ก็เท่ากับ กิเลศได้เบรกแนวต้านไปแล้ว อาจารย์ยิ่งดัง ความรู้สึกของเขาต่อความคลุมเครือว่าจะไม่ถูกยิ่งเหลือน้อย หลังจากความคลุมเครือทางความเชื่อเขาหมดไปเหตุการณ์ หลังจากนั้นก็คือ แห่ซื้อสิครับ หลังจากนั้น ความจริงก็ปรากฏเหมือนทุกงวด ไม่ต้องให้บอกว่าผลลัพธ์มันเป็นไง(แต่มันก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะประเด็นของเราคือ Volume ชะลอตัวเมื่อมีความคลุมเครือ และพุ่งกระหน่ำเมื่อความคุมเครือนั้นน้อยลงไปหรือหมดลง)

อันนี้เรื่องจริงประสบการณ์ตรง จากคนใกล้ชิด(ผมไม่ได้ขายนะ 555 )ยิ่งเลขเด็ดดัง มาเจ้ามือเห็น Volume แล้วต้องกลัว กลัวหมายถึงไม่กล้ารับหมด บ้างก็ลดเงินรางวัล บ้างก็แบ่งโยกไปให้เจ้าอื่นบ้าง นั้นถือเป็นการบริหารความเสี่ยงแบบเจ้ามือหวย 5555

คุณจะมองหาอะไรจากกราฟก็ตาม สิ่งที่ง่ายสุดขอให้มองหาสิ่งที่มันมี ไปมองว่ามันจะขึ้นไปเท่านั้นเท่านี้ มันมองหาสิ่งที่มันไม่มี โอเค มันมีวิธีว่ามองว่าอาจจะขึ้นไปไหนยังไงจริง ถ้ารู้ก็ดี มันมีประโยชน์ แต่ถ้าเอาสิ่งนี้สิ่งเดียวมาเทรด ถือว่าเสี่ยงมากนะ

มองให้ออกว่าเขาคิดอะไร กันอยู่ สิ่งที่เป็นไปได้มีอะไรบ้าง แล้วเอาสิ่งที่ได้จากการตีความนั้นไปทำจัดการกับระบบเรา มันคือเอาทั้งหมดที่ได้นั้นไปวางเงื่อนไข ถ้าไปทางนี้ เราจะทำแบบนั้น ไปทางโน้นเราจะทำแบบนี้ ตอนนี้คนคิดแบบนี้โอกาสทางไหนมากน้อยกว่ากัน ระบบใครระบบมัน จัดให้ดีไม่มั่ว โอกาสต่อยถูกมากกว่าวืดแน่นอน


ระยะสั้น หุ้นกำลังก่อ pattern เพื่อเทสทิศทางสั้นอยู่  ถ้าเด้งช่วงนี้เด้งจริงเด้งหลอกดูทิศทางประกอบ แล้วอย่าไปหวังรอข่าวดี มันจะมาก็โน้นแหละ ก่อนหุ้นตกสามวัน

ผีกิเลศที่หลอก เซอร์ ไอแซ็ค นิวตั้น จนเจ็งใน วิกฤตการณ์ เซาท์ซี เมื่อหลายร้อยปีก่อน มันก็ผีตัวเดียวกับที่หลอกคนเล่นหวยโลภๆที่มั่นใจเกินเหตุในเครื่องมือของตัวเองนี่แหละ