แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พื้นฐาน Elliott Wave แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พื้นฐาน Elliott Wave แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การนับเวฟ ของ QH และ ถึงเพื่อนๆที่ฝึกนับเวฟ นะครับ

‪‎QH‬ อันนี้ ฝากให้กับคุณน้าสมโพช(ผมอาจจะเขียนชื่อผิดขอโทษล่วงหน้าครับ) ที่ถามไว้เรื่องการนับเวฟ ของ QH และ ถึงเพื่อนๆที่ฝึกนับเวฟ นะครับ

ในส่วนของเวฟ หลักให้ดูกราฟทางซ้ายมือ จะเห็นว่าเวฟหลักๆในกราฟ day นั้น ผมไม่บอกว่ามันเป็น 1 2 3 หรือ a b c ไปเลย เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ เราควรตีแบบว่า มันจะเป็นอะไรได้บ้าง แล้ว พอถึงเวลามามันจะมีช่วงให้ตัดสินใจ เช่น ถ้าพรุ่งนี้ เบรกตรงนี้ สมมุติฐานเวฟ c ตกไป มีสิทธิเป็นเวฟ 3 แล้วเด้งขึ้นมาเพื่อจะลง 5 อีกครั้งมากกว่าอะไรแบบนั้น

   
ส่วนกราฟทางซ้ายที่เป็นภาพรวม ราคามันมาถึงช่วงที่เป็น c หรือ 3 ทำไมถึงเป็น c ก็เพราะว่า มันอาจจะลงมาตรงนี้แล้วกลับเป็นขาขึ้นก็ได้ หรือ มันอาจจะลงมาตรงนี้แล้ว เป็นเวฟ 3 ก่อนจะเด้งขึ้นมาเป็นเวฟ 4 แล้วมีลงอีกเป็นเวฟ 5

ซึ่งเวฟ 3-4 นี้จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อ ราคามันไม่มีแรงผ่าน แถว 3.5 ตรงที่เราตั้งสมมุติฐานว่ามันเป็น 1 หรือ a นั้นไปได้นั้นเองครับ

ในส่วนจาก 2 หรือ b ไปสู่ -------> 3 หรือ c ถ้าเราเปิดไทม์เฟรม day แล้วมองเวฟไม่ชัด ก็ ให้เปิดไทมเฟรมที่เล็กลงครับเหมือนที่ผมเปิดที่ช่องกราฟทางซ้าย

ในส่วนของ ช่องทางซ้ายจะเป็นรายละเอียด ของ "ส่วนจาก 2 หรือ b ไปสู่ -------> 3 หรือ c" มีรายละเอียดดังนี้
ผมลากเส้น เวฟ 2 เส้น เส้นสีสว่างนั้นเป็นเส้นย่อยของเวฟ 3 ย่อยของมัน ส่วนเส้นสีทึบกว่า เป็นเวฟรวมของส่วนเวฟ 3 หรือ c นี้เองครับ

เราจะมีวิธีแยกแยะเวฟ ย่อยยังไง ให้ดูที่ที่ rsi หรือ macd ประกอบ ธรรมชาติของเวฟ กับพวก oscil.. จะเป็นแบบนี้

- เวฟ 1 มันคือการย่อ ของ new hi เราจะรู้ว่าแนวรับของมันอยู่ไหนไปดู แนวต้านแนวรับของรอบขาขึ้นก่อนหน้าเอาครับ
- เวฟ 2 คิดง่ายๆถ้าในขาลงก็คือหลังจากมันเด้งแล้วไม่ทำ new hi หรือในขาขึ้น ก็คือหลังจากมันย่อ มันจะไม่ทำ new low โดยที่ส่วนมาก ถ้ามันจะเป็นเวฟ 2 มันจะเด้ง หรือย่อ ไม่ค่อยเกิน 61.8% ของเวฟ 1 (แต่เกินนี้ก็ได้นะ ขอแค่ห้ามไปไกลกว่าเวฟ 1)
- เวฟ 3 ส่วนมาก macd หรือ rsi หรือเครื่องมือจับ convergence divergence อื่นๆ ของเราจะจับได้ว่า มันเป้น Convergence เมื่อเทียบกับเวฟ 1 (แน่นอนหล่ะเพราะว่ามันจะมีเวฟ 5อีก) ดูในรูปประกอบที่ rsi นั้นแหละครับ สำหรับ convergence divergence มันคืออะไรถ้ายังไม่รู้ เซิจหาอ่านเพิ่มเติมนะครับ มีในเน็ตเยอะแยะครับ
- เวฟ 5 ก็ดูที่ตัวจับ convergence divergenceอีกที สิ่งที่เราเห็นก็คือมันจะเกิด divergence กับเวฟ 3 ครับ นั้นหมายถึง ความเร็วในการลงมันเริ่มลดลงแล้ว จะไม่ลดได้ไงละ ขายลงมาตั้งแต่ 1-3 ไม่น้อยแล้ว ไอ้คนที่ถืออยู่ตอนนี้ ส่วนมากก็คงไม่ค่อยอยากขายแล้วอะไรแบบนั้น

วันนี้ผมเอาแค่นี้ก่อนนะครับ ขับรถไกลเหนื่อยๆ ไม่ได้นอนบ้านด้วยนอนดึกเดี๋ยวผีหลอก 555

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มาวิเคราะห์หุ้น SSC พร้อมทั้งกรณีศึกษาทางเทคนิค ให้ทุกคนลองฝึกลองเรียนไปตามกันครับ

SSC‬ เอาไว้ไปเป็นกรณีศึกษานะครับ เรื่องการลาก Fibo เพื่อวัดขนาดเวฟ ด้วย เพราะตัวนี้จากเดิมที่ผ่านมากราฟค่อนข้างเป๊ะ

เริ่มกันที่ที่ขาขึ้นก่อนนะครับ เวฟ 1 ของขาขึ้นซ้ายสุดเลย ราคาเริ่มเวฟ 1 คือแถวๆ 48.4 และไปทำยอดเวฟ 1 ที่ 144 บาท พอเราเห็นแบบนี้ปุ๊บ ลาก fibo เลย เราจะลากตามขนาดของเวฟ 1 เพื่อที่จะวัดเวฟ ต่อๆไป โดยจะมีเงื่อนไขหลักๆดังนี้

   
1 ในส่วนเวฟ 2 ถ้าจะให้สวย ย่อลงมาสัก 61.8% ไม่หลุดตรงนี้แล้วขึ้น ถือว่าสวย(อาจจะย่อลงมาน้อยกว่าหรือมากกว่า 61.8% ก็ได้)

2 ถ้าเวฟ 2 หลุด 61.8%ลงมา ต้องดูต่อว่าอย่าหลุดทำ new low ถ้าหลุดทำ new low สมมุติฐานว่าตรงนี้คือเวฟ 1 ของขาขึ้นก็ตกไป เพราะนี้คือส่วนหนึ่งของขาลงใหญ่รอบที่แล้ว เราก็เริ่มจับตาเวฟ 1 ใหม่

3 ในส่วนของเวฟ 3 เมื่อเบรกขึ้นไปแบบนี้ถือว่าไม่เยอะ มีขนาดยาวกว่าเวฟ 1 เล็กน้อย ถ้าเจอแบบนี้ มีสิทธิที่เวฟ 5 จะยาวสุดในรอบ

4 ในส่วนเวฟ 4 มักจะไม่ลงต่ำกว่าเวฟ 1 ลงไปแตะแล้วเด้งเลย ให้สังเกตไว้ถ้าราคาหุ้นตัวไหนก็ตามจบเวฟ 3 อาจจะลงเวฟ 4 ไม่มากก็ได้ แต่ถ้าลงมาก ให้ไปจับตาที่ยอดเวฟ 1 เลย ถ้าลงมาแตะแล้วเด้งเร็วก็เป็นจุดเข้าที่ดี ถ้าลงแตะแล้วหลุด แสดงว่ามีเรื่องมีข่าวบางอย่างที่ไม่ดีเตรียมจะมา

5 ในส่วนเวฟ 5 ของรอบก่อนหน้ามีขนาด 161.8% ของเวฟ 1 พอดีเป๊ะ เรียกว่า แตะปุ๊บก็กระโดดลงเลย เรียกว่าจบรอบ ฟ้าผ่า

ต่อไปมาดูในช่วงขาลงบ้าง ณ ตอนนี้มี รวมรอบขาลงหลักเป็นเวฟ abc (หวังว่ามันจะไม่เปลี่ยนเป็น 1-5 นะครับเพราะถ้าแบบนั้นยาว)
1 ในส่วนเวฟ a มีเวฟย่อยเป็น 1-5 ลงมาแตะแถวๆปลายยอดคลื่น 3 (ของขาขึ้น)ก็เด้ง แบบนี้มักเกิดในกรณี คลื่น 3 ไม่ยาวมาก ถ้าคลื่น 3 ยาวๆ มักลงไปแตะแถวๆ คลื่น 4 ถึงเด้ง

2 ในส่วนเวฟ b เมื่อจบ a แล้ว จะเห็นว่า b เด้งขึ้นมาเป็นขนาด 61.8% ของเวฟ a พอดี ตรงนี้จะเห็นชัดๆ ดูจาก fibo สีชมพูนะครับ ทันทีที่หุ้นราคาตกลงมาจากจุดที่ เป็นแนวต้านสำคัญ เราจะเริ่มตั้งสมมุติฐานว่า นี้คือเวฟ 1 หรือ a ของขาลง ถ้าลงมาแล้วเด้งกลับไม่เกิน 61.8% ของเวฟ 1 หรือ a ที่ว่านี้ มันก็คือยอดคลื่นของเวฟ 2 หรือ b นั้นเองครับ

ถ้าใครติดหุ้นอยู่ เวฟ 2 หรือ b ที่เด้งขึ้นมานี้คือจุดที่ควรจะออก ถ้าแน่ใจว่าแหกไม่ได้แล้วอย่าดันทุรัง เพราะมันมีสิทธิ์ ลงอย่างน้อยก็เท่ากับเวฟ 1 หรือ a ครับ ขายแล้วไปรอตรงนั้นดีกว่าถือฝืนไปแน่นอน เพราะถ้าโชคไม่ดี มันลงทำ C ต่ำ กว่า หรือเลวร้ายสุดๆ มันลงไปเป็น 1-5 ใหญ่ๆอีกรอบ หน้าแห้งติดดอยเป็นปีๆแน่

3 หลังจากเด้งขึ้นมา เป็น b นั้นแล้วไม่ผ่าน ก็ตามหลักทั่วไปคือลงทำเวฟ c เป็นอย่างน้อย เวฟ c ตอนนี้ ที่เห็นคือจะมีคลื่นย่อยอีก 1-5 เราต้องวัดตรงนี้ว่าเวฟ 5 ควรจบที่ไหน โดยทำเหมือนทุกครั้ง ลาก fibo ที่เวฟ 1 ของเวฟ c นี้ครับในรูปกราฟ ผมใช้ fiboเส้นสีน้ำเงินนะ

4 เราจะเห็นว่าราคาตอนนี้ อยู่ใกล้ๆ 161.8% ของเวฟ 1 ดูเส้น fibo สีน้ำเงินนะครับ โดยที่ ไอ้ตรง 161.8% ที่ว่านี้ มันดันใกล้เคียงกับ 61.8% ของเวฟ a อีกด้วย นั้นหมายถึง ตรงนี้เป็นแนวรับที่ดี ที่ได้ลุ้น เพราะว่า มันเหมาะที่จะจบทั้งเวฟ c และ เวฟ 5 ย่อยของเวฟ c ด้วย เพราะงั้น สิ่งที่เราควรทำคือ จับตาที่ราคาแถวๆ 97-101 แถวๆนั้นไว้ ถ้าราคาเข้าใกล้แล้วเริ่มมีโวลุ่ม แสดงว่าจะมีเด้ง พูดว่ามีเด้ง ไม่ได้พูดว่ากลับเป็นขาขึ้นเพราะอะไร มาดูต่อข้อ 5

5 ถ้าราคาไปตรงแนวรับสำคัญที่ว่าในข้อ 4 แล้วเด้งจริง และเราเข้าแล้ว(ถ้าไม่เด้งก็ไม่ต้องเข้านะครับ เพราะไม่มีกฏอะไรที่บอกว่า แนวรับสำคัญจะเอาอยู่แน่นอน มันเป็นแค่จุดที่ คนจะจ้องเป็นพิเศษ) นี้ไม่ใช่ถือว่าเป็นการจบขาลงนะครับ

อย่าลืมว่าเราตั้งสมมุติฐานไว้ว่า เวฟ a อาจจะเป็นเวฟ 1 เวฟ b อาจจะกลายเป็นเวฟ 2 และ c ตอนนี้อาจจะกลายเป็นเวฟ 3 นั้นแสดงว่าไอ้ที่เด้งขึ้นไป อาจจะเป็นการเด้งของขาขึ้นจริงๆ หรืออาจจะเป็นการเด้งไปทำเวฟ 4 แล้วตกกลับมาอีกเพื่อเป็นเวฟ 5

6 จุดวัดว่ามันจะตกกลับมาอีกไหม จะมีแนวต้านสำคัญอยู่ที่ยอดของเวฟ a แถวๆ 177 บาท ถ้าเราเข้าแล้วราคาขึ้นไปถึงตรงนี้ให้ระวังมากๆ ถ้าไม่ผ่าน มันจะลงเวฟ 5 แต่ถ้าผ่านก็ไปหาไฮเดิมกันต่อไปในระยะยาวครับ

7 เมื่อราคาไปถึงแนวรับแนวต้านสำคัญให้ไปดูกำลังมันประกอบทั้งจากโวลุ่มหรือ พวก oscillator ว่ามันหมดแรงหรือมีแรงอยู่ไหมประกอบนะครับ


สำหรับที่ติดค้างน้องที่ถาม เรื่อง การลาก fibo ให้ดูตรงนี้ประกอบ ไปอ่านเรื่อง elliott wave ในบล๊อกเพิ่มก็ได้จะได้เห็นภาพขึ้น การลาก fibo นั้น หลักการเอาไว้ใช้วัดขนาดเวฟ ซึ่งเราจะได้เห็นว่าเราอยู่ตรงไหนของรอบแล้ว ถึงจุดที่ต้องระวังหรือยัง

นี้คือเรื่องสำคัญ การลากมั่วๆ จากสูงไปต่ำเลย ก็อาจจะได้ผลเหมือนกัน แต่นั้นคือบังเอิญ เพราะ เลขอัตตราส่วนฟิโบนัคซี่ ที่เราเอามาใช้ เมื่อบวกต่อกันมันก็ได้เลขเดิมๆนี้แหละ เราลากมั่วๆ แล้วเราก็อาจจะเห็นว่ามาชนตรงนี้แล้วเด้งจริงๆเว้ยเห้ยพอดี

แต่มันมีประโยชน์มากกว่าถ้าเรารู้ว่า เส้นตรงนี้ไม่ค่อยสำคัญ ถ้ามาถึงตรงนี้ให้ระวังมากๆ เราจะรู้ความสำคัญของแนวรับแนวต้านของ fibo จากการนับเวฟ ได้ดีกว่าการลากมั่วๆ

ข้อสำคัญ การนับเวฟ และลาก fibo อย่าไปคิดว่าถึงตรงนี้แล้วลงแน่นอน หรือลงถึงตรงนี้แล้วขึ้นแน่นอน ให้ดูกำลัง(momentum)ประกอบ

เวฟ เป็นการบอก ว่าตอนนี้ให้เราจับตา ระวัง เราจะจับตาอะไรก็ไปดูกำลังของมันนั้นเอง ถ้ากำลังวิ่งสวนทางกับราคาแล้วก็เซฟๆ หรือเก็บๆตามแต่โอกาสครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วิเคราะห์หุ้น BJC ในส่วนกราฟเทคนิคคอล และ Elliot wave

BJC  ก็เป็นช่วง Wave 5 ของขาลงนี้นะครับ สัญญานกลับตัวเช็คตรง 46.5 นี้ถ้าไม่หลุด ถือว่าพอมี Bull Div ให้เห็น แนวต้านจะเป็น 51.6 , 56.5 61.5 หรือแถวๆเส้นเทรนด์ไลน์เส้นบน

ส่วนแนวรับ 46.5 42.7 ตามลำดับ ถ้าหลุด ที่ 42.7 เป็นจุดที่วัดเวฟ 5 ได้ 61.8% ของเวฟ 3
   


วิเคราะห์หุ้น HMPRO ใกล้ถึงจุดรับ เล็งหาจุดกลับตัวจากสัญญานทางเทคนิค

วิเคราะห์หุ้น HMPRO เอาภาพใหญ่ไปก่อนเดี๋ยวมาดูภาพเล็กส่วนขาลงกันอีกที แนวรับตอนนี้เกาะเทรนด์ไลน์หรือยอด Wave 3 ในส่วนของ Elliot Wave อยู่ ถ้าหลุดยอดเวฟ3 รับใหญ่ต่อไปคือตรงเวฟ4 ที่จริงไม่น่าหลุดตรงยอดเวฟ 3 นะครับ และถ้าลงมาถึงยอด wave 4 ยิ่งน่าสนใจ 
   

เดี๋ยวมาดูส่วนภาพเล็กเจาะตรงเวฟของขาลงอย่างเดียวกันต่อ ตัวนี้ผมนึกว่าคนในเพจไม่ค่อยถือ ไม่ค่อยมีคนถามถึงเท่าไหร่



HMPRO ในส่วนของกราฟย่อยขาลงระยะสั้นนี้ อยู่ในช่วงเวฟ 5 แล้ว แต่ยังไม่เกิด bullish divergence นะ การรีบาวนด์นี้ คาดว่าจะเป็นเวฟ iii ย่อยของเวฟ 5 ขาลงนี้ 

โดยจะใช่หรือไม่ให้เล็งแถวๆ 11.5 และ 12.6 ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญ โดยเฉพาะ 12.6 ถ้าเด้งไปถึงแล้วไม่ผ่าน คาดว่าแนวรับจะอยู่ที่อย่างน้อย10.6 -10.3 ซึ่งเป็น จุดของเวฟ 3(ขาขึ้นก่อนหน้านี้) ดูสอง time frame ประกอบกันนะครับ ตัวนี้คิดว่าน่าจะกลับตัวพร้อมกับเซท กราฟเหมือนกันเลย




วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Elliott Wave การนับเวฟโดยใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement ช่วย ตอนที่ 1 พื้นฐาน Elliott Wave

 ก่อนจะพูดถึง Elliott Wave เรามาเข้าใจกันก่อนว่าราคาหุ้นหรือสินค้าที่เราต้องการดูมักมีลักษณะอย่างไร ไม่ต้องคิดให้ยืดยาว ตลาดหุ้น มี 3 สถานะ
  1. ตลาดขาขึ้น หรือ Up Trend ก็คือตลาดที่ราคาปิด ของวันนี้ สูงกว่าราคาปิดของเมื่อวานนั้นเอง จะเป็นขาขึ้นกี่วันก็แล้วแต่ เดี๋ยวเราจะได้เรียนรู้การคาดการณ์กันว่า จุดราคาที่เราคาดการณ์ว่าเป็นจุดสูงสุดนั้น เขาหากันยังไง
  2. ตลาดขาลง หรือ Down Trend ก็คือตลาดที่ราคาปิดวันนี้ ต่ำกว่าราคาปิดวันก่อน จะนานแค่ไหนสำหรับเทรนด์นี้ ก็เช่นเดียวกับ ตลาดขาขึ้น เดี๋ยวเราจะว่ากันว่าดูยังไง
  3. ตลาดออกข้าง หรือ Side way ก็คือตลาดที่ราคา ปิดวันนี้กับเมื่อวานเท่ากับ หรือใกล้เคียงกันนั้นเองครับ
ทีนี้ Elliott Wave  มีอะไรที่อธิบายตลาดขาขึ้นขาลงออกข้างนี้บ้าง มาดูกันเลย ในตลาดขาขึ้นนี้ โดยทั่วไปเชื่อกันว่าจะมี 5 คลื่น ตามรูป คลื่น 1 3 5 เรียกว่า impulse wave เป็นเวฟ ที่วิ่งตามเทรนด์ของตลาด ถ้าลักษณะ ตลาดเป็นขาขึ้น 1 3 5 ก็คือเวฟที่วิ่งขึ้นตามตลาด ส่วน 2 4 เป็นเวฟ ที่คลื่นที่ตรงกันข้ามกับ 1 3 5 เราเรียกว่า corrective waves มัน corrective อะไรก็ คือ มันเป็นตัวยืนยัน เวฟ 1 3 5 นั้นแหละครับ

หลังจาก จบคลื่น 1 2 3 4 5 นี้แล้ว มักจะมีคลื่น corrective waves ใหญ่อีกชุด เป็นการชี้ว่าจบเวฟชุดนี้แล้วครับ ก็คือคลื่น A B C จากในรูปข้างบนนี่แหละครับ

ทีนี้ในเวฟ หลัก อาจจะมีเวฟย่อยอยู่ ตามรูป ข้างล่างนี้นะครับเราจะเห็นเว่าเวฟ 1 ใหญ่ จะมี 1 2 3 4 5 a b c แทรกซ่อนอยู่อีกชั้น ในเวฟ 3และ 5 ใหญ่ก็เช่นกัน รูปแบบหลักๆ ของ Elliott Wave จะเป็นแบบนี้


กฏพื้นฐานของ Elliott Wave นั้นจะเป็นดังนี้นะครับ

  1. เมื่อจบเวฟ 1 เวฟ 2 มักจะลง เป็นขนาด 32.8% 50% หรือ 61.8% ของขนาดของเวฟ 1 ขนาดหากันยังไง ก็ให้เอาราคาที่จบเวฟ 1 ลบด้วยราคาที่เริ่มต้นเวฟ นั้นแหละครับ อันนี้ไม่ต้องจำ เดี๋ยวพอถึง ห้วข้อการใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement ในการวัดขนาดเวฟ ก็จะง่ายๆเอง 
  2. เวฟ 3 มักจะมีขนาด 61.8% หรือ 161.8% ของขนาดเวฟ 1 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ว่าตลาดขึ้นแรงแค่ไหน โดยเอาเป้าราคาเวฟ 3 ที่ได้เริ่มนับตรงจุดที่เวฟ 2
  3. เวฟ 4 มักจะย่อลงมาไม่เกินยอดของเวฟ 1 ยกเว้นใน future มักจะให้ลงเยอะกว่าได้ครับ
  4. เวฟ 5 มักมีขนาด 323.6% ของเวฟ 1โดยให้เริ่มนับที่จุดสิ้นสุดเวฟ 1 หรือจุดเริ่มต้นของเวฟ 1 ก็ได้แล้วแต่สภาพความร้อนแรกงของตลาด
  5. เวฟ c มักสิ้นสุดแถวๆเวฟ 4 เวฟ a หลายๆครั้งมักใช้เวฟ 3 เป็นแนวรับ(กรณี เกิดเวฟ 5 ที่แรงน้อย double top เป็นต้น) เวฟ b อาจจะมีขนาดเท่ากับ wave a หรือ น้อยกว่าก็ได้
  6. เวฟ a b c อาจจะมีลักษณะเป็น Flats หรือ zig-zag ก็ได้ ความแตกต่างของสองตัวนี้หลักๆคือ flat มีเวฟ c ขนาดเท่าๆกับเวฟ b ส่วน zig-zag เวฟ c ยาวกว่า รายละเอียดลึกกว่านี้เดี๋ยวว่ากันโอกาสหน้าครับ

เราพูด ถึงรูปแบบ Elliott Wave ในอุดมคติ กันมาแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ จริง Elliott Wave สามารถ แบ่งแยก เป็นรูปแบบต่างๆได้อีกมากมายนะครับ รวมถึงขนาดของแต่ละเวฟ มันก็ต้องปรับกันไปตามสถานการณ์ ขนาดของเวฟ 3 เวฟ 5 ไม่สามารถใช้ ตัวคูณข้างบนนั้นได้เสมอไป เราใช้วิธีการหาค่าที่มีนัยสำคัญเป็นหลักนะครับ และใช้ร่วมกับ Trend Lines และ เส้น EMA ทั้งหมดที่เขียนมาข้างต้นเพื่อให้พอจะเข้าใจคอนเซปคร่าวๆของ Elliott Wave นั้นเอง

และรอบหน้าเราจะมาพูดถึงการใช้เทคนิค  Fibonacci Retracement ในการนับเวฟ หาราคาเป้าหมาย ในตัวอย่างจริงแบบในรูปข้างล่างนี้กันครับ