แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ INSIDE JOB แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ INSIDE JOB แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สรุปความจากหนังสารคดีเรื่อง inside job part 3 (จบ)นะครับ

มาต่อกันเรื่อง

ในก่อนหน้านี้ ได้รู้กันแล้วว่าสินค้า อนุพันธ์หนี้ ที่เป็นต้นกำเนิด ของปัญหานี้มีที่มายังไง แล้วอะไรทำให้อนุพันธ์หนี้นี้ เกิดปัญหา สามารถย้อนไปอ่าน
part 1 ได้ที่ :  inside job part 1
part 2 ได้ที่ :  inside job part 2

ใน part นี้น่าจะเป็น part สุดท้าย จะพูดถึง ตัวละครอีกตัวคือ AIG ที่มาทำประกันให้กับอนุพันธ์ หนี้ และจะสรุป พร้อมกับ เสนอแง่มุมปลายเปิดให้ไปลองคิดกันต่อ ว่า การสมคบคิด ของกลุ่มต่างๆ มันมีจริงไหม ครับ

เข้าเรื่องที่ AIG เลย ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1919 ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน (ข้อมูลจาก wiki) ไม่ต้องอึ้งไปผมก็เพิ่งรู้ 555

หลังจากนั้นย้ายออกจากจีนหลัง ประธานเหมา เรืองอำนาจ บริษัท AIG ทำธุรกิจทางการเงินหลายรูปแบบ ที่เด่นสุด คือประกันภัย ประกันมันทุกอย่างครับ

ก้าวพลาดสำคัญของ AIG ที่จะพูดถึงคือ การให้ทำประกัน กับ CDO หรืออนุพันธ์หนี้ ที่เราพูดกันมาตั้งแต่คราวก่อน

ก็ไม่รู้พี่แกคิดไง อาจจะเชื่อบริษัท จัดเรตติ้ง มากไปหน่อย เพราะบริษัทพวกนี้ ให้เรตติ้ง อนุุพันธ์หนี้ จากคนที่ไม่มีวินัยทางการเงิน(subprime) สูงลิ่ว (ตรงนี้ถ้าไม่เห็นภาพให้ไปอ่าน part 2)

ประกันอนุพันธ์หนี้ ที่ AIG เปืดให้บริการนี้ ใครจะซื้อก็ได้ ถึงคุณไม่ได้มี อนุพันธ์หนี้ในมือ คุณก็ซื้อประกัน ได้ จะยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ

มีบ้านหลังหนึ่งของใครไม่รู้ ตั้งอยู่แถวๆที่เขาชอบไปประท้วงกัน คุณเล็งเห็นแล้วว่า บ้านหลังนี้เสี่ยงโดนคนประท้วงมาเผา

ในกรณีปกติ มันก็ไม่ใช่เรื่องของคุณ เพราะคุณจะไปซื้อประกันและเอาประกันให้บ้านใครไม่รู้ คงไม่ใช่เรื่อง

แต่เรื่องนี้คุณสามารถทำได้ เมื่อเห็นว่าบ้านหลังนั้นเสี่ยงโดนเผาแน่ๆ คุณหรือใครที่คิดเหมือนคุณ ก็แห่กันซื้อประกันบ้านหลังนี้ได้เลย เพราะงั้น บ้านหลังนี้จะมีคนถือกรมธรรประกันอยู่จำนวนมาก

ไอ้ตอนที่คนยังไม่ไปเผานี้มันก็แจ่มสิ AIG รับเงินเละจากคนที่ซื้อประกัน ค่าคอมมิสชั่นกระจาย รวยกันถ่วนหน้า แต่พอบ้านหลังนี้โดนไฟไหม้ขึ้นมา อันนี้ละ เรื่องใหญ่ เพราะคุณต้องจ่ายเงินประกัน ให้คนที่ซื้อ ตั้งกี่คนละ ปกติ จ่ายให้เจ้าของบ้านคนเดียวก็แย่แล้ว แต่กรณีนี้คนอีกจำนวนมากที่ซื้อประกันและ AIG ต้องจ่าย

กลับเข้ามาที่ประกันอนุพันธ์หนี้ก็จะเหมือนกับตัวอย่างที่ยกมา ใครๆก็ซื้อได้ เพราะงั้นเมื่อ คนไม่มีปัญญาจ่ายหนี้ อนุพันธ์หนี้ที่เอามาเก็งกำไรก็ราคาตก AIG เอ๋ยเวลาซวยของคุณก็ได้มาถึงแล้วครับ

หมดส่วนประกันอนุพันธ์หนี้ ไว้เท่านี้ ต่อไปไปดูว่า พวกวานิชธนกิจ พอเจอประกันอนุพันธ์หนี้ และเริ่มเห็นว่า ตัวเองมี อนุพันธ์หนี้ เยอะ และมันกำลังจะแย่ พวกเขาจะทำยังไงกัน ตอนนี้นี้หล่ะ ท่านจะได้เห็นความโหดหน้าเลือดของพวกพ่อค้าโบรกเกอร์พวกนี้

สัญญานอันตรายมันเริ่มที่บริษัทใหญ่ๆของอเมริกัน เริ่มสั่นคลอนครับ พวก GM อะไรเหล่านี้ เขาจ้างงานเยอะในอเมริกา พอธุรกิจไม่ดี คนงานก็ต้องปลดสิครับ ผนวกกับกระแสการย้ายฐานการผลิต ไปจีน คนงานเลยตกงานจำนวนมาก

พอคนตกงานจำนวนมาก พวกลูกหนี้ที่ไม่ค่อยมีวินัย(subprime) ก็เริ่มไม่จ่ายหนี้ พอไม่จ่ายหนี้บ้านที่ซื้อไว้ก็ต้องถูกยึด พอถูกยึดทีนี้บ้านเหลือเพียบ ในตลาดละครับ

พอบ้านเหลือเพียบ พวกคนรวยที่มีบ้านอยู่แล้วแต่ซื้อบ้านอีกเพื่อเก็งกำไรก็ซวยสิครับ พวกนี้ไม่มีปัญหาจ่ายหนี้หรอกแต่เก็งกำไรไว้ พอบ้านราคาตกก็ขาดทุนติดดอยบ้านกันยกใหญ่ ปัญหาใหญ่โตมโหรารได้เกิดเกิดแล้วกับ "หนี้"

แล้วอนุพันธ์หนี้ ที่ใช้วัตถุดิบในการผลิตคือ หนี้ จะเหลือหรือครับ ราคาก็พุ่งหลาวลง และจะลงแบบโอเวอร์ด้วย เพราะมันเป็นกระดาษ ไม่มีพื้นฐานรองรับเหมือนบ้านหรือหุ้น การแห่ขายจนแทบจะให้ฟรีจึงเกิดขึ้นนับแต่นั้น

พวกวานิชธนกิจ goldman sachs เอย merrill lynch เอยพวกนี้แสบ พอเห็นท่าไม่ดี ก็เริ่มทะยอยขาย อนุพันธ์หุ้นออกให้ลูกค้า โดยไม่ได้บอกถึงปัญหาที่กำลังเกิด

เท่านี้ยังไม่พอ พี่แกขายอนุพันธ์หนี้เน่าให้ลูกค้าแล้ว พี่แกยังไปซื้อประกัน จาก AIG อีกด้วย เพื่อเอากำไรอีกดอก

เรียกว่าขายของให้ลูกค้าแล้วยังแทงฝั่งตรงข้ามกับลูกค้าอีก จรรยาบงจรรยาบรรณไม่ต้องพูดถึง

นี้เป็นสิ่งทีเราต้องสังเกตุให้ดี โลกของความโลภ ไม่มีปราณีเห็นใจ ทำเลวแค่ไหนสุดท้ายคนพวกนี้ก็ไม่ได้โดนโทษอะไรมากมาย

กลต. ของอเมริกา ได้ทำการสืบสวนพวกนี้แต่จะไปหวังให้ลงโทษทั่วถึงนี่เป็นไปได้ยาก สุดท้ายแล้วต้องเอาเงินภาษีไปอุดหนุนให้พวก วานิชธนกิจ ธนาคาร ประกันอีก ด้วยซ้ำ

พวกนี้ก็ยังไม่สำนึก ได้เงินอุดหนุนมาเอาไปแจกโบนัสกันอีกเพียบ ทั้งที่ปัญหาเกิดมาจากตัวเองแท้ๆ น่าสงสารคนอเมริกันไหมละครับ

สรุป เรื่องนี้ เมื่อผู้บริหารใหญ่ของวอลสตรีท ได้โอกาสไปทำงานในตำแหน่งใหญ่ๆ ในรัฐสภา และ fed การผ่อนคลายกฏต่างๆตามที่พวก วอลสตรีทต้องการเลยทำได้ง่ายๆ

เมื่อคุณสร้างผลิตภัณฑ์ออกมาขายได้ง่ายๆแบบแทบไม่ได้ลงทุนอะไร ก็ฟันกำไรฟรีๆ แถมคนคุมยังเป็นพวกเดียวกันอีก กฏระเบียบอะไรไม่ต้องยึดกัน ความโลภเป็นที่ตั้ง ปั่นของเก๊ ออกมาขายเอากำไรกันใหญ่

สุดท้ายเมื่อความจริงปรากฏ คนรับกรรมคือ บรรดาชาวบ้านตาดำๆที่จ่ายเงินเข้ากองทุน กองทุนเอาไปลงทุนต่อในของเก๊พวกนี้

ชาวบ้านอเมริกัน ที่ต้องตกงาน ไร้บ้าน ออกไปนอนเต๊น เงินบำนาญที่ออมมาในกองทุน ก็ไปเสียทิ้งเฉยๆในเกมส์ครั้งนี้ คนอเมริกันโดนปล้นเงิน ส่วนคนปล้น โดนแกล้งจับไก่มาเชือดให้คนดู ตัวสองตัว ส่วนที่เหลือเสวยสุขบนความทุกข์ของเพื่อนร่วมชาติสบายใจเฉิบ

คนไทยเราไม่ใช่ชาติเดียวที่เพื่อนร่วมชาติเอาเปรียบครับ ของประเทศอื่นๆก็มีและมันซับซ้อนกว่าจนน่าเหลือเชื่อเหลือเกิน

***บริษัทจัดเรตติ้งร่วมมือกับ วานิชธนกิจ การันตีสินค้าเน่าอย่างอนุพันธ์หนี้ของคนที่ไม่มีวินัยในการใช้หนี้ หรือไม่อันนี้ไปจับความแล้วคิดเอาเอง

***คนใหญ่คนโตของรัฐ รู้เห็นเป็นใจกับ พวกวานิชธนกิจเลยปล่อยให้เขาทำอะไรก็ได้จริงหรือเปล่า อันนี้ก็ไปคิดต่อกันเอง

***บริษัทประกันอย่าง AIG หลงระเริงไปกับกำไร จนลืมคิดและบริหารความเสี่ยงอย่างที่ควรจะเป็น จนทำบริษัทพบกับวิกฤติหนัก เป็นตัวอย่างให้นักลงทุนทุกคนต้องคิดเอาเป็นเยี่ยง

อย่าหลงจนไม่ลืมหูลืมตาเห็นอะไรก็ง่ายไปหมด "อย่าง" AIG

สุดท้าย ถ้าคุณคิดว่าประเทศที่มีการบังคับใช้กฏหมายดีๆแบบอเมริกา ยังมีเรื่องแบบนี้เกิดได้ ในเมืองไทยที่ใครอยากจะทำอะไรก็ทำถ้ามีเส้นมีอำนาจ จะทำสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นได้ด้วยไหม ไปลองคิดดู

ส่วนอันนี้คิดให้มากกกกกกกกกครับ บ้านเราเกิดมาหลายรอบ แต่คนไทยเราโยนความผิดให้คนอื่น ถ้ามีเวลาว่างๆเดี๋ยวจะมีเขียนมาเขี่ยประเด็นต้มยำกุ้ง ที่ซึ่งผมคิดว่าคนไทยเรา "ด่าผิดคน"

ผู้ร้ายไม่ใช่ "จอร์จ โซรอส"
ไอ้ผู้ร้ายตัวจริงคือ ......
ไว้มีโอกาสจะมาเขียนถึงอย่าลืมติดตามกันครับ หุหุ

สรุปความจากหนังเรื่องข้างล่าง inside job part 2



จาก  สรุปความ inside job part 1 เราจะเห็นแล้วว่าอนุพันธ์หนี้ เกิดได้ยังไง ต่อไปนี้เรามาดูว่าสินค้าตัวนี้มีองค์ประกอบและคนเกี่ยวข้องคือใครบ้าง แล้วไอ้มาม่าซองนี้ทำไมคุณภาพมันตกต่ำลง จนคนซื้อกินขี้แตกกันเป็นแถว

   
ก่อนอื่นตามความคิดส่วนตัวของผม หนี้มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนะ หนี้มันคือโอกาสถ้าใช้ให้ถูกที่ ให้ยืมถูกคนมันก็สร้างกำไรได้

ยกตัวอย่างในสังคมไทย ถ้าผมจะให้ใครกู้ยืมรายย่อยๆ ผมเลือกให้ข้าราชการกู้ได้เลย หักจากบัญชีเงินเดือนที่รัฐบาลจ่ายให้ ซึ่งเสมือนว่ารัฐบาล เป็นคนค้ำประกันให้

จึงไม่แปลกว่าคนกลุ่มนี้ บางทีถ้าเทียบในระดับเดียวกัน เขามีอำนาจการกู้ได้สูงกว่า เจ้าของธุรกิจ SME เล็กๆอีกนะ คิดง่ายๆ ครูคนหนึ่ง แค่ไปทำประกันชีวิตเสร็จแล้ว เขามีอำนาจการกู้ได้ถึง 3-5 ล้านง่ายๆเลยไม่ต้องมีไรค้ำประกันด้วย นอกจากเพื่อนๆเขามาเซ็นกริ๊กเดียว โอกาสเบี้ยวแทบไม่มี จะจ่ายหนี้ขั้นต่ำ หรือโป๊ะก็ไม่ว่ากัน แต่อัตราผลตอบแทนจาก ดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ แทบจะเชื่อขนมกินได้ คือมีความแน่นอนสูง

แบบนี้ถือว่าเป็นผู้กู้ชั้นดี ในอเมริกาเรียกผู้กู้แบบนี้ว่า ผู้กู้กลุ่ม Prime กลุ่มนี้จึงถือว่าเป็นวัตถุดิบชั้นดีของ อนุพันธ์หนี้ คือถ้าเอาเฉพาะลูกนี้ กลุ่ม Prime ไปทำอนุพันธ์ ปัญหาคงไม่เกิด

ละกลุ่มผู้กู้ไว้ก่อน ไปดูว่า พวก ธนาคาร กับ พวกวานิชธนกิจ มีรายได้จาก อนุพันธ์หนี้ นี้ยังไง ง่ายๆรายได้ขั้นแรกก็คือ

ค่าคอมมิสชั่นในการขายสินค้า ยิ่งมีอนุพันธ์หนี้ มาขายให้ประชาชนมากๆพวกวานิชธนกิจยิ่งมีรายได้เยอะ โบนัสไม่ต้องพูดถึง เรียกว่าเงินทองไหลมาเทมา เสพยา ซื้อบริการ กันเป็นเรื่องปกติ มีเรื่องเล่าในสารคดี บอกว่าค่าตัวโสเภณีถูกเขียนลงบิลของบริษัทว่าเป็น ค่าคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ นั้นแสดงให้เห็นความมันส์ ของการใช้เงินที่ได้จากการขาย อนุพันธ์หนี้ มันสูงแค่ไหน

ส่วนธนาคารก็ยิ่งชอบ เอาง่ายๆเมื่อเอา อนุพันธ์หนี้ไปขายให้นักลงทุน ก็เท่ากับว่า ธนาคารไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงการเบี้ยวหนี้ของผู้ขอกู้ เอาเป็นว่าตรูมีหน้าที่ให้กู้ ส่วนคนกู้จะจ่ายคืนหรือไม่จะสนทำไม เพราะคนรับความเสี่ยงคือนักลงทุนที่มาซื้อ CDO ถ้าเขาไม่จ่ายธนาคารก็ไม่ได้ซวยอะไร

เมื่อเป็นเช่นนี้ ธนาคาร เลยไม่ไตร่ตรองผู้ขอกู้ให้ดี ใครขอกู้มาตรูจัดให้ นั้นเป็นที่มาของลูกนี้กลุ่ม SUB Prime

SUB Prime คือลูกนี้กลุ่มที่กู้แล้วใช้คืนบ้าง ไม่ใช้คืนบ้าง มีประวัติการชำระหนี้ไม่ดี โดยปกติ กลุ่มนี้จะกู้ซื้อบ้านซื้อรถ ยากมาก เพราะเครดิตไม่ดี วินัยการเงินไม่ได้เรื่อง

แต่เมื่อความโลภ ครอบงำเสียแล้ว ธนาคารก็ไม่สนแล้วหล่ะว่ากรูจะให้ตาสีตาสาที่ไหนกู้ ปล่อยกู้ทำยอดสิครับ ได้รับเงินผลตอบแทนเพิ่มด้วย ธนาคารเงินไม่มีก็อย่างที่บอกใน Part ที่แล้วว่า เขาล๊อบบี้ให้รัฐบาลผ่อนปลนการกู้เงินไว้แล้ว

กู้เงินเมืองนอกเอย ธนาคารท้องถิ่นเอย เอามาปล่อยให้พวก SUB Prime เอายอดคอมมิสชั่น สบายใจเฉิบ

เมื่อกู้เงินซื้อบ้านได้ง่ายๆ ราคาอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกา เลยพุ่งสุดขีด เพราะใครๆก็อยากได้บ้าน แล้วใครๆก็ดันกู้ได้ คนที่มีบ้านแล้วก็ยิ่งกู้อีก ใช้บ้านหลังเดิมค่ำได้อีกหลายเด้งเลย เพื่อเก็งกำไร ฟองสบู่อสังหาเลยพองเต็มที่ แล้วมันจะมีคนจุดระเบิดเมื่อบริษัท GM จะเจ้งนั้นแหละ อันนี้ว่ากันรอบต่อไปอีกที

ตรงนี้หยุดคิดเปรียบเทียบกับกรณีผลิตมาม่า ไอ้การระห่ำถึงขนาดปล่อยหนี้ให้ คนที่ไม่มีวินัยทางการเงินกู้ได้ง่ายๆ ตรงนี้ทำให้ อนุพันธ์หนี้ได้รับวัตถุดิบด้อยคุณภาพเข้าไปแล้ว

สินค้าที่เราพูดถึงมาแต่ต้นคือ อนุพันธ์หนี้ หรือ CDO ถ้าหนี้ที่เอามาทำอนุพันธ์นี้ถูกสร้างมาจากลูกหนี้ชั้นดี อันนั้นมันก็แจ่ม ถือว่าเป็นมาม่าน่าทาน แต่เมื่อมันกลายเป็นลูกหนี้ชั้นเลว ก็๋เตรียมขี้แตกกันได้เลย รอแค่เวลาที่พวกลูกหนี้ SUB Prime พวกนี้ตกงาน ไม่มีปัญญาจ่ายหนี้แค่นั้น ระเบิดก็จะลง

เราจับจุดสังเกตุ ความคลั่งในการเร่งปล่อยกู้เพื่อเอาคอมมิชชั่นตรงนี้จะเห็นว่า ในมุมมองของ นักธนาคารพวกนี้คือ มันเป็นเงินที่ได้มาง่ายมาก คุณไม่มีต้นทุน ไม่ต้องเสี่ยงอะไรเลย เงินก็กู้เขามาอีกทอดเพื่อมาปล่อยกู้ แล้วมีนักลงทุนที่มาซื้อ CDO ต่อรับความเสี่ยงต่อไปอีกทอด

นักการธนาคารที่ทำหน้าที่ปล่อยกู้นี้ก็เหมือนฝ่ายหาวัตถุดิบให้ผลิตภัณฑ์ เมื่อไม่ได้ใช้วิชาความรู้ในการคัดเลือกวัตถุดิบ แต่ดันใช้ความโลภของตัวเอง เป็นตัวทำงาน ปัญหามันก็เกิดระบบ หนี้กำลังจะเสียไป

จึงเกิดคำพูดสุดเทห์ของนักบริหารของเอเชียสองท่าน

"เมื่อคนเราสามารถสร้างอะไรขึ้นมาได้โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลยมันก็ยากที่จะห้ามใจ" ลี เซียน ลุง นายกสิงคโปร์

"วิศวกรจริงๆสร้างสะพานแล้วเขารับผิดชอบกับความเสี่ยงของงานที่เขาสร้าง ส่วนวิศวะกรทางการเงินสร้างผลิดภัณฑ์ทางการเงิน แล้ว คนอื่นรับผิดชอบกับมันแทน" แอนดริว เชง China banking regulatory commission

ใน PART 2 นี้เราจะเห็นแล้วว่า ปัญหามันเริ่มเกิดที่ตรงไหนแล้ว QC วัตถุดิบของสินค้า เริ่มมีปัญหาคนทุกคนมองเห็นแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ไฟมันเริ่มใหม่ที่ห้องครัวแล้วแต่ทุกคนยังไม่สังเกตุ หรืออาจจะเห็นควันแล้ว แต่แกล้งทำเป็นไม่สน เพราะผลตอบแทนมันล่อใจ

ยิ่งธนาคารปั้มการปล่อยกู้มากเท่าไหร่ วัตถุดิบที่ใช้สร้าง อนุพันธ์หนี้ ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ความเสียหายก็จะยิ่งขยายวงกว้างออกไปเท่านั้นเช่นกัน

เป็นการเน้นเชิงปริมาณ ไม่ได้เน้นเชิงคุณภาพ ยิ่งทำได้เร็วคนทำยิ่งได้กำไร บริษัทจัดอันดับความหน้าเชื่อถือ ที่ผมเปรียบไว้ในบทที่แล้วว่าคือ แม่ช้อยนางรำ เปิบพิศดาร พวกนี้ก็ทำหน้าที่ตัวเองได้พิศดารจริงๆ ให้เครดิต อนุพันธ์หนี้ของSUB Prime ในระดับสูง

มันคิดได้นะ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า SUB Prime คือพวกที่จ่ายหนี้ไม่ตรง แต่มันให้เครดิตสูงลิ่ว ระดับ AA โน้นเลย

ถ้าใครไม่ส่งสัยว่าไอ้พวกแม่ช้อยนางรำพวกนี้ ได้เงินจากพวก INVESTMENT BANKER ก็ต้องถือว่าคุณมองโลกในแง่โคตรดี

เมื่อความคลั่งในทุกภาคส่วนซึ่งถูกแทรกซึมอยู่แล้วจากคนจากวอลสตรีท ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีคลัง หรือคนทำงานในระดับสูงๆในรัฐสภา ซั่งมาจาก ผู้บริหารระดับสูงของ วอลสตรีท ไม่ว่าจะเป็น goldman sachs,merrill lynch ความอยากได้อะไรก็ได้ ยิ่งกว่ารัฐสภาเมืองไทยก็เกิดขึ้น

ที่น่าเสียใจแทนก็คือลูกค้าสำคัญที่ซื้อ CDO ไปจำนวนมากเป็นพวกกองทุนเพื่อสังคม กองทุนบำเน็จบำนาญต่างๆของอเมริกาด้วยสิ

ความเชื่อว่าการเอาเงินไปลงทุนดีกว่าเอาไปฝากให้เน่าอยู่ในธนาคารกำลังจะถูกสั่นคลอนก็คราวนี้ แล้วปัญหานี้ จะตามมาหลอกหลอนสังคมมะกันอีกนาน เพราะความโลภครั้งนี้

แค่นี้ยังไม่จบต้องมี PART ต่อไปแน่นอนครับ สินค้าอีกตัวกำลังจะโผล่อออกมา นั้นคือ ประกันของอนุพันธ์หนี้ ตรงนี้ยิ่งโคตรมันส์ เพราะมันไม่ใช่ประกันธรรมดา คุณลองคิดภาพว่า

วันหนึ่งแม่ยายของคุณ ดันคิดว่าคุณใกล้จะตายแกเลยไปทำประกันชีวิตคุณโดยที่คุณไม่รู้เรื่องด้วยได้แบบถูกกฏหมาย พอคุณตายแม่ยายก็ได้เงิน

เพื่อนบ้านเห็นบ้านของคุณเก่าจริงๆเลยคาดว่าบ้านคุณจะไฟไหม้ เลยไปทำประกันภัยกับบ้านของคุณ พอบ้านคุณไฟไหม้ เขาก็ได้เงิน

ความมันส์แค่นี้ถ้าคุณยังคิดว่ามันน้อยไป มาลองดูว่า บริษัท วานิชธนกิจทำตัวเหมือน พ่อค้าขายบ้านหลังงามให้คุณโดยที่พวกเขารู้อยู่แล้วว่าปลวกกินบ้านไปทั้งหลัง อีกไม่กี่วันบ้านถล่มแน่นอน เมื่อคุณรับโอนบ้านไปเรียบร้อย เขาก็ไปซื้อประกันในบ้านของคุณอีกชั้นเพื่อกินกำไรเพิ่มจากการหลอกขายบ้านเน่า และ เงินประกันสองเด้ง

เรื่องจรรยบรรณ ธรรมาภิบง บรรษัทภิบาร อย่าไปถามหา โลกนี้มันเป็นแบบนั้น Part 3 จะมาดูความหน้าด้านของบริษัทวานิชธนกิจเหล่านี้ ว่าเขาจะทำได้ขนาดไหน เมื่อพวก subprime ไม่มีปัญญาจ่ายหนี้แล้ว

แล้วไปรู้จักกับ AIG บริษัทมหาซวยที่มารับเคราะห์ ทำประกันให้กับ CDO ทั้งมันส์ทั้งสงสาร คราวหน้ามันส์แน่นอนครับ

อย่าลืมติดตาม

สรุปความจากหนังเรื่องข้างล่าง inside job part 1



Inside job ถ้าใครยังไม่ได้ดูหรือดูแล้วยังงงๆว่าเกิดอะไรขึ้น มาลองอ่านตรงนี้ได้ มันไม่น่าจะสปอยนะเพราะประเด็นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้ว และหนังเป็นแนวสารคดี ที่ต้องการชี้ให้รู้มากกว่า มองหารสชาติของเรื่องราวแบบหนังทั่วไป(ดูตัวอย่าง INSIDE JOB ที่นี้)

   
หนังชี้ให้เห็นถึงการคลั่งในความโลภ ซึ่งคนทั่วไปอาจจะคิดว่ามันคือความโลภของ คนในวอลสตรีทเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วมันก็คือทั้งประเทศเลย

"อเมริกันดรีม" นี่แหละคือการหลับฝันที่คนอเมริกันคิดเอาเองว่าเป็นฝันที่ดี อเมริกามีคำคำหนึ่งบอกว่า "อเมริกาเป็นดินแดนแห่งโอกาส" โอกาสนั้นทำให้คนคิดว่าทำอะไรก็รวยได้

เรื่องมันเริ่มเมื่อ พวกบริษัทในวอลสตรีทพยายามล๊อบบี้ ให้มีการผ่อนปรนทางการเงิน ประเด็นสำคัญคือผ่อนปรนเรื่องกู้ และเรื่องการสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ให้ง่ายขึ้น (ตรงนี้จำคำว่าล๊อบบี้ให้ดีนะ เดี๋ยวผมจะมาสรุปอีกทีใน part สุดท้ายว่ามันมีประโยชน์กับเรายังไง )

เรื่องกู้ง่ายขึ้น นี่เราคงเข้าใจกันหมด เรามาพูดเรื่องการสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินกันว่ามันคืออะไร และจะพยายามเปรียบเทียบให้เห็นเป็นสิ่งที่เข้าใจง่ายๆในชีวิตประจำวันครับ

ผลิตภณฑ์ทางการเงินที่ว่านี้ มันคือการสร้างสินค้ามาขายอย่างหนึ่ง ในอุตสาหกรรมปกตินักออกแบบผลิตภัณฑ์ จะออกแบบสิ้นค้า แล้ววิศวกร ก็จะเอาไปผลิต ออกมาให้ฝ่ายการตลาดเอาไปขาย

มันไม่มีปัญหาอะไรเท่าไหร่ถ้าเขาจะใช้กระบวนการนี้สร้างผลิตภันฑ์อย่าง ขนม ยา น้ำอัดลม รถ โทรศัพท์ มาม่า เพราะเมื่อลูกค้าซื้อแล้วก็เอาไปใช้ กิน แล้วก็จบ

แต่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินพวกนี้คืออะไรที่ต่างออกไป ในเรื่องคือการนำเอา "หนี้" ซึ่งในทางการลงทุนถือว่าเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง (เพราะถ้าคนกู้กู้ไปแล้วจ่ายหนี้พร้อมดอกเบี้ย ก็ทำให้เงินเติบโตใช่ไหมล่ะ)

ไม่ว่าจะเป็นหนี้กู้ซื้อบ้าน ซื้อรถ หนี้อเมริกันกูยืมเรียน หนี้ต่างๆนาๆ เขาล้วนแต่เอาไปมัดรวมกัน ปรุงแต่งรสสักหน่อยตามระบบของอนุพันธ์ แล้วเอาออกขายในตลาด โดยพิมพ์ยี้ห้อของแต่บริษัทที่ออกของติดไว้(บริษัท investment banker ต่างๆ) แล้วให้ชื่อของสินค้าชิ้นนี้ว่า อนุพันธ์ cdo หรือ "อนุพันธ์หนี"

ตอนนี้เราได้ผลิตภัทฑ์ทางการเงินตัวแรก คือ "อนุพันธ์หนี" การจะขายมันได้ มันต้องมีการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เปรียบให้เข้าใจง่ายๆ เมื่อคุณเอาบะหมี มาใส่ชูรส ใส่ซองแล้ว ถ้าจะขายให้คนซื้อไปต้มกินได้ คุณก็ต้องไปขอ "อย" คนซื้อจะได้มั่นใจ ว่ากินแล้วไม่ท้องเสีย

นาย กรีนสแปน กับ นายเบอนันเก้ ต่างมีส่วนร่วมในการรับรองว่า มาม่าห่อนี้ มีประโยชน์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ชาญฉลาด จะช่วยลดความเสี่ยง เสริมสร้างโอกาสทางธุรกิจ เรียกง่ายๆแบบชาวบ้านก็คือ กินมาม่าห่อนี้แล้วร่างกายแข็งแรงอายุยืนหมื่นๆปีว่างั้นเถอะ

โปรยไว้สำหรับ part ต่อไปก่อน นอกจาก อย แล้ว จะให้ครบรสขายดี มันจะต้องมี แม่ช้อยนางรำ เปิบพิสดาร เชลชวนชิม มาจัดเรตติ้ง ให้มาม่า ของเจ้าต่างๆ คนจะได้มั่นใจว่า นอกจากกินแล้วท้องไม่เสีย ยังแซบถึงใจอีกด้วย บะหมี่ที่ชูรสหกใส่หลายๆซองนี้ จึงได้เรตติ้ง ความแซบระดับ aaa กันเป็นแถว มีเรื่องให้พูดยาว ว่าไอ้พวกแม่ช้อยนางรำ เปิบพิศดาร พวกนี้ ได้เงินจาก พวกพ้อค้า บริษัท investment banker ต่างๆด้วยหรือเปล่า ไว้ค่อยว่ากัน part ต่อไป

ตอนนี้เราได้รู้สักสินค้าทางการเงินตัวสำคัญตัวเดินเรื่องของเรื่องนี้แล้ว สินค้าตัวนี้มี อย อ่าหย่อย รับรอง แถม แม่ช้อยนางรำการันตีความแซบ

เดี๋ยว part ต่อไปจะมาพูดว่า มันไปพลาดกันตรงไหน คนอเมริกันถึงขี้แตกกันเป็นแถว คนอื่นๆทั่วโลก ก็ซวยปวดท้องไปด้วย มันมีประเด็นอยู่ในระบบการผลิตครับ การเริ่มให้กู้ง่ายๆในกลุ่มลูกหนี้ subprime นี่แหละตัวสำคัญ

ไว้เดี๋ยวมาต่อ part 2 ใครสนใจเรื่องนี้รับรองสนุก อย่าลืมติดตามครับ

แนะนำหนังวันหยุด INSIDE JOB

แนะนำหนังวันหยุด INSIDE JOB เป็นกึ่งสารคดี เกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจ ช่วงที่ผ่านมาของอเมริกา

ดูแล้วจะเห็นภาพว่า ธรรมาภิบาล เป็นเรื่องในจินตนาการพอๆกับม้ายูนิคอน ทำไม งบสมัย ราเกซ สักเสนา โคตรเทพถึงเจ๊ง

พูดนานละเราจะเชื่อข้อมูลที่เขาจ้างคนทำเพื่อให้เราอ่านแล้วพอใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ ได้ยังไง

ถ้าไม่ไปไหนเป็นพิเศษหามาดูฆ่าเวลารอไปลอยกระทงกันครับ