แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Elliott Wave แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Elliott Wave แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

หลักการในการใช้ Elliott wave ร่วมกับ Momentum

สำหรับท่านที่ตามบล๊อกตามเพจมานาน พอจะนับเวฟดูแรงเป็น จะจับหลักการได้ประมานนี้
1 นับเวฟ ว่าตอนนี้อยู่ช่วงไหน Elliott wave ไม่ใช่สิ่งมั่ว ถ้าเรารู้ว่ามันคืออะไร เราจะมองภาพออกว่าเราอยู่ตรงปลายยอดดอย หรือเพิ่งเริ่มขึ้นรถ ไม่ใช่แค่เส้นที่ขีดไปมา เวฟมันคือธรรมชาติ ของจิตใจคนเลย
- ไม่แน่ใจจะขึ้น = เวฟ 1
- แน่ใจว่าจะไม่ลงไปต่ำกว่านั้น = เวฟ 2
- พอแน่ใจว่าจะไม่ลงต่ำกว่าเดิมแล้วก็ขึ้นแรง = เวฟ 3
- ขึ้นไปพักใหญ่แล้ว ก็ต้องเข้าสู่ความไม่แน่ใจว่าจะขึ้นอีกไหม = เวฟ 5
elliott wave = วัฏจักร ความกลัวและความมั่นใจ ของคน ธรรมชาติของสถานการณ์ในตลาดมีแค่นี้แหละ "คลุมเครือ->มั่นใจ->คลุมเครือ" วนกันไปเรื่อยๆ ไม่ว่าสายไหน ลงทุนจากอะไร มันหนีไม่พ้นวัฏจักรนี้ เช่น

สงสัยว่ากิจการจะดีมีกำไรเพิ่มในวันข้างหน้าเลยซื้อ พอซื้อแล้วมันดีจริงๆเลยมั่นใจที่จะถือ พอถือไปเรื่อยๆคุณก็ต้องมีจุดเช็คความมั่นใจที่จะถือเรื่อยๆ ผลประกอบการได้ตามที่คิดไหม อนาคตจะดีหรือเปล่า ถ้าผิดคาด ความคลุมเครือก็จะเกิดอีก ความอยากขายทิ้งก็เกิด ตรงนี้ผมเคยเขียนไว้ละเอียดแล้วลองหาอ่านดูในบล๊อกนะครับ มันเป็นเฟรมเวิร์ค ที่มีเงื่อนไขครอบคลุมมาก ในฐานะที่เป็นโปรแกรมเมอร์เก่าต้องบอกว่าผมหลงไหลมันเลย เราเอาไปแปลงไป extends ได้เยอะมาก

2 ดูโมเมนตั้ม หาจุดเข้าจุดออก เลือก indicator ที่ชอบสักตัว เอาไว้หาจุดจับตาการกลับตัวทั้งขาเข้าขาออก ตรงนี้ถ้ายังคิดไม่ออกจะเอาตัวไหนผมแนะนำ macd มันเข้าท่าและหาความหมาย ได้ง่ายมาก ผมเคยเขียนไว้แล้วว่าค่าของมันได้มายังไง และมันหมายถึงอะไร ลองไปหาอ่านในบล๊อกดูครับ

3 สุดท้ายวางเงื่อนไขในการเข้าหรือออก ถ้าสัญญานการกลับตัวเกิด วางเงื่อนไขว่าถ้าเบรกตรงนี้นะ เราจะขายทิ้ง หรือเราจะซื้อเข้า การวางเงื่อนไขนี้วางกับอะไร เคยยกตัวอย่างไว้แล้ว เช่น ema trendline หรืออะไรอย่างอื่นตามแต่จะชอบครับ พอเริ่มเห็นสัญญาน ก็ลากเส้นกำหนดเงื่อนไขเลย

พยายามคิดให้เป้นระบบ ออกแบบวิธีขั้นตอน ของตัวเองมา ตัวอย่างส่วนตัวของผมคือผม เขียนโปรแกรมมานานเลยติดนิสัย การมี flow ของงาน คือ ถ้าไปตรงนี้เจอแบบนี้ จะำทำไง yes ก็ไปขั้นต่อไป ถ้าได้สัญญาน no มาอาจจะ หยุด หรือ วนกลับไปเริ่มต้นกระบวนการใหม่ เป็นต้น ลองดูครับ ทำความเข้าใจและพยายามหาทางของตัวเอง

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

ดูตัวอย่างการใช้งาน Elliott wave ร่วมกับ MACD ที่กราฟทองคำกันครับ

จากโพสก่อนหน้า เรื่อง Elliott wave มีจริงหรือ ผมจะยกตัวอย่างที่ทอง เราจะตีความสิ่งที่ได้มาจากกราฟยังไง จะเอาเวฟ กับ macd มาใช้ร่วมกันยังไง ถ้าอ่านโพสก่อนหน้านั้น จะเห็นภาพเลยที่นี้นะครับ

เริ่มแรกเราต้องเข้าใจก่อนว่าตัวเราดูกราฟ ขนาดเท่าไหร่ อันนี้เป็นกราฟ ชั่วโมง แน่นอนว่าถ้าเราดูในไทม์เฟรมที่เร็วกว่านี้มันจะมีเทรนด์ย่อยๆอีกเยอะ ซึ่งถ้าเราเล่นไทมเฟรมนี้ เราจำเป็นต้องมีเงิน cover การแกว่ง ของเทรนด์ย่อยในนี้อีก ยิ่งถ้าใครเล่นแบบฟอร์เร็ก คุณ จะรู้ดีว่าเล่นไทม์เฟรมใหญ่เงินหน้าตักต้องกว้างกว่า ไทมเฟรมเล็ก เพราะการแกว่งของราคามันจะเยอะกว่า อาจจะโดนกระชากหลุด เงินหน้าตักหมดได้

   
เข้าเรื่องที่ทอง ตัวอย่างนี้จะเป็นส่วนที่ทำกรอบแรเงาไว้นั้นนะครับ เวฟ v นั้นคือเวฟที่ 5 จากบทความที่แล้วก็คือเวฟที่ 5 เป็นช่วงที่คนสงสัยว่ามันจะไปต่อไหม สังเกตุดู macd มันลดลงเรื่อยๆตั้งแต่ iii แล้ว นั้นคือคนเริ่มจะดูเฉยๆเป็นหลัก จะด้วยมันขึ้นมาประมานหนึ่งแล้ว หรือใกล้แนวต้านหลักๆแล้วก็แล้วแต่

ประเด็นคือให้สังเกตุ macd เจ้า macd นี้พ่อแม่ต้นกำเนิดของเขาก็คือ ค่าเฉลี่ย นั้นเอง เอาไว้ดูว่า มีการไล่ราคาขึ้นเร็ว หรือช้า แค่ไหนเมื่อเทียบกว่าช่วงอดีต

หลังจากที่ v เริ่มมีความคลุมเครือ ว่าจะขึ้นไปต่ออีกไหม มันก็จะเป็นการเริ่มทำ เวฟ 1 ของขาลง เจ้าเวฟ 1 ของขาลงลงมาถึง เส้นfibo 161.8% เส้นนี้มีประวัติยังไงลองไปดู กราฟเดิมที่ผมตีของทอง ตรงนั้นจะเขียนไว้เยอะ มันยาวเอามาว่าที่นี้ เดี๋ยวจะได้น้ำไปซะมาก

เวฟ 1 กับ v คือช่วงที่คนคลุมเครือว่ามันจะขึ้นหรือลง จุดสังเกตุ จุดวัดจะเป็นแนวรับแนวต้านสำคัญๆ พอหลุดแล้วจะเป็นการคอนเฟิร์มเทรนด์ หรือเป็นการ ชัดเจนในทิศทาง

เราจึงเห็นว่า จากที่เด้ง ไป 2 แล้วลงมา 3 ลงแรงและเร็ว พุ่ง เพราะว่ามีความชัดเจนว่าจะลงแล้ว คนไล่ซื้อในราคาที่แพงกว่านั้นไม่ได้แล้ว(ในช่วงเวลานั้นนะ)

ทีนี้ดูตรงเด้งจาก 3-4 ตรงนี้เป็นจุดที่เริ่มต้นเข้าสูความคลุมเครืออีกครั้ง คือ ไม่แน่ใจว่าจะลงไปกว่านี้อีกไหม แต่ดู macd ซึ่งแสดงถึงความอยากขายในช่วงที่ผ่านมาก่อนหน้า ถ้าไม่มีปัจจัยพิเศษ จริงๆ macd พุ่งแบบนี้ โอกาสที่คนจะมั่นใจว่า จะกลับตัวเป็นขึ้นต่อเลย มีน้อยกว่าที่ จะลงมาเพื่อเทสอย่างน้อยที่ เวฟ 3 อีกสักทีเพื่อให้มั่นใจว่า ที่ราคาต่ำกว่านี้ คนไม่ค่อยขายกันแล้ว

ในขาขึ้น ถ้าที่ยอดก่อนหน้านั้น คนซื้อแรง ราคาไล่ขึ้นไปเร็ว ทำให้ macd พุ่ง ถ้าราคาย่อลง มันมักจะเด้ง ขึ้นไปอีกครั้ง เพื่อไปทดสอบว่า ที่ราคาสูงกว่านี้ ยังมีคนอยากซื้อไหม ถ้าคนไม่อยากซื้อในราคาที่สูงกว่านี้ ราคามันก็จะขึ้นช้าๆ ไม่แรงเหมือนตอนก่อนหน้านี้ใช่ไหมครับ ความแรงที่น้อยลงนี้แหละ เป็นการส่งสัญญานการกลับตัว

ในขาลง ถ้ามีการพุ่งลงแรงๆ ราคาไล่ลงเร็วต่อเนื่อง macd ก็จะลงลึก เมื่อมีการเด้ง มันมักจะลงต่อเพื่อมาเทสว่า ที่ราคาต่ำกว่าโลว์ก่อนหน้านี้ยังมีคนอยากขายไหม เหมือนกับ ขาขึ้นแต่กลับหัวกัน

นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราจะเอาไว้ดูว่าคนอื่นคิดกันยังไง จากข้อมูลที่ได้จากกราฟ แต่ต้องหมายเหตุตัวโตๆนะว่าดูไทม์เฟรมไหนต้องตัดสินในช่วงของไทม์เฟรมนั้น เพราะ indicator ส่วนมากมันสร้างมาจาก ค่าเฉลี่ย ของแท่งเทียนในแต่ละช่วง ซึ่งจะต้องมีจำนวนแท่งเทียนที่เหมาะสมของแต่ละไทม์เฟรม เช่น ระดับวันมี 30 แท่ง ระดับเดือนอาจจะมีแค่แท่งเดียว ซึ่ง indicator มันจะให้ค่าไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

Elliott wave มันใช้ได้จริงหรือ เหตุผลของมันมีบ้างไหม ลองมาดูที่นี้ครับ

เมื่อผมพูดถึงเวฟนั้นเวฟนี่ในกราฟ คนจำนวนมากอาจจะคิดว่ามันปัญญาอ่อนไร้เหตุผล ราคามันจะขึ้นไปเป็นเวฟเท่านั้นแค่1 ถึง 5 นั้นได้ไง

มันไม่แปลกหรอกที่จะคิดว่ามันไร้เหตุผล เพราะถ้าดูเผินๆ ผมก็คิดว่ามันคือเรื่องบ้าบอ คอแตก แหกตาชาวโลก จะมาเวฟนั้นเวฟนี้ทำไม

   
แต่ทีนี้มันมีเหตุผลอยู่แบบนี้ครับ อย่างที่ผมเคยพูดประจำ เรื่อง
คลุมเครือ --> ชัดเจน -->คลุมเครือ
ชีวิตของราคาหุ้นมันมีวงจรแค่นี้จริงๆ
สมมุติว่า เริ่มจาก
1 "คลุมเครือ" ว่าจะขึ้นไหม == sideway
2 "ชัดเจน" ว่าขึ้น พอขึ้นไปเรื่อยๆแล้ว == uptrend
4 "คลุมเครือ" ว่าจะขึ้นต่อไปอีกไหม == sideway
5 "ชัดเจน" ว่าลงแน่แล้วคนไม่ซื้อในราคาที่แพงกว่านั้น ==downtrend
6 "คลุมเครือ" ว่ามันจะลงไปอีกหรือเปล่า == sideway
7 ก็กลับขึ้นไปที่ ข้อ 1 วนอยู่อย่างนี้จนกว่าบริษัทจะล้มหายตายจากไป

ผมก็ไม่รู้ว่าคนที่คิด elliott wave นี้เขาคิดแบบนี้หรือเปล่า แต่ว่ามันเข้ากัน และถ้าเราจะไปนั่งเขียนนั่งคิด แบบข้อ 1 -7 นั้นวนไปวนมา มันจะยากที่จะจินตนาการเห็นภาพ ซึ่งการทำเป็นเวฟ นี้แหละ มันทำให้เราคิดกับมันง่ายๆ หลับตาปุ๊บรู้เลยว่าเราอยู่ตรงไหน

เวฟ 1 "คลุมเครือ" ว่าจะขึ้นไหม
เวฟ 2 ชี้ชัดว่าเกิดเวฟ 1 คือไม่ลงไปต่ำกว่านั้นแล้ว
เวฟ 3 เมื่อ "ชัดเจน" ว่าไม่ลงไปต่ำกว่านั้นมันก็ขึ้นพรวต
เวฟ 4 ชี้ชัดว่าเกิดเวฟ 3 คนเก็งกำไรกันมามากละ พอใจที่จะขายแล้ว
เวฟ 5 "คลุมเครือ" ว่ามันจะขึ้นต่อไปอีกไหม

ทีนี้จะเห็นแล้วใช่ไหมครับ ว่าไอ้เวฟปัญญาอ่อนนี่มันเกี่ยวข้อง และมีเหตุมีผลยังไงกับอารมณ์ในตลาด

- ในความคลุมเครือใหญ่ จะมีความชัดเจนและคลุมเครือย่อยๆ รวมกันอยู่
- ในเทรนด์ใหญ่จะมีเทรนด์ย่อย รวมกันอยู๋
- ในเวฟใหญ่จะมีเวฟย่อยรวมกันอยู่
--------------------------------------------------------------
จบเรื่องเวฟ มาดูว่าเราต้องใช้อะไรร่วมกับเวฟ

การทายใจคนคนหนึ่ง มันยากเย็นสุดๆ กว่าการทายใจคนแสนคน ล้านคน เพราะไอ้คนๆเดียวนั้น มันมีแต่ออกหัวก้อย 50/50 เราเรียกการทายใจคนๆเดียว ง่ายๆ ว่าเดาสุ่ม นั้นเอง

ส่วน คนแสนคนล้านคนนั้น เรารู้ว่าส่วนใหญ่เขาคิดยังไงกันได้ เนื่องจากว่าเรามีวิชาสถิติ เราหาค่าเฉลี่้ย ของทัศนคติ ของคนกลุ่มนั้นต่อ เรื่องอะไรสักอย่างได้ มันจึงไม่ใช่เรื่องที่มีสิทธิถูก 50/50 ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือ มันไม่ใช่การเดาสุ่ม นั้นจึงเป็นสาเหตุให้โลกนี้มี
1 การทำโพล
2 การสำรวจวิจัยตลาด เพื่อวางแผนผลิตและจำหน่ายสินค้า
3 การดูว่าคนส่วนมากคิดยังไงกับหุ้นตัวนั้นๆ ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ

คนส่วนมากมั่นใจในทางเดียวกัน มันก็ชัดเจน
คนส่วนมาก ชั่งใจ กล้าๆกลัวๆ มันก็คลุมเครือ

ซึ่งแน่นอน ผมบอกแล้วการทายใจคนๆเดียว มันเดา มัน 50/50 ไม่เว้นแม้แต่การทายใจตัวเอง คุณเคยเซ็งกับการเคาะ ซื้อมั่วๆบ่อยไหม นั้นคือตัวอย่างที่ดีที่ชี้ให้เห็นว่า ทายใจตัวเอง ยากกว่า ทายใจคนแสนแค่ไหน

เราจึงเอา indicator ไปใช้ร่วมกับ elliott wave เพื่อจับตา การกลับตัว การเปลี่ยนทัศนคติ ต่อราคาหุ้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กว่าการ นั่งจิ้ม นั่งคิดเดาใจตัวเองไปวันๆครับ

เพิ่มเติม เนื่อหานี้ที่นี้นะครับ --> คุณมองหาอะไรใน เทคนิคคอล คุณเริ่มศึกษาถูกทางหรือยัง มานี้ ที่นี้มีคำตอบ

วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มีคำถามมาในหน้าเพจ เรื่องเกี่ยวกับการใช้ indicators elliott wave และแนวทางการวิเคราะห์ เอามาแบ่งปันทางนี้ด้วยครับ

มีน้องถามมาในข้อความ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ จึงนำมาโพสให้เพื่อนๆทางนี้ด้วยนะครับ

Jade Sada : 
ขอถามหน่อยนะครับ 
พี่ให้ น้ำหนัก อินดิเคเตอ ต่างๆยังไง บ้างหรอครับ ให้ความสำคัญกับอันไหนมากกว่ากัน เช่นPricePattern Candlestick EMA Volume RSI MACD SlowSto และ แนวรับแนวต้าน นี่ ดูยังไงหรอครับ เพราะมีตั้ง หลายอย่าง ที่เป็นแนวต้าน แนวรับได้ 
เช่น EMA ...วัน Trendline ตีเส้น Fibo พอผมใส่ๆมา มันก็ปนๆกัน ไม่รู้จะให้ความสำคัญอันไหนมากกว่ากันเลย ครับ อย่างผมเห็นว่าเกิด Bull Di แต่ ผมถามอีกคน เขาบอก ยังไม่ใช่ sign งงมาก ช่วยแนะนำหน่อยนะครับ
------------------------------

   
-------------------------------------------
Thai Trader :
พี่มีขั้นตอนดูแบบนี้นะ พอเริ่มเปิดกราฟมาปุ๊บ
1 ดูเทรนด์มันว่ามันขึ้นหรือลง ถ้าเป็นหุ้น ก็ดูกราฟ day ก็ได้
2 พอได้เทรนด์แล้วจะเริ่มดูว่าตอนนี้มันขึ้นหรือลงไปถึงไหนแล้ว ตรงนี้จะนับเวฟ elliott wave โดย fibo จะใช้ตรงนี้แหละ คือหาเวฟ ที่เกิดแล้ว แล้วจะวัดขนาดเวฟต่อไปเป็นเป้าหมาย
3 ตีเทรนด์ไลน์ เพื่อหาเทรนด์และ pattern ยิ่งถ้าช่วงจะจบเวฟ มันจะมี pattern เราจะไปจับตาตรงนี้แหละ
4 พอได้รูปแบบเวฟ และ pattern ที่เกิดขึ้นแล้ว จะจับตาดูกราฟราคาเทียบ กับ Macd ว่ามันมีสัญญานกลับตัวหรือไปต่อหรือยัง ถ้าเรากำลังรอมันเบรก pattern ก็ดูร่วมกับโวลุ่มประกอบด้วย

สรุปคือ บนจอมี กราฟ ราคา เวฟ เทรนด์ไลน์ macd (หรือ ema ร่วมด้วย) แล้วก็โวลุ่ม ครับ

อย่าไปใส่ไรเยอะให่้ปวดหัว indicator หลายๆตัวมันทำงานแบบเดียวกัน ดูว่ามันให้อะไรเราได้บ้าง เลือกใช้เลือกฝึกอันที่ชอบให้ถนัด ก็พอครับ

ส่วนแนวรับแนวต้าน ถ้าจะเอาง่ายสุด เอายอด หรือท้องของกราฟราคานั้นแหละ ก่อนหน้านี้ มันเคยขึ้นไปถึงไหนแล้วย่อ หรือมันเคยลงไปถึงไหนและเด้ง ก็เอาตรงนั้นเป็นหลักก่อนก็ได้ ค่อยๆตีต่อไป เดี๋ยวจะรู้เอง

และการหา divergence อย่าไปสนใจสัญญานที่เป็นคำพูดมันมากนัก ให้ดู ว่า สมมุติในขาลงนะครับ ดูลักษณะกราฟราคาเทียบกับโวลุ่ม และเลือกเอา macd rsi อะไรก็ได้สักตัวที่เราชอบที่เราศึกษามา มาจับว่าราคามันยังไปเร็วกว่าที่มันไปรอบที่แล้วไหม ถ้าไปช้าลง โวลุ่มเริ่มน้อย อันนั้นแหละ พอที่จะเรียกว่า divergence

คือคน เริ่มที่จะไม่เห็นด้วยกับเทรนด์นั้นแล้ว ซึ่งมันอาจจะลงต่ออีกสักหน่อย แต่มีนสิทธิ์กลับตัว

divergence มันอยู่ที่เรามองว่าคนอื่นคิดยังไงกับเทรนด์ของมัน ถ้าเห็น สัญญานขัดกันแบบในตำราแล้วซื้อหรือขายเลย ตลอด มันไม่ใช่ว่าจะถูกนะ สัญญาน divergence ไม่ได้หมายถึงว่า มันจะกลับตัวเลย แต่มันคือ คนเริ่มชะลอและไม่เห็นด้วยกับทิศทางหลักของมันแล้วครับ

--------------------------------------------------------------------------
Jade Sada
ครับ อันนี้พี่เล่นแบบ ถือ 3-7 วัน ประมาณนี้ใช่มั้ยครับ

---------------------------------------------------------------------------
Thai Trader
หุ่นที่ถืออยู่ตอนนี้ก็ถือเกือบเดือนแล้วครับ ตั้งแต่เห็นสัญญานก็เก็บมาเรื่อย เห็นสัญญานให้ขายทิ้งก็ค่อยขายทิ้ง

--------------------------------------------------------------------

Jade Sada
ขอบคุณครับ ผมพอ จะเข้าใจ มากขึ้นแล้ว แต่ การนับ elliot นี่ หลายคนนับ ก็นับไม่เหมือนกัน หรอครับ ผมเคยศึกษา แต่ พอเจอคำนี้ เข้าไป ก็ เลิกเลย 555 จะไม่ใช้ ได้มั้ยครับ อันนี้

-----------------------------------------------------------------------

Thai Trader
อย่าไปกลัวจะนับผิด เพราะนับไปมันผิดอยู่แล้ว ในการนับเวฟ ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ อย่างเซทตอนนี้เป็นต้น มันจะมีเงื่อนไขแยกได้สอง ทาง (เพิ่มเติม หรืออาจจะมากกว่านั้น) มันก็หมายความว่าจะมีทางหนึ่งผิดจริงไหม อีกทางหนึ่งถูก คือทางที่เราจะวางแผนไปกับมัน

ใครที่ทำบอกว่านับเวฟแม่นนับถูกตลอดนี่โม้แล้ว การนับเวฟ มันให้โครงสร้าง ถ้าคนเป็นโปรแกรมเมอร์ มาก่อน จะคิดว่ามันเหมือนเป็น flow ของระบบหนะ ระหว่าง flow มันจะมีเงื่อนไขให้ตัดสินใจ อะไรเกิดขึ้นจริงก็ไปตามนั้น

ถ้าไม่เริ่มตีเวฟผิดๆ วันนี้ ก็ไม่มีทางตีถูกแล้วละ ครับ ลองดูๆ 





วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แนวรับแนวต้านของกราฟราคามีแรงดึงดูดกันนะครับลองมาดูกันเลย

เมื่อเราสังเกตุพฤติกรรมของราคาหุ้นบนกราฟหุ้น เราจะพบว่า ไม่ว่าจะเป็น Uptrend Downtrend หรือ Side way  ราคาหุ้นมักจะวิ่งเข้าหาจุดใดจุดหนึ่งเสมอ ถึงแม้ว่าราคาจะเลยจุดนั้นไปแล้ว ก็มักจะวกกลับมาที่จุดนั้นอีกในภาย หลัง

จุดที่ว่านี้เองคือสิ่งที่เราเรียกว่า แนวต้าน แนวรับ และพฤติกรรมของราคาหุ้นที่มักจะวิ่งเข้าหาแนวต้าน แนวรับนี้เอง ที่ทำให้ Thai Trader คิดว่า มันมีแรงดึงดูดต่อกัน

การได้มาซึ่งแนวรับแนวต้านนั้น มีหลายวิธีและ Thai Trader เขียนให้ดูเสมอๆว่าเราได้มาอย่างไร ทั้งจากบทความ หรือเพื่อนๆสามารถแกะจากกราฟที่ผมตีด้วยเช่นกัน ตอนนี้เราคงจะไม่พูดถึงการหาแนวรับแนวต้าน เพื่อนๆสามารถหาอ่านได้ในบล๊อกนี้เลย

   

ในส่วนของราคาจะมีลักษณะดังนี้

  • ถ้าราคาเป็นขาขึ้นราคานี้จะมีประจุเป็น +
  • ถ้าราคาเป็นขาลงราคานี้ก็จะมีประจุเป็น -

ในส่วนของแนวรับแนวต้านจะมีลักษณะประจุแบบนี้ครับ

  • แนวรับจะมีประจุเป็น -
  • แนวต้านจะมีประจุเป็น +
เมื่อเราตีกราฟแล้วได้แนวรับแนวต้านเรียบร้อย สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างราคาปัจจุบันและแนวรับแนวต้านจะเป็นแบบนี้ครับ

แนวรับอยู่ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน และแน่นอนแนวต้านอยู่สูงกว่าราคาปัจจุบัน โดยที่พฤติกรรมของแนวรับแนวต้าน ที่เกิดกับราคาจะขึ้นกับเทรนด์ของราคาโดยที่จะแยกดังนี้

เมื่อเทรนด์ของราคาหุ้นเป็นขาขึ้น(มีประจุ+) แนวรับจะดูดราคาลงมา ให้ยืนอยู่ที่แนวรับ (แนวรับมีประจุ-) ประจุต่างกันจะดึงดูดกัน

ในส่วนของแนวต้าน(มีประจุเป็น +) ในขาขึ้นนี้จะเป็น + เจอ + ดังนั้นแนวต้านจะคอยดันราคาไม่ให้ผ่านไปง่ายๆ

และในส่วนของขาลงก็จะเป็นคล้ายๆกันโดยที่ แนวรับจะคอยดันราคาในขาลงไว้ไม่ให้หลุดไปง่ายๆ (เป็น - เจอ -) ส่วนแนวต้านจะคอยดึงดูดราคาให้กลับขึ้นไปเทสเสมอๆ

ราคามักจะไม่ลอยอยู่ระหว่าง แนวรับแนวต้าน นานๆ มันจะวิ่งไปหาแนวรับแนวต้านที่ใกล้ที่สุดก่อนเป็นอันดับแรกครับ

แล้วแนวรับแนวต้านที่เราตีไว้มีพลังในการดูดหรือผลักราคาหุ้นแค่ไหนเราจะดูยังไง จะอธิบายให้ในตอนนี้แหละครับ

พลังของแนวรับแนวต้านมีมากน้อยแค่ไหนให้ใช้วิชาที่เราได้ศึกษามาก่อนหน้านี้มาวิเคราะห์ครับ หลักๆจะเป็นดังนี้

  • Elliott Wave เมื่อเวฟถึงจุดกลับตัวแล้วแนวรับเป็นเวฟอื่นแล้ว แนวรับหรือแนวต้านตอนนั้นจะมีแรงค่อนข้างมาก เช่น เมื่อนับเวฟขาขึ้นมาเจอเวฟ ที่ 3 แนวรับที่มีแรงมากที่สุดจะอยู่ที่ปลายยอดเวฟ 1  ตรงนี้มักไม่ค่อยหลุด จะถูกดูดมาตั้งหลักที่นี่เสมอ(ยกเว้นพลัง + ของขาขึ้นมีมากจริงๆ) 
  • การจับสัญญานของ เครื่องมือ oscillator ในส่วนนี้จะเป็นการจับสัญญาน convergence divergence ผมจะให้ความสำคัญกับส่วนนี้ที่สุด เพราะมันจะเป็น วิเคราะห์ อารมณ์ของคนในตลาดตอนนี้ได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น อุปสงค์ อุปทาน มากขึ้นหรือน้อยลงแล้วหรือยัง คนเริ่มซื้อน้อยลง แสดงว่าแนวต้านนี้ จะมีแรงสูง คนขายมากขึ้น แนวรับใกล้ๆนี้ก็จะมีแรงน้อยลงเป็นต้น ตรงส่วนนี้ เมื่อใช้ร่วมกับ Elliott wave จะยิ่งทำให้เราวิเคราะห์ความแข็งอ่อนของแนวรับแนวต้านได้แม่นยำที่สุดครับ อันนี้ให้ ขีดเส้นใต้ไว้เลยว่า ถ้าคุณจะเป็นนักวิเคราะห์เทคนิค อย่ามองข้ามส่วนนี้เด็ดขาด จังหว่ะเข้าออกที่ถูกต้อง เกิดมาจาก หัวข้อนี้แหละ
  • แนวรับซ้อนรับ แนวต้านซ้อนต้าน เหตุการณ์นี้จะเกิดเมื่อมีแนวรับแนวต้านที่มีนัยสำคัญสองอันขึ้นไป วางไว้ใกล้เคียงหรือเป็นจุดเดียวกัน เช่น แนวต้านจากเทรนด์ไลน์ ที่วางทับกันกับ เวฟ 5 จาก Elliot wave พอดี หรือ แนวรับจาก ema200 ที่วางทับกันกับ trend line และ Oscillator เกิดสัญญาน bullish divergence ร่วมด้วยอีก แบบนี้ก็แสดงว่าแนวรับนั้นโคตรแข็ง โคตรมีแรงผลักราคาสำหรับขาลงครับ

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อแรงผลักแรงดูด จากแนวรับแนวต้านนั้นถูกเบรก คำตอบก็คือ เมื่อแนวรับหรือแนวต้านนั้นถูกเบรก ประจุของมันก็จะเปลี่ยนขั้วทันที เช่น ทีแรกแนวต้าน มีประจุเป็น + ในขาขึ้น เพราะงั้น แนวต้านนี้จะพยายามผลัก ราคาให้ลงไปหาแนวรับใช่ไหมครับ แต่เมื่อแนวต้านนี้ถูก เบรก มันก็จะกลับขั้ว จาก + เป็น - จากแนวต้านกลายเป็นแนวรับทันที

ถ้าก่อนนี้มันเป็นแนวต้านที่แข็งแกร่ง มันก็จะกลายเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งเช่นเดียวกัน เช่น ราคาลงทำเวฟ 2 และมาเจอแนวต้านที่เป็นเวฟ 1 ซึ่งมี ema200 วางทับอยู่อีกชั้น แถมยังมีเทรนด์ไลน์ ของขาลงพาดเอาไว้อีกด้วย เราจะถือว่าตรงนี้เป็นต้านที่แข็ง เป็นต้านปลายเทรนด์ก่อนวิ่งเข้าสู่เวฟ 3 การเบรก ต้านนี้ ก็จะเป็นการ confirm ถึงการเปลี่ยนเทรนด์ ที่สำคัญ โดยปกติ Volume จะพุ่ง ทันที่ที่เบรกช่วยเป็นการ confirm ถึงการเปลี่ยนเทรนด์ และconfirm ว่า แนวต้านที่ถูกเบรกนี้ จะกลายเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งด้วยครับ(ช่วงนี้มีแนวนี้ตรึมลองไปหาดูกันในกราฟของหุ้นรายตัวไปครับ)

หลักการสำคัญในการวิเคราะห์แนวรับแนวต้านหุ้นคือ

  1. เราต้องหาเทรนด์ของราคาหุ้นบนกราฟว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง (ส่วน side way เดี๋ยวจะว่าอีกที)
  2. แนวรับแนวต้านจะทำ action กับลักษณะของตลาดจากข้อแรก
  3. ดูแรงของแนวรับแนวต้านนั้นๆว่าแรงแค่ไหน
  4. ถ้าถูกเบรกไม่ว่ารับหรือต้านมันจะกลับขั้วทันที
  5. โวลุ่มจะช่วยบอกว่าแนวรับแนวต้านอันไหนมีแรงมากกว่ากัน
รูปนี้จะเป็นตัวอย่างการวิเคราะห์แนวรับแนวต้านของตลาดหุ้นไทยเรา set index ครับ




ตอนนี้เบรกต้าน1440 จึงกลายเป็นแนวรับ

แนวรับแถวๆ1340-1350 เป็นเวฟ3 เก่าเป็นแนวรับสำคัญมากเพราะเมื่อนับเวฟ ย่อยมันจะเป็นเวฟ 5 พอดี macdส่ง bullish divergence โวลุ่มก็เข้าถ้ามีการลงมาในช่วงเวฟc อีกรอบ ตรงนี้จุถือว่าเป็นแนวรับสำคัญครับ

1490 เป็นต้านต่อไปเป็นต้านซ้ำซ้อนนะมียอดเดิม 2 อันวางอยู่แถมใกล้ๆกันมีema200 พาดอยู่ เป็นเวฟ 4 เดิมด้วย ตรงนี้จึงเป็นต้านสำคัญของช่วงใกล้ๆนี้


1530 เป็นต้านสำคัญสุดของการกลับตัวนี้ราคาตรงนี้อาจจะเป็นจุดเวฟ b ที่อาจจะกลับตัวเป็นเวฟ cตรงนี้ต้องจับตามากๆ 61.8% เป็นจุดต้องระวัง ถ้าไม่ผ่านตรงนี้ อาจจะลงไปถึง แนวรับแถวๆ1340-1350 ซึ่งก็คือส่วนที่เราถือว่าเป็นรับที่ดีจากรอบที่แล้วนั้นเอง

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วิเคราะห์หุ้น หุ้นไทย SET INDEX ใกล้กลับตัวหรือยัง ต่อ

จากโพสที่แล้ว วิเคราะห์กราฟ SET จังหวะกลับตัวใกล้เข้ามาแล้ว เรามาต่อกันด้วยกราฟของวันนี้ ว่าราคาหุ้นตอนนี้ และสัญญานทางเทคนิคต่างๆมีสภาพเป็นยังไง แล้วพร้อมหรือยังที่จะก้าวสู่รอบต่อไปกันครับ
   

   จากราคาแถวๆ 1650 ตลาดหุ้นของไทยเรา เริ่มตกลงมา ตรงหมายเลข 1 จัดเป็น WAVE 1 สำหรับการนับ Elliott wave ของ set

หลังจากรีบาวทำเวฟ 2 และลงทำเวฟ 3 และที่ราคา new low ที่ 1340 ก่อนหน้านี้ ถือเป็นจุดที่เราสงสัยว่าจะเป็นจุดจบ wave 5 ของขาลงรอบนี้ ดังนั้นการตีกราฟครั้งนี้ ตั้งสมมุติฐานว่าตรงนั้นเป็นจุดจบนะครับ เราจะมาดูว่ากรณีที่ตรงนั้นเป็นจุดจบ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปบ้าง

ดูหัวข้อก่อนหน้านี้เกี่ยวกับกราฟเซทได้ที่

มาว่ากันต่อว่าถ้าตรง 1340 นั้นเป็นจุดกลับตัวจะเกิดอะไรขึ้น แต่ว่าก่อนอื่นมาดูช่วงราคาของวันนี้กันก่อน

1. จากในรูปที่เขียนบอกไว้ว่า "5 หรือเปล่า ถ้าใช่ให้เริ่มนับตรงนี้เป็นเวฟ A" ตรงจุดนี้เมื่อไปวัดสัญญานกับ WAVE 3 เราจะเห็นว่ามันเกิด Bullish Divergence นะ นั้นหมายความว่า ความแรงในการลงเริ่มน้อยลงแล้ว คนที่อยากขายก็ได้ขายออกไปมากแล้วเหมือนกัน เรียกได้ว่าฝรั่งขายเป็นมูลค่าจะเท่ากับที่ซื้อมาเมื่อปีที่แล้วแล้ว (แต่ฝรั่งยังมีหุ้นเหลืออีกเยอะ อย่าลืมว่าเขาซื้อถูกมาขายแพง จำนวนที่ขายออกจึงน้อยกว่าตอนที่ซื้อ) 

นั่นหมายความว่าตั้งแต่ เลข 1 มาถึงจุดที่เราคาดหมายว่าจะเป็นเลข 5 นี้มีโอกาสกลับตัวสูง เมื่อจบเวฟ 5 นี้แล้วจะเริ่มเด้งระยะกลางกันสักครั้ง โดยที่เราไม่ได้ตีว่าตลาดหุ้น set ของเราจบขาลงนะ ให้ถือว่าตรงนี้เป็นเวฟ A ไว้ก่อน เด้งขึ้นมามีจุดสังเกตุอีกทีว่าจะจบขาลงจริง หรือ จะเป็นแค่เด้งขึ้นทำเวฟ B ก่อนลงทำเวฟ C อีกครั้งครับ ตรงนี้จับใจความดีๆว่า มันอาจจะมีเหตุการณ์ที่ลงได้หนักพอๆกับช่วงจากเลข 1-5 อีก

ก่อนจบจุดนี้มาดูที่เลข 5 เราจะเห็นว่ามันมีเวฟย่อยที่เราคาดไว้ว่าเป็น wave 1-wave 5  เราจะเห็นได้ว่า รูปแบบของราคา มันทำให้เห็นว่าจบเวฟ 5 จริง แต่ว่า ไปดูช่องทางขวาจากรูป ที่ Macd ตรงที่ผมขีดเทรนด์ไลน์สีเหลืองไว้ ระหว่างยอดที่เราคาดว่าจะเป็น wave 3 กับ wave 5 มันยัง convergence นะ ถ้างั้นเราอาจจะตั้งข้อสงสัยว่าเวฟย่อยนี้ อาจจะยังไม่ใช่ wave 5 จริงๆ มันอาจจะเป็นแค่ wave 3 ที่รีบาวน์ไปทำ wave 4 เพื่อที่จะย่อลงมาทำ wave 5 ที่จบ เลข5 ของขาลงหลักอีกที

ตรงนี้เราจะวัดได้ยังไงว่ามันจบwave 5 ย่อยแล้ว เราก็มาดูที่ข้อต่อไปกันเลย

2. จากรูปที่เขียนบอกไว้ว่า "เส้นเหลืองชี้ชะตาว่าเป็นเวฟ 3 ย่อยหรือว่าจบเวฟ 5" ตรงนี้เป็นจุดเดียวกับ wave 1 ย่อย ซึ่งปกติจะเป็นจุดต้านของwave 4 คือจะขึ้นหรือลงก็จะไม่ overlap กับ wave 1  นั้นหมายความว่า ถ้าราคาเบรกที่ wave 1 จะถือว่าจุดต่ำสุดก่อนหน้านั้นคือ wave 5 ที่เป็นจุดจบของขาลงหลักนี้  เหตุการณ์แบบนี้ จะเกิดได้เมื่อราคามันใกล้จุดกลับตัวมากๆ คนในตลาดว่าจะกลับตัวมันเลยเกิดสัญญาน false ได้ครับ

แต่ว่าถ้าไปชนตรงนั้นแล้วย่อลง ก็มีสิทธิ์ที่จะลงทำเวฟ 5 ให้สมบูรณ์ โดยอาจจะลงต่ำกว่าหรือเท่ากับ Low ที่ผ่านมาก็ได้ ดูลักษณะของ Macd แล้วลงต่ำกว่าก็ยัง Bullish convergence อยู่ดีครับ 

3. จากรูปที่เขียนบอกไว้ว่า "จุดทดสอบเวฟBในอนาคต" ที่ราคาแถวๆ 1530 นั้น มันจะเป็นจุดที่จะวัดว่า ไอ้การลงรอบที่ผ่านมานี้ จบบริบูรณ์ แล้วหรือยัง หรือจะเป็นแค่เวฟ A (ABC)  ถ้าไปชนแล้วย่อลง ก็จะเป็นการเริ่มต้นขาลงสู้ WAVE C ถ้าเบรกตรงนี้ได้ก็จะไปวัดลักษณะเดิมที่จุดต่อไปในข้อ 4

4. ที่ "จุดทดสอบขาขึ้นอีกครั้งในอนาคต" ตรงนี้ที่ราคา 1650 ซึ่งเป็น hi เดิม จะเป็นการเทสครั้งสุดท้ายของ WAVE B ถ้าเบรกได้ ก็จะถือเป็นขาขึ้นสมบูรณ์ แต่ถ้าเบรกไม่ได้ จะเป็นการลงทำ WAVE C ครับ

สุดท้าย ให้ลองเอาไว้ใช้เป็นกรณีศึกษา ถ้าตั้งใจอ่านดีๆ จะได้ความรู้เรื่อง การจับสัญญาน รูปแบบของกราฟราคา และลักษณะโดยทั่วไปของ Elliott wave ครับ อ่านดีๆจะได้ความรู้ต่อไปแน่นอน


วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วิเคราะห์หุ้น intuch กันแบบละเอียดชัดๆกันเลยครับ

INTUCH หุ้นที่เพื่อนในเพจเราแนะนำมาเมื่อวาน ตัวนี้ในส่วนของเวฟขาลงมัน ให้สงสัยได้ว่ากำลังเป็นเวฟ 5 แต่ยังไม่สมบูรณ์ ราคาอาจจะไปเจอกับตรงเทรนด์ไลน์แล้วย่อลงอีก ก็ได้ ถ้าย่อ แนวรับแรกเป้น75.5 นั้น หรือถ้ามันลงต่ำกว่านั้นนี่ยิ่งดี จะได้จับสัญญาน divergence ชัดๆ

   
ตัวนี้ลองสังเกตุนะครับจากโพสที่ผมโพสเรื่อง pattern ไปก่อนหน้า ตรงเลข 3 ที่กราฟ ราคา จะเห็น wave 3 , wave 5 ซึ่งเวฟ 5 ทำ new low ใช่ไหมครับ

ทีนี้ไปดูที่ส่วนของ rsi จะเห็น ว่าช่วงนั้นทำ divergence ใช่ไหมครับ  การเกิดแบบนี้ จะทำให้เราสงสัยได้ว่ามันกำลังจะจบเวฟ 3 ใหญ่(เลข3) ดังนั้นอาจจะมีการเด้งไปทำเวฟ 4 เป็นต้น

ทำไมเราถึงคิดว่ามันเป็นเวฟ 3 ไม่ใช่เวฟ 5 ใหญ่ที่จะกลับตัวเป็นขาขึ้นเลย ก็เพราะว่า  จากเลข 1-3 สัญญานใหญ่มันยังบอกว่าเป็น convergence นั้นหมายถึง มันมาทางไหนก็จะยังไปทางนั้นอยู่ มาทางลงก็จะเด้งแล้วมีสิทธิ์ลงต่อ ตรงนี้เป็นอาการปกติของเวฟ 3 สิ่งที่จะแสดง divergence จะไปเกิดที่เวฟสุดท้าย

ทีนี้มาดูจุดที่เราสงสัยว่าจะเป็นเวฟ 5 จะเห็นว่า จากเลข 3,5 ลองดูที่ macd นะครับ ตรงนั้นจะเห็นว่า macd ลงต่ำน้อยลง

เสียดายอย่างเดียวตรงส่วนกราฟราคาที่ลงคราวก่อนตรงเลข 5 น่าจะลงต่ำกว่าเลข 3 ไปเลย จะได้รู้แล้วรู้รอด

จากที่มันไม่ลงต่ำกว่า3 นี้เราตั้งข้อสงสัยอะไรได้บ้าง คำตอบก็คือ
1 อาจจะมีการลงต่ำกว่า 3 อีก
2 ถ้ามันเบรกเส้นเทรนด์ไลน์สีฟ้าขึ้น เวฟ 5 อาจจะจบที่ตรงนั้นแหละถือเป็นเวฟ 5 แบบ ไม่สมบูรณ์ ผมจำที่เขาเรียกว่าอะไรไม่ได้ละที่เวฟ5 อาจจะไม่ถึงเวฟ 3

ทีนี้ลองมาคิดกันว่าตลาดคิดยังไงกับราคารูปแบบนี้
- ราคาแถวๆ72 เป็นจุดที่เป็นเวฟ 4 ขาขึ้นรอบที่แล้ว มันเป็นแนวรับที่คนส่วนใหญ่ลุ้นกันไม่ให้หลุด(ขึ้นกับสถานการณ์รวมของตลาดด้วย)

- ตรงเลข 3 ตอนที่ราคามาถึงตรงนั้น จากสัญญาน divergence เล็ก ที่บอกข้างบน คนสงสัยว่ามันอาจจะเป็นเวฟ 5 นะ และถึงยังไงอย่างน้อยมันต้องเป็นเวฟ 3 ที่มีเด้งเป็นเวฟ 4 แน่ จะเห็นว่าตอนที่เด้ง ในช่องโวลุ่มก็เพิ่มขึ้นไปจนถึงเลข 4 เลย แต่มากไหมก็ยังไม่มากเมื่อเทียบกับช่วงอื่น เพราะอะไร ก็วนกลับไปที่บอกว่าภาพใหญ่ยัง convergence มัน divergence เฉพาะภาพเล็ก คนยังกลัวว่าจะมีลงอีกรอบ ดังนั้นคนจะขายก็ยังไม่อยากขายเท่าไหร่เพราะกลัวว่าถ้ามันเป็นเวฟ 5 จะไปขายที่ต่ำสุด แต่คนจะซื้อ ก็ไม่อยากซื้อ หรือซื้อก็ซื้อแบบระวังๆเพราะมันมีสิทธิ์มีเวฟ 5 ตามมา ทำให้ราคาขึ้นไปขนาดนั้น แต่โวลุ่มไม่ได้เยอะมากสมราคาเลย เพราะคนยังกล้าๆกลัวๆ

-จากเลข 4 ลงมาแถวๆ เลข 5 ดู macd มันลงมาไม่มาก เพราะอะไร เพราะคนที่จะขายในตลาดขายไปเยอะแล้ว ในส่วนของโวลุ่ม เพิ่มขึ้นมากกว่าตอนที่ขึ้นไปที่เวฟ 4 เพราะอะไร เพราะว่าคนที่คิดว่ามันอาจจะเป็นเวฟ4 และกำลังจะลงทำเวฟ 5 มั่นใจแล้วว่ามันลงเวฟ 5 แน่ก็ต้องขายออก โวลุ่มเลยเยอะกว่าตอนมันขึ้นทำเวฟ4

- ทีนี้ลองดูตรงที่ชิดๆเทรนด์ไลน์ราคาปัจจุบันนะครับ ราคาเด้งจากเลข 5 ไปชิดเทรนด์ไลน์นั้น แต่ว่าโวลุ่ม กลับลดลง เพราะอะไร เพราะคนในตลาดเห็นว่าที่ราคาเลข 5 ก่อนหน้านี้ มันยังไม่คอนเฟิร์มมาต่ำกว่า 3 มันจึงไม่เรียกได้เต็มปากว่า bullish divergence แล้วโว้ย นั้นก็คือมีสิทธิ์ที่จะลงไปต่ำกว่านั้นอีก คนเลยยังไม่กล้าเข้า แถมยังไปชิดแนวต้านที่เทรนด์ไลน์นั้นอีก ตอนนี้ส่วนมากเลยนั่งดูรอความมั่นใจ ถ้าลงรอบต่อไปแล้วdivergence ของ3 กับ 5 ยังอยู่ไม่หาย อาจจะเป็นจุดซื้อที่ดีกว่า

- แต่ถ้าเบรก เทรนด์ไลน์นั้นไปได้ ผมคิดว่าคนจะมั่นใจขึ้น โวลุ่มก็จะตามมาแน่ๆ แต่จะไปชะลอที่เลข 4  และถ้าเบรก4 ได้ คราวนี้กระโดดขึ้นรถให้ทันเขา




เทคนิคคอลหุ้น Patterns หลอก breakout จริง หรือไม่ ลองมาอ่านที่นี้ครับ

ผมคิดว่าเวลาเราศึกษาเทคนิคคอลของหุ้น เรื่อง patterns ยังค่อนข้างมั่วอยู่ เลยมักถูก patterns หลอกประจำ เลยขอเล่าเรื่องนี้ให้อ่านกันเล่นๆนะครับ

เวลาเราใช้ patterns จับทิศทางราคา ถ้าใช้โดดๆโอกาสทายถูกแทบจะถือว่าต้องใช้โชคดีอย่างเดียว ถ้าจะให้ใชัได้ดี ควรใช้ร่วมกับสิ่งอื่น

   
1 ใช้ร่วมกับ Elliott wave ในจุดสิ้นสุดของเวฟ เช่นเวฟ 2 4 เมื่อเกิด patterns ต่างๆมันจะทำให้เรายิ่งคาดได้ว่าหลังจาก breakout แล้วมันจะไปตามเวฟต่อไปทางไหน

2 ใช้ร่วมกับสัญญานทางเทคนิคอื่นๆเช่น MacD เมื่อสงสัยว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของ เวฟ กราฟได้สร้าง patterns และสัญญานทางเทคนิคนี้คอนเฟิร์มการเบรก Divergence กลับตัว Convergence เบรกลงต่อ เราจะจับทิศได้มากกว่า

3 เมื่อ patterns breakout แล้ว ตัวโวลุ่มจะคอนเฟิร์มอีกทีว่าเบรกจริงหรือเบรกหลอก

chart patterns มันไม่ได้ไรเหตุผล มันเป็นการดูอารมณ์และอุปสงค์กับอุปทาน ของตลาดจริง ดังนั้นมันต่างกับการจดจำชื่อหรือรูปแบบของ patterns นะครับ จำได้ก็ดี แต่ผมว่าวิเคราะห์ให้ออกว่ามันทำไมถึงเป็นแบบนั้นจะดีกว่า

chart patterns จะมีอยู่หลักๆ 3 แบบ


1 ไปชนแนวต้าน/รับแล้วเทสแนวต้าน/รับนั้น แล้วถึงกลับตัว มักเกิดเมื่อจบเวฟ
2 ไปชนแนวต้าน/รับแล้วเทสแนวต้าน/รับนั้น แล้วถึงไปต่อ มักเกิดเมื่อจะเบรกแนวต้านเก่าเพื่อไปสู่เวฟถัดไป
3 patterns ที่แสดงถึงความยังไม่แน่ใจ ราคาบีบบเข้าสุดท้ายเบรกไปทางไหนทางหนึ่ง เกิดเมื่อใกล้จบเวฟพักตัว

ทั้ง 3 ข้อเป็นได้ทั้งขาขึ้นขาลง
ดังนั้นเมื่อเพื่อนๆถามผมว่า ราคาตอนนี้เป็น patterns นั้นหรือนี่หรือเปล่า ผมตอบรวบเลยไม่รู้จริงๆครับ แต่ถ้าถามว่าคนในตลาดคิดยังไงกับราคาที่ออกมาในกราฟทรงนี้ แบบนี้ถึงพอจะกล้อมแกล้มบอกได้ว่าคนคิดกันแบบไหน

ขนาด patterns ยังไม่รู้เรื่อง การอ่านแท่งเที่ยนนี่ยิ่งไม่รู้เลย(สำหรับผมนะ ผมว่ามันสั้นมาก มากเกินที่โชคดีของผมจะทำงานกับมันได้ผลน่ะ)

หลักสำคัญ เลยใช้สิ่งที่บอกข้างบนมาดูว่าตอนนี้ราคามันอยู่ช่วงไหนของรอบ ช่วงที่เกิด patterns คือช่วงที่กำลังวัดใจ ราคาจะเบรกไปทาง ที่สัญญานกับ คลื่นที่เหลือบอก (ทั้งนี้ถ้าไม่มีข่าวรุนแรงมากระทบนะครับ)

กำลังซุ่มเขียน ebook ที่จะรวมทั้ง สามหัวข้อหลักคือ chart patterns , elliott wave ,แล้วก็การจับสัญญาน มาไว้อยู่ คงอีกพักใหญ่เพราะทำเรื่อยช้าจัง 555

picture from www.investopedia.com

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

จับตาelliot wave เวฟ5 ของขาลงของ set index รอบนี้

#กราฟsetday
   
 วันนี้วุ่นทั้งวันไม่ได้โพสไรเลย เริ่มว่างเลยเอาตัวขยายจากกราฟที่ตีก่อนหน้านี้มาฝาก จาก วิเคราะห์กราฟ Set Index

ตรงส่วนที่บอกว่าเป็นส่วนของเวฟ 5 จะเห็นว่าตอนนี้เกาะๆแถว 61.8% ถ้าเบรกตรงนั้นไปต้านที่เวฟ 4 ตรงนี้ถ้าเบรกได้จะดูดีอย่างที่บอกในกราฟก่อนนั้นแต่ถ้าย่อลง อาจจะไปเทสที่ 1350 อีกรอบ รายละเอียดหลักๆ คลิกเข้าไปดู ใน tag ที่เป็นลิ้งค์ นั้นนะครับ



วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ตีกราฟทอง หาจุดกลับตัวทำกำไรทางเทคนิคแบบเข้าใจง่ายพร้อมอธิบายให้ศึกษาไปด้วย

ราคาทองคำในส่วนของการวิเคราะห์กราฟทองไม่ได้ตีนานแต่ไม่ได้ทิ้งหรือไม่จับตา ที่ไม่ค่อยได้เอามาโพสเพราะว่าเล็งสัญญานกลับตัวเหมือนกัน สัญญานกลับตัวที่เห็นระยะยาวที่สุดก็ที่กราฟชั่วโมงลงไป นั้นหมายถึงมันเป็น มันกลับขึ้นก็เป็นกลับสั้น

   
ภาพใหญ่กว่านั้นรอมันทำ new low มาตั้งแต่ปลายเดือนเมษา จะได้รู้เรื่องเสียเทียว่ามีสัญญานกลับหรือยังก็ยังไม่ยอมลงต่ำกว่านั้น

ถ้าจะถือว่าเด้งให้ได้กินสั้นนี้(สั้นในแบบคนเล่นทองแท่งนะ)มันควรจะมีราคากลับเข้าไปในกรอบเทรนด์ไลน์สีส้มนั้นก่อน

ในเมื่อมันไม่ลงต่ำกว่าที่ว่าและไม่ขึ้นไปสูงกว่าที่หวัง มันก็คือไซด์เวย์นั้นเอง ดั้งนั้นถ้าไม่ได้เล่นระหว่างวันสั้นๆเข้าไปซื้อตอนนี้ต้องบอกว่าทิศทางคลุมเครือ อยู่นะ

เมื่อมาดูในส่วนเวฟ elliott wave จะเห็นสองเวฟใหญ่แรกก่อนหน้านั้น มี i(a) ซึ่งถือว่าเป็นเวฟ i ของจาลงใหญ่ กรณีลงแบบคลื่นส่ง(impulse wave) ส่วน (a) ในวงเล็บก็คือสมมุติฐานว่าถ้าลงเป็นแบบ abc correction wave ทั่วไปหลังจากจบเวฟ i(a) นี้ ก็เด้งเกิดเวฟ ii(b) ไปที่ 61.8% ของเวฟ i(a) ตามตำราที่พูดกันบ่อยๆนะครับ

ในส่วนของขาลงรอบนี้เป็นการทำเวฟ iii(c) นั้นหมายถึงว่าอาจจะจบรอบลงรอบใหญ่นี้ถ้าเกิดเหตุการณ์เวฟ c เป็นจริง แต่ถ้าเวฟ iii เป็นจริงต้องบอกว่าการที่ดอยอยู่ตอนนี้จะกลายเป็นเรื่องเด็กๆไปเลย เด็กๆยังไงเดี๋ยวมาว่ากันอีกที

ตอนนี้มาพูดถึงรายละเอียดย่อยของเวฟ iii(c) กันก่อน ในส่วนนี้ กินเวลามาร่วมๆ 10 เดือนแล้ว  เวฟย่อยของมันที่เป็นไปได้มากที่สุดตอนนี้คือ {iii} เพิ่งจบ นั้นหมายความว่าสิ่งที่มีโอกาสเกิดต่อไปนี้คือ

ไปทำเวฟ {iv} ก่อนที่จะมีการลงทำเวฟ {v} ด้วยเหตุนี้แหละในระยะกลางขึ้นไปเราจึงยังไม่เห็นสัญญาน bullish divergence สักที

ดังนั้น ถ้าใครคิดเหมือนกันคือรอสัญญานชัดๆก่อนเข้า ก็ควรจะจับตา ถ้าเกิดราคาลงทำ new low รอบต่อไปนี้ แล้วเกิดสัญญาน bullish divergence สวนเท่าไหร่ ตอนนั้นถึงจะสบายใจที่จะพูดว่าได้ลุ้นขึ้นกลางๆสักช่วง

ค้างมาจากที่จุดที่เราสันนิษฐานว่าจะเป็นเวฟ iii(c) ที่บอกว่าขอ ให้มันเป็น c นั้นก็เพราะว่า ที่ราคาทอง แถวๆ1280 ซึ่งเป็น ขนาด -61.8% ของเวฟ i(a) นั้นเป็นจุดที่ได้ลุ้นจบเวฟ c ที่ดีที่สุด

คงไม่มีอะไรดีปลอดโปร่งไปกว่าที่ราคาลงถึงตรงนั้นแล้วเกิดสัญญานกลับตัว

ในทางกลับกันถ้าลงถึงตรงนั้นแล้วยังหลุด หรือเด้งในแบบ covergence(ลงต่อ) ตรงนั้นก็นรกเหมือนกัน นรกอยู่ลึกแค่ไหนลองไปเปิดดูเส้น ema200 ของกราฟ เดือนดู

ศึกษา elliott wave จากกราฟ set ในกราฟจริงไปพร้อมๆกันต่อเลยครับ

จากโพสนี้ elliott wave กับกราฟ set ตี้ไปพร้อมกับการศึกษา
   

มาอัพเดต กราฟ set กันสักหน่อย จากกราฟเก่า ลองคลิกไปดูรูปในลิ้งค์ด้านบน(ถ้าจะพยายามศึกษาเวฟ elliott wave คลิกกลับไปดูเปรียบเทียบกันจะเข้าใจได้ดีขึ้นครับ)

ตรงจุดที่เราคาดว่าเป็น iii หรือ 3 หรือ c ตอนนี้ภาพก็ชัดแล้วว่ามันคือ iii

และตอนนี้ก็ได้จบ v ซึ่งเป็นเวฟย่อยสุดท้ายของเวฟ 3 ของขาลงนี้ จังหวะขึ้นไปทำเวฟ 4 ขณะนี้มีแนวต้านสำคัญๆอยู่ 3 จุดหลักที่วงไว้

โดยวงบนสุดถ้าเบรกขึ้นไปได้ ความคิดเห็นจะใกล้เคียงกลับเข้าสู่ขาขึ้นที่สุดตามที่เขียนไว้ในลิ้งค์ข้างบนนั้นนะครับ

และถ้าย่อลงมา รอบนี้ก็จะเป็นการเข้าสู้เวฟ5 ขาลงใหญ่ ทีนี้ถ้าลงมาให้จับตาที่แนวรับที่วางเครื่องหมายถูกไว้

ตั้งแต่ปลายยอดเวฟ 3 เป็นต้นไป เริ่มไดเวอร์เจนซ์ divergence เมื่อไหร่ ก็จะเข้าสู่ช่วงใกล้กลับตัวครับ

รายละเอียดแบบละเอียดอ่านจากในโพสข้างบนได้ ผมลองเปลี่ยนมาโพสกราฟเพื่อให้เหมาะแก่การใช้เพื่อการศึกษาต่อยอด ท่านทั้งหลายทักท้วงสอบถามแลกเปลี่ยนแนวคิดกันได้นะ ผมจะได้รู้ว่ามีคนอ่านอยู่ 5555


วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มาเช็คกราฟ set นับเวฟไปพร้อมๆกัน จะได้ศึกษา elliott wave ไปด้วยกันครับ

เขียนบทนี้มาให้อ่านเพื่อให้เราเข้าใจตรงกันเรื่องของเทคนิคคอลในเพจ Thai Trader มันยาวหน่อยแต่รับรองว่าคุณจะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

เห้ยไม่ใช่ละ คุณต้องได้ประโยชน์ดิ

มาดูเซทละเอียดๆกันหน่อยว่าจะกลับตัวหรือยัง พยายามเขียนให้ละเอียดอาจจะยาวหน่อยแต่ถ้าอ่านแล้วคิดตามรับรองได้ประโยชน์ ในการศึกษาด้วยแน่นอน

ไล่ตั้งแต่ แต่แถวๆ 1650 ตรงนั้นเป็นยอด ที่เราพูดถึงกันบ่อยแล้วในกราฟก่อนๆนะครับ ต่อไปจะเป็นส่วนเวฟ ขาลง

- ที่ 1 ตรงเลขนี้ก็คือเวฟ 1 ของขาลงนั้นเองเราเริ่มลาก fibo ที่นี่เพื่อคาดการณ์ ขนาดของเวฟ 2,3,4,5 ที่นี่

- ที่ 2 หรืออาจจะ b เป็นการเด้งไป 61.8% ของ 1 ตามตำราเป๊ะแล้วลงต่อ ส่วนนั้นทำไมถึงอาจจะ b เพราะเราตั้งสมมุติฐานได้ว่าอาจจะเป็นการพักแบบ abc สั้น ถ้าตรง 2 เป็น b แล้ว c มักจะจบแถวๆ 32.8 หรือ 61.8%

- ที่ i เราตั้งสมมุตติฐานได้ว่า เป็นเวฟแรกของเวฟ 3 ใหญ่ เราจะลาก fibo ที่  i เพื่อหาขนาดของ ii iii iv v ซึ่งเป็นเวฟ ย่อยของ เวฟ 3 ใหญ่ โดยขนาดที่วัดนี้ใช้ร่วมกับการวัดที่ 1 ถ้ามันใกล้เคียงกันที่ไหนที่นั้นจะเป็นแนวรับที่สำคัญนั้นเอง

- ที่ iii หรือ3 หรือc จุดนี้มีขนาด132.8% ของเวฟ ย่อย i และ 100% ของ เวฟ 1 มันใกล้เคียงกันถือเป็นหนึ่งในแนวรับที่ดี ซึ่งพอมันเด้ง สมมุติฐาน iii 3 c จึงเกิด แล้วทีนี้เมื่อเวลาจริงมาถึงทั้ง 3 ทางเลือกจะถูกตัดออกทีละข้อดังนี้ครับ จากนี้ไปถึง 4 ถ้ามีย่อลงมาอีก ทำนิวโลว์ c จะโดนตัดออกเป็นอันดับแรก นั้นหมายถึงว่ายังใช้จุดนี้ตัดสินไม่ได้ว่าเป็นเวฟ c สุดท้าย สิ่งที่จะเกิดคือ c ที่ต่ำกว่านี้ หรือเวฟ iv เกิดขึ้น และกำลังจะมีเวฟ v ตามมาซึ่ง v นี้ก็จะเป็นเวฟ 3 ไปด้วย

ความหมายก็คือเวฟ 3 ใหญ่ยังไม่จบนั้นเอง

- ที่ 4 ถ้าไปที่ 4 แล้วเบรกออกจากเทรนด์ไลน์ไปเลย จะตีได้ว่า ที่จุดที่เราคาดว่าจะเป็น c นั้นเป็นจริง และขาลงจบที่นั้นต่อไปนี้กลับเข้าสู่ขาขึ้นอีกครั้งนั้นเอง

แต่ถ้าราคาขึ้นไปจากตอนนี้จนถึง 4 แล้วลงอีก จะตีได้ว่า เวฟ 3 จบแล้ว แถวๆ 1524 การย่อลงครั้งนี้คือย่อไปเวฟ 5

   
เมื่อแกะเวฟและความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้วเราก็ใช้ ตัวจับสัญญานที่เราถนัดมาช่วยย้ำว่าทางเลือกไหนเราควรให้น้ำหนักมากกว่ากัน ส่วนตัวผมชอบใช้ macd เมื่อเช็คดูแล้ว 60 120 240 นาที ล้วนแต่บอกว่าเป็นคอนเวอร์เจนซ์ ทั้งนั้น ส่วนใน timeframe day กำลังเริ่มจะจมน้ำ ใน timeframe 30 หรือน้อยกว่านั้นบอกไดเวอร์เจนซ์ ซึ่งเป็นสัญญานกลับตัวสั้น เพราะในtime frame สั้นๆแบบนั้น จำนวนแท่งเทียนที่เอาไปคำนวน ma เป็น macd นั้นไม่ได้ cover ช่วงเวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นเวฟ แรกมา (ตรงนี้อ่านดีๆจะเข้าใจหลักการใช้ time frame ได้ดีขึ้นครับ)

เมื่อ timeframe หลักๆ คอนเฟิร์มว่า มันเป็นไดเวอร์เจนซ์อยู่ จึงให้น้ำหนักว่าจะเป็นการกลับตัวระยะสั้น เพื่อไปเทส iv หรือ 4 มากกว่าเพื่อน

โดยที่ เมื่อไปถึง 4 แล้วลงต่อแสดงว่า กำลังจะไปเวฟ 5 มีความเป็นไปได้ที่จะไปอย่างน้อยก็ที่เวฟ 3 นั้นเอง แล้วเมื่อลงไปต่ำกว่าเวฟ 3 แล้ว เราก็จะเริ่มเช็คสัญญานกันอีกรอบ ว่ามันมีไดเวอร์เจนซ์ ที่ตรงไหน โดยไล่แนวต้านตาม fibo หลักบวกกับ หาเวฟ ย่อยของเวฟ 5 เหมือนกับที่เราทำกับเวฟ 3 ที่ผ่านมานั้นเอง

จุดที่สำคัญไล่ไปจนถึง 161.8% ซึ่งเป็นท่องคลื่น 4 ของรอบใหญ่ก่อนหน้านี้ตรงนั้นถ้าลงไปถึงต้องจับตาสัญญานให้ดี


สรุปสำหรับเซท ถ้าจากกราฟเพียวๆไม่นับข่าวนับอะไร พวกนั้นเป็นปัจจัยส่วนตัวของใครของมัน กราฟยังไม่มีอะไรบอกว่ากลับเป็นขาขึ้น(แต่เทรนด์ใหญ่สุดนั้นเป็นขาขึ้นแน่นอนอยู๋แล้ว) ส่วนถ้ารีบาวด์สั้นนั้นแม่นแล้วสัญญานบอกมาจากไทมเฟรมที่น้อยกว่า 30 นาทีลงไป

สรุปส่วนเก็บตกความรู้ เวลานับเวฟต้องใช้สัญญานประกอบ ใครถนัดอะไรก็ใช้อันนั้น แต่จะใช้อะไรขอให้รู้ว่า สิ่งที่เราใช้อยู่มันสร้างมาจากอะไร ถ้ายังไม่รู้เซิจกูเกิลดูมีเยอะแยะ เมื่อรู้แล้ว เราจะรู้เองโดยอัตโนมัติว่า เราควรใช้timeframe ไหนในการจับสัญญานสำหรับเหตุการณ์นั้นๆ ต่อไปก็จะไม่มีคำถามอีกแล้วว่า ต้องใช้ไทม์เฟรมไหนในการเทรด

ในส่วนของกราฟราคา แนะนำให้ใช้ไทม์เฟรมที่ดูเวฟย่อยได้เข้าใจพอเหมาะที่สุด พอเหมาะคือแค่ไหน ก็คือ ถ้าคุณดูแล้วเห็นเทรนด์ที่เป็นเวฟย่อยในเวฟใหญ่ได้โดยที่ไม่ปวดหัวกับความรกของมัน ไทม์เฟรมนั้นเหมาะสมสำหรับใช้ดูราคาไล่เวฟแล้ว (คนละเรื่องกับใช้ไทม์เฟรมไหนในการจับสัญญานนะ)

คนส่วนมากมักเข้าใจว่าเทคนิคจะบอกว่าราคาจะขึ้นแล้ว จะลงแล้วราคาจะไปนั้นจะไปนี้ คนส่วนมากก็เลยไม่คิดว่าเทคนิคคอลมันมีเหตุผลพอที่จะใช้ในการซื้อขาย นั้นผิดถนัด ผมไม่ได้บอกว่าผิดที่ไม่คิดว่ามันมีเหตุผลนะ

เพราะว่าถ้าคิดว่าเทคนิคมันบอกว่าราคาจะขึ้นจะลงไปนั้นไปนี้ อันนี้ผมก็เชื่อเหมือนกันว่ามันไม่มีเหตุผล ใครทายแม่นปานนั้นก็อยากเห็นตัวจ๊ะๆ เหมือนกัน

แต่ที่จริงแล้ว เทคนิคเป็นการรวมชุดความน่าจะเป็นต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อเรารวบรวมความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นมาแล้ว สัญญานจะเป็นตัวให้น้ำหนักว่าทางไหนน่าสนที่สุด และเมื่อเวลาผ่านไปเหตุการณ์จริงต่างๆปรากฏ ขึ้นมา ความน่าจะเป็นที่ผิดทางต่างๆก็จะถูกตัดออกไปเรื่อยๆ ทางที่ถูกต้องก็จะปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

ใครจับตรงนี้ไปใช้บริหารความเสี่ยงของตัวเองได้ แค่นี้ก็อยู่รอดปลอดภัยแล้วครับ ตัดทางเลือกที่ผิดออกไป(คัทลอส) เดินไปตามทางที่ถูกเฉลยออกมาเรื่อยๆ(Let profit run) นั้นเอง

การนับเวฟ จะช่วยให้เราอยู่กับทางที่ถูก มากกว่า อยู๋กับทางที่ผิด ถ้าทำไปสักผัก แล้วเห็นว่าเราคัทบอยเหลือเกิน ก็ต้องรีบเช็คแล้วว่า เราเข้าใจตรงไหนผิดกัน

โชคดีมีเงินใช้ครับ

วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

มาลองทำแผนที่กราฟหุ้นส่วนตัวไว้ใช้กันเองดีกว่าครับ

มาลองทำแผนที่หุ้นส่วนตัวไว้ใช้กันเองดีกว่าครับ

ลองเอาไปปรับใช้เพื่อศึกษาหุ้นรายตัวดู กันบ้างครับ เริ่มจาก อย่างที่บอกทุกครั้ง เราไม่ควรฟันธงว่าราคามันจะขึ้นไปถึงไหนถึงจะกลับลง หรือจะลงไปถึงไหนถึงจะกลับเป็นขึ้น

ขอให้รู้ว่าถ้ามันขึ้น ขั้นต่อไปจะไปไหน ถ้าลงจะลงไปไหนแบบนั้นมีประโยชน์กว่า แล้ววางกฏของตัวเองเอาว่าถ้าลง ผ่านจุดไหนเราถือว่ามันคอนเฟิร์มว่าลง อันนี้รายละเอียดของใครของมันตามความเหมาะสมต่อสไตล์ตัวเอง

มาดูจากกราฟที่ตีมาไปเริ่มที่

หมายเลข 0 ตรงนั้นถือว่าเป็นเวฟ ที่ 1 
   
ของรอบใหญ่นี้ เวฟ 1 เตี้ยตามสไตล์เมื่อจบรอบพักตัวก็เริ่มเข้าสูเวฟ 3

หมายเลข 1,4 เป็นสองจุดสังเกตุ ดูยอดคลื่นของเวฟ 3 จะมีขนาดเป็น 161.8% ของเวฟ 1 ใหญ่นะครับ แล้วนอกจากนั้นยังมีขนาดเหป็น 161.8% (อีกแล้ว) ของเวฟ 1 ย่อยของมันเอง

หมายเลข 5 เป็นจุดที่เราต้องระวัง ถ้าราคามันไปถึงตรงนี้ 361.8% ของเวฟ 1 ใหญ่ และมีตำแหน่งใกล้เคียงกันคือเป็น 161.8% ของเวฟ 1 ย่อยของมันเอง

จะเห็นว่าตัวเลขFIBO ที่เรามักใช่มันวนอยู่แค่นี้ ตั้งค่าเครื่องมือให้มันนับ % เพิ่มไปตามที่เคยโพสในบล๊อกให้อ่าน หลังจากนั้นวัดขนาดของเวฟ 1 หรือเวฟ 3 แล้วแต่ถนัด เพื่อหาขนาดคาดการณ์ของเวฟ ถัดไป

ที่จุดที่ตำแหน่งของเวฟได้เลขที่มีนัยยะสำคัญใกล้กัน เราต้องระวัง เมื่อราคาไปถึง คอยจับตาสัญญาน

ไดเวอร์เจนซ์หรือยัง มีพลังหายไปจากกราฟไหม ตามแต่ว่าใครชอบใช้ INDICATOR อะไรจับ

พอทำอย่างนี้แล้ว เราก็จะได้แผนที่ส่วนตัวของหุ้นตัวนั้นๆไว้ใช้ เดินไปใกล้หน้าผาใกล้ดอยจะได้ระวัง

ลองเอาไปฝึกทำเองรับรองมีประโยชน์แน่นอน

เรื่องฟิโบการวัดเวฟ ผมเขียนไว้ในบลีอกถ้าใครสนใจลองหาอ่านเพิ่มได้ครับ ใช้ Fibonacci Retracement ร่วมในการนับเวฟ

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Elliott Wave ตอนที่ 3 ฝึกนับเวฟจากกราฟจริงกันเลยที่นี่

เราผ่านการทำความรู้จัก พื้นฐาน Elliott Wave ซึ่งเป็นการพูดถึงคอนเซปคร่าวๆของ Elliott Wave และนอกจากนี้ เรายังได้รู้จักตัวเลช Fibonacci มากันแล้วจากโพส ใช้ Fibonacci Retracement ถ้าใครยังไม่ได้อ่านก็ย้อนกลับไปอ่านกันได้ครับ เพราะตอนนี้ เราจะเริ่มนับเวฟจริงกันแล้ว

ก่อนอื่นคงต้องบอกก่อนว่าหุ้นที่จะเอาเป็นตัวอย่างผมคงไม่เซนเซอร์ ตัวหุ้นอะไรให้ยุ่งยาก เพื่อนๆจะได้เปิดดูไปและทำไปด้วยกันได้ เพราะการนับเวฟนี้ต้องฝึกต้องทำบ่อยๆ ถึงจะเข้าใจและชำนาญนะครับ และสิ่งที่ผมมักเน้นตลอดคือ การวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นไม่ใช่เป็นการดูเพื่อฟันธงว่า ราคาจะขึ้นหรือลง ดูจากบทความนี้แล้วห้ามเอาไปเป็นหลักในการซื้อขายเด็ดขาด มันคือข้อมูลของกราฟ ที่ช่วยให้เราวางแผนการเทรด และเรียนรู้ เท่านั้น ข้อมูลเหล่านี้ ต้องเอาไปผ่านกระบวนการ ของระบบการเทรด ของตัวเอง ก่อนแล้วถึง ค่อยเคาะซื้อ หรือขาย นะครับ จำไว้ กราฟไม่เคยบอกว่าราคาจะขึ้น ลง แบบชัวร์ๆ มันแค่บอกทิศทางที่เป็นไปได้ เมื่อเราได้ทิศทางเหล่านั้นแล้ว ก็จับข้อมูลที่ได้โยนเข้าระบบที่เราออกแบบไว้ ถึงซื้อขาย อย่ามองหาสิ่งที่ไม่มี ในกราฟครับ

   
เมื่อเข้าใจข้อตกลงกันแล้วเราก็มาว่ากัน ผมลองเลือกหุ้นที่มันดูเห็นภาพง่ายๆก่อนนะครับ ลองเปิดกราฟของ GRAMMY ขึ้นมาเลย เลือก TIME FRAME 120 นาที เจาะดูราคาช่วงตั้งแต่วันที่ 1 กพ 2555 ถึง 28 กพ 2555  จะได้ดังรูป

เราจะเห็นว่าราคาเริ่มขึ้นมาตั้งแต่วันสิ้้นเดือนของเดือน มค จากราคา 17.8 มาเป็น 20.5 ก่อนปิดตลาด วันที่ 5 แล้วหลังจากนั้นราคาก็ย่อลงมาเรื่อยๆตามลำดับ จนลงไปต่ำสุดแถวๆ 19.4 บาท ในช่วงจังหวะที่หุ้นเริ่มขึ้น รอบแรกนี้แหละ เป็นจังหวะสังเกตุเวฟแรก เมื่อเราลองสังเกตุ INDICATOR ที่เราใช้ ดูด้วยก็จะเห็นว่ามันเป็นไปในทิศทางเดียวกับราคา

เรื่องของ INDICATOR ผมคงพูดละเอียดในโอกาสหน้า ส่วนนี้ใครจะใช้อะไรก็ได้ตามแต่ถนัด บางคนใช้สองสามอัน ก็สุดแล้วแต่ ส่วนผม ผมชอบ RSI ที่สุด มันไม่ช้าไม่เร็วเกินไป เข้าใจง่าย ดู overbought และ oversold ได้ง่ายๆ ผมจึงใช้แต่อันนี้อันเดียว ตัวอื่นๆ ไม่ค่อยได้ใช้ บางคนอาจจะใช้ MACD เพิ่ม แต่ผมว่าผมมีวิธี มองเทรนด์ ได้ง่ายๆและได้ผล ด้วยการลากเส้น TRENDS LINE แล้ว ส่วนนี้เคยพูดไปบ้างแล้วในบทความ  ใช้เทคนิควิเคราะห์ทำยังไงลองมาดูกัน รายละเอียดมากกว่านั้นมีโอกาสจะเขียนอธิบายอีกรอบ หรือใครไม่อยากรอ ลองไปดูกราฟที่ผมเคยตีผ่านๆมาแล้วก็ได้ครับ

เมื่อเราจับจุดที่สันนิษฐานว่าจะเป็น WAVE 1 ได้แล้ว ทีนี้เราก็มาใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement วัดหาเป้าหมายของเวฟ 2 3 4 5 กันเลยครับ หลักการมีง่ายๆคือ ลากจากราคาต่ำสุด หรือจุดเริ่มต้นของ WAVE 1 ไปยังจุดสูงสุด หรือยอดคลื่น ของ WAVE 1 ตามรูปเลยครับ


หลังจากลากแล้วเราจะได้เส้น FIBO ที่ลากจากจุดต่ำสุดคือ 100 สูงสุดคือ 0 เส้นที่เกินจากนั้นไปข้างบน จะเป็นจุดที่เราคาดคะเน ราคาของ WAVE ต่อๆไปนะครับ

จากโพสโน้น ตรง กฏพื้นฐานของ Elliott Wave ผมจะมี ขนาดของ WAVE ต่างๆ ในอุดมคติ ของ  Elliott Wave ไว้ให้ ลอง กลับไปดู ต้องบอกว่าอุดมคติ เพราะในชีวิตจริงมันมักจะไม่ตายตัว เราต้องอาศัยประสพการณ์ของเราเองกับหุ้นตัวนั้นๆ ช่วยบอก แต่โดยส่วนมาก ในสถาณการณ์ปกติจะเป็นดังนี้
  1. เมื่อจบเวฟ 1 เวฟ 2 มักจะลง เป็นขนาด 32.8% 50% หรือ 61.8% ของขนาดของเวฟ 1 ขนาดหากันยังไง ก็ให้เอาราคาที่จบเวฟ 1 ลบด้วยราคาที่เริ่มต้นเวฟ นั้นแหละครับ อันนี้ไม่ต้องจำ เดี๋ยวพอถึง ห้วข้อการใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement ในการวัดขนาดเวฟ ก็จะง่ายๆเอง 
  2. เวฟ 3 มักจะมีขนาด 61.8% หรือ 161.8% ของขนาดเวฟ 1 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ว่าตลาดขึ้นแรงแค่ไหน โดยเอาเป้าราคาเวฟ 3 ที่ได้เริ่มนับตรงจุดที่เวฟ 2
  3. เวฟ 4 มักจะย่อลงมาไม่เกินยอดของเวฟ 1 ยกเว้นใน future มักจะให้ลงเยอะกว่าได้ครับ
  4. เวฟ 5 มักมีขนาด 323.6% ของเวฟ 1โดยให้เริ่มนับที่จุดสิ้นสุดเวฟ 1 หรือจุดเริ่มต้นของเวฟ 1 ก็ได้แล้วแต่สภาพความร้อนแรกงของตลาด
  5. เวฟ c มักสิ้นสุดแถวๆเวฟ 4 เวฟ a หลายๆครั้งมักใช้เวฟ 3 เป็นแนวรับ(กรณี เกิดเวฟ 5 ที่แรงน้อย double top เป็นต้น) เวฟ b อาจจะมีขนาดเท่ากับ wave a หรือ น้อยกว่าก็ได้
  6. เวฟ a b c อาจจะมีลักษณะเป็น Flats หรือ zig-zag ก็ได้ ความแตกต่างของสองตัวนี้หลักๆคือ flat มีเวฟ c ขนาดเท่าๆกับเวฟ b ส่วน zig-zag เวฟ c ยาวกว่า รายละเอียดลึกกว่านี้เดี๋ยวว่ากันโอกาสหน้าครับ
 ทีนี้จากกราฟ GRAMMY เราจะได้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเป็นดังนี้

จะเห็นได้ว่า จุดมันไม่เป๊ะ ตาม กฏในอุดมคติเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างจะเป๊ะ คือ จุดจบเวฟ 2 และ จุดจบเวฟ 4 เฉพาะ ในตลาดหุ้นค่อนข้างจะเป็นไปตามนั้นครับ ส่วนถ้าใน FUTURE มันค่อนข้างที่จะแกว่งแรง อาจจะเลยกว่าที่พูดไว้ก็เป็นได้

ส่วนในWAVE 3 5 ตรงนี้ถ้าเป็น ตลาดหุ้น มักจะมีส่วนของพื้นฐานเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้ามีข่าวดีเกิดขึ้น เวฟ 3 หรือ 5 อาจจะยาวมากกว่าปกติ  ซึ่งโดยปกติ ถ้าเวฟ 3 ยาวเกิน 100% ขึ้นไป เวฟ 5 มักจะไม่ยาวมาก หรือบางที กลายเป็น จุดเดียวกับเวฟ 3 เลยก็มี อันนี้เราต้องดูสถานการณ์อื่นๆประกอบไปด้วย

ในการเอาไปใช้นั้น เราก็จะเอาไปใช้ในการคาดคะเนราคา ของเวฟ ถัดไปนั้นเอง เช่น ถ้าเวฟ 1 จบเราคาดคะเนหาเวฟ 2 เมื่อเวฟ 2 จบแล้วเริ่มเวฟ 3 อาจจะเป็นจุดที่เราต้องเข้าไปซื้อ  เมื่อไปถึงเป้าหมายที่คิดไว้ในส่วนของเวฟ 3 เราก็อาจจะขาย หรือไม่ก็ได้ (ถ้าเวฟ 4 ลงไม่ลึกก็ไม่จำเป็นต้องขายให้เสียโอกาส)  และก็ทำแบบเดิมกับเวฟ 5 ต่อไปครับ

วันนี้ผมจะขอจบเรื่องนับเวฟนี้เท่านี้ก่อน
แต่ว่า มันมีเรื่องที่ค้างต้องพูดถึงเพิ่มเติมไปอีกหลายบทความแน่นอนสำหรับ เรื่องนี้
คิดว่าจะต้องมี ตอน 3.1 3.2 3.3 แน่ๆ เรายังไม่ได้พูดถึง เวฟย่อย ของเวฟ ใหญ่ และ เวฟพักตัว หลังจากจบเวฟ 5 และยังรวมไปถึงส่วนที่ไม่มีใครพูดถึงเลย Elliott Wave กับอารมณ์ของตลาด ส่วนนั้น คงต้องแยกออกไปอีกตอนเพื่อไม่ให้งง

สุดท้าย ฝากไว้ ตัวเลข มหัศจรรย์ 0.618 1.618 2.618 ... จำมันไว้ มันจะมีประโยชน์กับเราอีกมาก






Elliott Wave ตอนที่ 2 ใช้ Fibonacci Retracement ร่วมในการนับเวฟ

รอบนี้เราจะมาดูวิธีการนับเวฟ โดยใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement ในการจับหาและวัดขนาดเวฟ ถัดไป ความเดิมจากบทความก่อนหน้านี้ ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน เป็นการพูดถึง หลักการ พื้นฐาน Elliott Wave  ลองคลิกตามไปดูก่อนนะครับ

ก่อนอื่นขอพูดถึง ตัวเลข Fibonacci ตัวเลขนี้คืออะไร คือลำดับของตัวเลข ที่ผลบวกของสองตัวเลขก่อนหน้าคือตัวเลขในลำดับถัดไป เช่น 1 1 2 3 5 8 13 21 .... ตัวเลขนี้มักปรากฏ อยู่ในสัดส่วนของสิ่งต่างๆรอบตัวเราตามธรรมชาติ น่าจะเคยได้ยินกัน เรื่อง ก้นหอย เกลียงเมล็ดดอกทานตะวัน อันนั้นค่อยไปหาดูกันเอาเองนะครับ แต่ให้ลองจับประเด็นว่า เลข Fibonacci นี้มันมีหลายเหตุการณ์ที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ ตัวนี้เดี๋ยวผมจะพูดถึงอีกที เพราะมันค่อนข้างที่จะตีความได้ว่ามันก็มีความสำพันธ์ กับอารมณ์ของ คนเราเช่นกัน
   
จากโพสพื้นฐาน Elliott Wave ก่อนหน้านี้ ตัวอย่างเลข Fibonacci ที่ผมยกตัวอย่าง มักจะเป็น 
ส่วนที่ 1 0.618 ตัวเลขนี้มันคืออะไรของ Fibonacci  ถ้าเราลองเอาตัวเลขของสองตัวถัดกัน ตั้งแต่ตัวที่ 4 ขึ้นไป มาหารกัน มักจะได้ 0.6 กว่าๆ เช่น 3/5= 0.6  5/8=0.625 13/21=0.619 ไปเรื่อยๆ จึงปรับใก้ตัวเลข 0.618 เป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญที่ใช้กัน 
ส่วนที่ 2 ตัวเลข 1.618 เป็นอีกตัวที่มักใช้กันตัวเลขที่มายังไง ตอบมาจากการนำเอาตัวเลขFibonacci ตัวหลังหารตัวเลขFibonacci ก่อนหน้า เช่น 34/21= 1.619 ตัวเลขมันจะใกล้เคียงนี้เรื่อยๆครับ จิ้มเครื่องคิดเลขดูเล่นๆนะครับ 
ส่วนที่ 3 เลข 0.382 มาจาก เลข Fibonacci 13 21 34 55 89 จะมาจาก 13/34  21/55  34/89 ไปเรื่อยๆ

ส่วนที่ 4 เลข 2.618 ก็กลับกันจากส่วนที่ 2 34/13  55/21  89/34 ไปเรื่อยๆ 
 เลขพวกนี้มันมีอัตราส่วนที่มหัศจรรย์ จริงๆ มันแฝงอยู่ในทุกอย่างในธรรมชาติ บางคนเขาเรียกว่าสัดส่วนทอง หรือ golden ratio ส่วนตัวเลขอื่นๆเช่น 50 100 ก็เป็นตัวเลขที่เราตั้งขึ้นมาซึ่ง มันมักมีนัยสำคัญ ในการจับราคานะครับ แล้วจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันทำท่าเหมือนกับว่าเลข Fibonacci มันจำแฝงอยู่ในอารมณ์ กลัว อารมณ์โลภ ของคนเราด้วย แฝงอยู่ยังไง เพื่อให้เห็นภาพ เดี๋ยวถึงตอนตีกราฟ ผมจะชี้ให้ดู ตอนนี้ถือว่ารู้จักที่มาที่ไปของชุดตัวเลข Fibonacci นี้กันแล้วนะครับ
ทีนี้กลับเข้ามาในส่วนการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้น หรือสินค้าอื่นๆที่เราจะพูดถึงกันอีกครั้งครับ ได้มีการสร้าง เครื่องมือตัวหนึ่งมาช่วยในใช้ Fibonacci ในการนับเวฟราคา เครื่องมือนั้นใครสร้างผมจำไม่ได้จริงๆเราไม่ได้จำไปออกสอบ ถ้าใครอยากรู้ก็ search Google เอานำครับ เครื่องมือนี้มีชื่อว่า Fibonacci Retracement

บทต่อไปเรามาเปิดกราฟจริงลองคำนวนนับเวฟกันดูครับ


วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Elliott Wave การนับเวฟโดยใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement ช่วย ตอนที่ 1 พื้นฐาน Elliott Wave

 ก่อนจะพูดถึง Elliott Wave เรามาเข้าใจกันก่อนว่าราคาหุ้นหรือสินค้าที่เราต้องการดูมักมีลักษณะอย่างไร ไม่ต้องคิดให้ยืดยาว ตลาดหุ้น มี 3 สถานะ
  1. ตลาดขาขึ้น หรือ Up Trend ก็คือตลาดที่ราคาปิด ของวันนี้ สูงกว่าราคาปิดของเมื่อวานนั้นเอง จะเป็นขาขึ้นกี่วันก็แล้วแต่ เดี๋ยวเราจะได้เรียนรู้การคาดการณ์กันว่า จุดราคาที่เราคาดการณ์ว่าเป็นจุดสูงสุดนั้น เขาหากันยังไง
  2. ตลาดขาลง หรือ Down Trend ก็คือตลาดที่ราคาปิดวันนี้ ต่ำกว่าราคาปิดวันก่อน จะนานแค่ไหนสำหรับเทรนด์นี้ ก็เช่นเดียวกับ ตลาดขาขึ้น เดี๋ยวเราจะว่ากันว่าดูยังไง
  3. ตลาดออกข้าง หรือ Side way ก็คือตลาดที่ราคา ปิดวันนี้กับเมื่อวานเท่ากับ หรือใกล้เคียงกันนั้นเองครับ
ทีนี้ Elliott Wave  มีอะไรที่อธิบายตลาดขาขึ้นขาลงออกข้างนี้บ้าง มาดูกันเลย ในตลาดขาขึ้นนี้ โดยทั่วไปเชื่อกันว่าจะมี 5 คลื่น ตามรูป คลื่น 1 3 5 เรียกว่า impulse wave เป็นเวฟ ที่วิ่งตามเทรนด์ของตลาด ถ้าลักษณะ ตลาดเป็นขาขึ้น 1 3 5 ก็คือเวฟที่วิ่งขึ้นตามตลาด ส่วน 2 4 เป็นเวฟ ที่คลื่นที่ตรงกันข้ามกับ 1 3 5 เราเรียกว่า corrective waves มัน corrective อะไรก็ คือ มันเป็นตัวยืนยัน เวฟ 1 3 5 นั้นแหละครับ

หลังจาก จบคลื่น 1 2 3 4 5 นี้แล้ว มักจะมีคลื่น corrective waves ใหญ่อีกชุด เป็นการชี้ว่าจบเวฟชุดนี้แล้วครับ ก็คือคลื่น A B C จากในรูปข้างบนนี่แหละครับ

ทีนี้ในเวฟ หลัก อาจจะมีเวฟย่อยอยู่ ตามรูป ข้างล่างนี้นะครับเราจะเห็นเว่าเวฟ 1 ใหญ่ จะมี 1 2 3 4 5 a b c แทรกซ่อนอยู่อีกชั้น ในเวฟ 3และ 5 ใหญ่ก็เช่นกัน รูปแบบหลักๆ ของ Elliott Wave จะเป็นแบบนี้


กฏพื้นฐานของ Elliott Wave นั้นจะเป็นดังนี้นะครับ

  1. เมื่อจบเวฟ 1 เวฟ 2 มักจะลง เป็นขนาด 32.8% 50% หรือ 61.8% ของขนาดของเวฟ 1 ขนาดหากันยังไง ก็ให้เอาราคาที่จบเวฟ 1 ลบด้วยราคาที่เริ่มต้นเวฟ นั้นแหละครับ อันนี้ไม่ต้องจำ เดี๋ยวพอถึง ห้วข้อการใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement ในการวัดขนาดเวฟ ก็จะง่ายๆเอง 
  2. เวฟ 3 มักจะมีขนาด 61.8% หรือ 161.8% ของขนาดเวฟ 1 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ว่าตลาดขึ้นแรงแค่ไหน โดยเอาเป้าราคาเวฟ 3 ที่ได้เริ่มนับตรงจุดที่เวฟ 2
  3. เวฟ 4 มักจะย่อลงมาไม่เกินยอดของเวฟ 1 ยกเว้นใน future มักจะให้ลงเยอะกว่าได้ครับ
  4. เวฟ 5 มักมีขนาด 323.6% ของเวฟ 1โดยให้เริ่มนับที่จุดสิ้นสุดเวฟ 1 หรือจุดเริ่มต้นของเวฟ 1 ก็ได้แล้วแต่สภาพความร้อนแรกงของตลาด
  5. เวฟ c มักสิ้นสุดแถวๆเวฟ 4 เวฟ a หลายๆครั้งมักใช้เวฟ 3 เป็นแนวรับ(กรณี เกิดเวฟ 5 ที่แรงน้อย double top เป็นต้น) เวฟ b อาจจะมีขนาดเท่ากับ wave a หรือ น้อยกว่าก็ได้
  6. เวฟ a b c อาจจะมีลักษณะเป็น Flats หรือ zig-zag ก็ได้ ความแตกต่างของสองตัวนี้หลักๆคือ flat มีเวฟ c ขนาดเท่าๆกับเวฟ b ส่วน zig-zag เวฟ c ยาวกว่า รายละเอียดลึกกว่านี้เดี๋ยวว่ากันโอกาสหน้าครับ

เราพูด ถึงรูปแบบ Elliott Wave ในอุดมคติ กันมาแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ จริง Elliott Wave สามารถ แบ่งแยก เป็นรูปแบบต่างๆได้อีกมากมายนะครับ รวมถึงขนาดของแต่ละเวฟ มันก็ต้องปรับกันไปตามสถานการณ์ ขนาดของเวฟ 3 เวฟ 5 ไม่สามารถใช้ ตัวคูณข้างบนนั้นได้เสมอไป เราใช้วิธีการหาค่าที่มีนัยสำคัญเป็นหลักนะครับ และใช้ร่วมกับ Trend Lines และ เส้น EMA ทั้งหมดที่เขียนมาข้างต้นเพื่อให้พอจะเข้าใจคอนเซปคร่าวๆของ Elliott Wave นั้นเอง

และรอบหน้าเราจะมาพูดถึงการใช้เทคนิค  Fibonacci Retracement ในการนับเวฟ หาราคาเป้าหมาย ในตัวอย่างจริงแบบในรูปข้างล่างนี้กันครับ