แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Fibonacci แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Fibonacci แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มาเช็คกราฟ set นับเวฟไปพร้อมๆกัน จะได้ศึกษา elliott wave ไปด้วยกันครับ

เขียนบทนี้มาให้อ่านเพื่อให้เราเข้าใจตรงกันเรื่องของเทคนิคคอลในเพจ Thai Trader มันยาวหน่อยแต่รับรองว่าคุณจะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

เห้ยไม่ใช่ละ คุณต้องได้ประโยชน์ดิ

มาดูเซทละเอียดๆกันหน่อยว่าจะกลับตัวหรือยัง พยายามเขียนให้ละเอียดอาจจะยาวหน่อยแต่ถ้าอ่านแล้วคิดตามรับรองได้ประโยชน์ ในการศึกษาด้วยแน่นอน

ไล่ตั้งแต่ แต่แถวๆ 1650 ตรงนั้นเป็นยอด ที่เราพูดถึงกันบ่อยแล้วในกราฟก่อนๆนะครับ ต่อไปจะเป็นส่วนเวฟ ขาลง

- ที่ 1 ตรงเลขนี้ก็คือเวฟ 1 ของขาลงนั้นเองเราเริ่มลาก fibo ที่นี่เพื่อคาดการณ์ ขนาดของเวฟ 2,3,4,5 ที่นี่

- ที่ 2 หรืออาจจะ b เป็นการเด้งไป 61.8% ของ 1 ตามตำราเป๊ะแล้วลงต่อ ส่วนนั้นทำไมถึงอาจจะ b เพราะเราตั้งสมมุติฐานได้ว่าอาจจะเป็นการพักแบบ abc สั้น ถ้าตรง 2 เป็น b แล้ว c มักจะจบแถวๆ 32.8 หรือ 61.8%

- ที่ i เราตั้งสมมุตติฐานได้ว่า เป็นเวฟแรกของเวฟ 3 ใหญ่ เราจะลาก fibo ที่  i เพื่อหาขนาดของ ii iii iv v ซึ่งเป็นเวฟ ย่อยของ เวฟ 3 ใหญ่ โดยขนาดที่วัดนี้ใช้ร่วมกับการวัดที่ 1 ถ้ามันใกล้เคียงกันที่ไหนที่นั้นจะเป็นแนวรับที่สำคัญนั้นเอง

- ที่ iii หรือ3 หรือc จุดนี้มีขนาด132.8% ของเวฟ ย่อย i และ 100% ของ เวฟ 1 มันใกล้เคียงกันถือเป็นหนึ่งในแนวรับที่ดี ซึ่งพอมันเด้ง สมมุติฐาน iii 3 c จึงเกิด แล้วทีนี้เมื่อเวลาจริงมาถึงทั้ง 3 ทางเลือกจะถูกตัดออกทีละข้อดังนี้ครับ จากนี้ไปถึง 4 ถ้ามีย่อลงมาอีก ทำนิวโลว์ c จะโดนตัดออกเป็นอันดับแรก นั้นหมายถึงว่ายังใช้จุดนี้ตัดสินไม่ได้ว่าเป็นเวฟ c สุดท้าย สิ่งที่จะเกิดคือ c ที่ต่ำกว่านี้ หรือเวฟ iv เกิดขึ้น และกำลังจะมีเวฟ v ตามมาซึ่ง v นี้ก็จะเป็นเวฟ 3 ไปด้วย

ความหมายก็คือเวฟ 3 ใหญ่ยังไม่จบนั้นเอง

- ที่ 4 ถ้าไปที่ 4 แล้วเบรกออกจากเทรนด์ไลน์ไปเลย จะตีได้ว่า ที่จุดที่เราคาดว่าจะเป็น c นั้นเป็นจริง และขาลงจบที่นั้นต่อไปนี้กลับเข้าสู่ขาขึ้นอีกครั้งนั้นเอง

แต่ถ้าราคาขึ้นไปจากตอนนี้จนถึง 4 แล้วลงอีก จะตีได้ว่า เวฟ 3 จบแล้ว แถวๆ 1524 การย่อลงครั้งนี้คือย่อไปเวฟ 5

   
เมื่อแกะเวฟและความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้วเราก็ใช้ ตัวจับสัญญานที่เราถนัดมาช่วยย้ำว่าทางเลือกไหนเราควรให้น้ำหนักมากกว่ากัน ส่วนตัวผมชอบใช้ macd เมื่อเช็คดูแล้ว 60 120 240 นาที ล้วนแต่บอกว่าเป็นคอนเวอร์เจนซ์ ทั้งนั้น ส่วนใน timeframe day กำลังเริ่มจะจมน้ำ ใน timeframe 30 หรือน้อยกว่านั้นบอกไดเวอร์เจนซ์ ซึ่งเป็นสัญญานกลับตัวสั้น เพราะในtime frame สั้นๆแบบนั้น จำนวนแท่งเทียนที่เอาไปคำนวน ma เป็น macd นั้นไม่ได้ cover ช่วงเวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นเวฟ แรกมา (ตรงนี้อ่านดีๆจะเข้าใจหลักการใช้ time frame ได้ดีขึ้นครับ)

เมื่อ timeframe หลักๆ คอนเฟิร์มว่า มันเป็นไดเวอร์เจนซ์อยู่ จึงให้น้ำหนักว่าจะเป็นการกลับตัวระยะสั้น เพื่อไปเทส iv หรือ 4 มากกว่าเพื่อน

โดยที่ เมื่อไปถึง 4 แล้วลงต่อแสดงว่า กำลังจะไปเวฟ 5 มีความเป็นไปได้ที่จะไปอย่างน้อยก็ที่เวฟ 3 นั้นเอง แล้วเมื่อลงไปต่ำกว่าเวฟ 3 แล้ว เราก็จะเริ่มเช็คสัญญานกันอีกรอบ ว่ามันมีไดเวอร์เจนซ์ ที่ตรงไหน โดยไล่แนวต้านตาม fibo หลักบวกกับ หาเวฟ ย่อยของเวฟ 5 เหมือนกับที่เราทำกับเวฟ 3 ที่ผ่านมานั้นเอง

จุดที่สำคัญไล่ไปจนถึง 161.8% ซึ่งเป็นท่องคลื่น 4 ของรอบใหญ่ก่อนหน้านี้ตรงนั้นถ้าลงไปถึงต้องจับตาสัญญานให้ดี


สรุปสำหรับเซท ถ้าจากกราฟเพียวๆไม่นับข่าวนับอะไร พวกนั้นเป็นปัจจัยส่วนตัวของใครของมัน กราฟยังไม่มีอะไรบอกว่ากลับเป็นขาขึ้น(แต่เทรนด์ใหญ่สุดนั้นเป็นขาขึ้นแน่นอนอยู๋แล้ว) ส่วนถ้ารีบาวด์สั้นนั้นแม่นแล้วสัญญานบอกมาจากไทมเฟรมที่น้อยกว่า 30 นาทีลงไป

สรุปส่วนเก็บตกความรู้ เวลานับเวฟต้องใช้สัญญานประกอบ ใครถนัดอะไรก็ใช้อันนั้น แต่จะใช้อะไรขอให้รู้ว่า สิ่งที่เราใช้อยู่มันสร้างมาจากอะไร ถ้ายังไม่รู้เซิจกูเกิลดูมีเยอะแยะ เมื่อรู้แล้ว เราจะรู้เองโดยอัตโนมัติว่า เราควรใช้timeframe ไหนในการจับสัญญานสำหรับเหตุการณ์นั้นๆ ต่อไปก็จะไม่มีคำถามอีกแล้วว่า ต้องใช้ไทม์เฟรมไหนในการเทรด

ในส่วนของกราฟราคา แนะนำให้ใช้ไทม์เฟรมที่ดูเวฟย่อยได้เข้าใจพอเหมาะที่สุด พอเหมาะคือแค่ไหน ก็คือ ถ้าคุณดูแล้วเห็นเทรนด์ที่เป็นเวฟย่อยในเวฟใหญ่ได้โดยที่ไม่ปวดหัวกับความรกของมัน ไทม์เฟรมนั้นเหมาะสมสำหรับใช้ดูราคาไล่เวฟแล้ว (คนละเรื่องกับใช้ไทม์เฟรมไหนในการจับสัญญานนะ)

คนส่วนมากมักเข้าใจว่าเทคนิคจะบอกว่าราคาจะขึ้นแล้ว จะลงแล้วราคาจะไปนั้นจะไปนี้ คนส่วนมากก็เลยไม่คิดว่าเทคนิคคอลมันมีเหตุผลพอที่จะใช้ในการซื้อขาย นั้นผิดถนัด ผมไม่ได้บอกว่าผิดที่ไม่คิดว่ามันมีเหตุผลนะ

เพราะว่าถ้าคิดว่าเทคนิคมันบอกว่าราคาจะขึ้นจะลงไปนั้นไปนี้ อันนี้ผมก็เชื่อเหมือนกันว่ามันไม่มีเหตุผล ใครทายแม่นปานนั้นก็อยากเห็นตัวจ๊ะๆ เหมือนกัน

แต่ที่จริงแล้ว เทคนิคเป็นการรวมชุดความน่าจะเป็นต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อเรารวบรวมความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นมาแล้ว สัญญานจะเป็นตัวให้น้ำหนักว่าทางไหนน่าสนที่สุด และเมื่อเวลาผ่านไปเหตุการณ์จริงต่างๆปรากฏ ขึ้นมา ความน่าจะเป็นที่ผิดทางต่างๆก็จะถูกตัดออกไปเรื่อยๆ ทางที่ถูกต้องก็จะปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

ใครจับตรงนี้ไปใช้บริหารความเสี่ยงของตัวเองได้ แค่นี้ก็อยู่รอดปลอดภัยแล้วครับ ตัดทางเลือกที่ผิดออกไป(คัทลอส) เดินไปตามทางที่ถูกเฉลยออกมาเรื่อยๆ(Let profit run) นั้นเอง

การนับเวฟ จะช่วยให้เราอยู่กับทางที่ถูก มากกว่า อยู๋กับทางที่ผิด ถ้าทำไปสักผัก แล้วเห็นว่าเราคัทบอยเหลือเกิน ก็ต้องรีบเช็คแล้วว่า เราเข้าใจตรงไหนผิดกัน

โชคดีมีเงินใช้ครับ

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Elliott Wave ตอนที่ 3 ฝึกนับเวฟจากกราฟจริงกันเลยที่นี่

เราผ่านการทำความรู้จัก พื้นฐาน Elliott Wave ซึ่งเป็นการพูดถึงคอนเซปคร่าวๆของ Elliott Wave และนอกจากนี้ เรายังได้รู้จักตัวเลช Fibonacci มากันแล้วจากโพส ใช้ Fibonacci Retracement ถ้าใครยังไม่ได้อ่านก็ย้อนกลับไปอ่านกันได้ครับ เพราะตอนนี้ เราจะเริ่มนับเวฟจริงกันแล้ว

ก่อนอื่นคงต้องบอกก่อนว่าหุ้นที่จะเอาเป็นตัวอย่างผมคงไม่เซนเซอร์ ตัวหุ้นอะไรให้ยุ่งยาก เพื่อนๆจะได้เปิดดูไปและทำไปด้วยกันได้ เพราะการนับเวฟนี้ต้องฝึกต้องทำบ่อยๆ ถึงจะเข้าใจและชำนาญนะครับ และสิ่งที่ผมมักเน้นตลอดคือ การวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นไม่ใช่เป็นการดูเพื่อฟันธงว่า ราคาจะขึ้นหรือลง ดูจากบทความนี้แล้วห้ามเอาไปเป็นหลักในการซื้อขายเด็ดขาด มันคือข้อมูลของกราฟ ที่ช่วยให้เราวางแผนการเทรด และเรียนรู้ เท่านั้น ข้อมูลเหล่านี้ ต้องเอาไปผ่านกระบวนการ ของระบบการเทรด ของตัวเอง ก่อนแล้วถึง ค่อยเคาะซื้อ หรือขาย นะครับ จำไว้ กราฟไม่เคยบอกว่าราคาจะขึ้น ลง แบบชัวร์ๆ มันแค่บอกทิศทางที่เป็นไปได้ เมื่อเราได้ทิศทางเหล่านั้นแล้ว ก็จับข้อมูลที่ได้โยนเข้าระบบที่เราออกแบบไว้ ถึงซื้อขาย อย่ามองหาสิ่งที่ไม่มี ในกราฟครับ

   
เมื่อเข้าใจข้อตกลงกันแล้วเราก็มาว่ากัน ผมลองเลือกหุ้นที่มันดูเห็นภาพง่ายๆก่อนนะครับ ลองเปิดกราฟของ GRAMMY ขึ้นมาเลย เลือก TIME FRAME 120 นาที เจาะดูราคาช่วงตั้งแต่วันที่ 1 กพ 2555 ถึง 28 กพ 2555  จะได้ดังรูป

เราจะเห็นว่าราคาเริ่มขึ้นมาตั้งแต่วันสิ้้นเดือนของเดือน มค จากราคา 17.8 มาเป็น 20.5 ก่อนปิดตลาด วันที่ 5 แล้วหลังจากนั้นราคาก็ย่อลงมาเรื่อยๆตามลำดับ จนลงไปต่ำสุดแถวๆ 19.4 บาท ในช่วงจังหวะที่หุ้นเริ่มขึ้น รอบแรกนี้แหละ เป็นจังหวะสังเกตุเวฟแรก เมื่อเราลองสังเกตุ INDICATOR ที่เราใช้ ดูด้วยก็จะเห็นว่ามันเป็นไปในทิศทางเดียวกับราคา

เรื่องของ INDICATOR ผมคงพูดละเอียดในโอกาสหน้า ส่วนนี้ใครจะใช้อะไรก็ได้ตามแต่ถนัด บางคนใช้สองสามอัน ก็สุดแล้วแต่ ส่วนผม ผมชอบ RSI ที่สุด มันไม่ช้าไม่เร็วเกินไป เข้าใจง่าย ดู overbought และ oversold ได้ง่ายๆ ผมจึงใช้แต่อันนี้อันเดียว ตัวอื่นๆ ไม่ค่อยได้ใช้ บางคนอาจจะใช้ MACD เพิ่ม แต่ผมว่าผมมีวิธี มองเทรนด์ ได้ง่ายๆและได้ผล ด้วยการลากเส้น TRENDS LINE แล้ว ส่วนนี้เคยพูดไปบ้างแล้วในบทความ  ใช้เทคนิควิเคราะห์ทำยังไงลองมาดูกัน รายละเอียดมากกว่านั้นมีโอกาสจะเขียนอธิบายอีกรอบ หรือใครไม่อยากรอ ลองไปดูกราฟที่ผมเคยตีผ่านๆมาแล้วก็ได้ครับ

เมื่อเราจับจุดที่สันนิษฐานว่าจะเป็น WAVE 1 ได้แล้ว ทีนี้เราก็มาใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement วัดหาเป้าหมายของเวฟ 2 3 4 5 กันเลยครับ หลักการมีง่ายๆคือ ลากจากราคาต่ำสุด หรือจุดเริ่มต้นของ WAVE 1 ไปยังจุดสูงสุด หรือยอดคลื่น ของ WAVE 1 ตามรูปเลยครับ


หลังจากลากแล้วเราจะได้เส้น FIBO ที่ลากจากจุดต่ำสุดคือ 100 สูงสุดคือ 0 เส้นที่เกินจากนั้นไปข้างบน จะเป็นจุดที่เราคาดคะเน ราคาของ WAVE ต่อๆไปนะครับ

จากโพสโน้น ตรง กฏพื้นฐานของ Elliott Wave ผมจะมี ขนาดของ WAVE ต่างๆ ในอุดมคติ ของ  Elliott Wave ไว้ให้ ลอง กลับไปดู ต้องบอกว่าอุดมคติ เพราะในชีวิตจริงมันมักจะไม่ตายตัว เราต้องอาศัยประสพการณ์ของเราเองกับหุ้นตัวนั้นๆ ช่วยบอก แต่โดยส่วนมาก ในสถาณการณ์ปกติจะเป็นดังนี้
  1. เมื่อจบเวฟ 1 เวฟ 2 มักจะลง เป็นขนาด 32.8% 50% หรือ 61.8% ของขนาดของเวฟ 1 ขนาดหากันยังไง ก็ให้เอาราคาที่จบเวฟ 1 ลบด้วยราคาที่เริ่มต้นเวฟ นั้นแหละครับ อันนี้ไม่ต้องจำ เดี๋ยวพอถึง ห้วข้อการใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement ในการวัดขนาดเวฟ ก็จะง่ายๆเอง 
  2. เวฟ 3 มักจะมีขนาด 61.8% หรือ 161.8% ของขนาดเวฟ 1 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ว่าตลาดขึ้นแรงแค่ไหน โดยเอาเป้าราคาเวฟ 3 ที่ได้เริ่มนับตรงจุดที่เวฟ 2
  3. เวฟ 4 มักจะย่อลงมาไม่เกินยอดของเวฟ 1 ยกเว้นใน future มักจะให้ลงเยอะกว่าได้ครับ
  4. เวฟ 5 มักมีขนาด 323.6% ของเวฟ 1โดยให้เริ่มนับที่จุดสิ้นสุดเวฟ 1 หรือจุดเริ่มต้นของเวฟ 1 ก็ได้แล้วแต่สภาพความร้อนแรกงของตลาด
  5. เวฟ c มักสิ้นสุดแถวๆเวฟ 4 เวฟ a หลายๆครั้งมักใช้เวฟ 3 เป็นแนวรับ(กรณี เกิดเวฟ 5 ที่แรงน้อย double top เป็นต้น) เวฟ b อาจจะมีขนาดเท่ากับ wave a หรือ น้อยกว่าก็ได้
  6. เวฟ a b c อาจจะมีลักษณะเป็น Flats หรือ zig-zag ก็ได้ ความแตกต่างของสองตัวนี้หลักๆคือ flat มีเวฟ c ขนาดเท่าๆกับเวฟ b ส่วน zig-zag เวฟ c ยาวกว่า รายละเอียดลึกกว่านี้เดี๋ยวว่ากันโอกาสหน้าครับ
 ทีนี้จากกราฟ GRAMMY เราจะได้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเป็นดังนี้

จะเห็นได้ว่า จุดมันไม่เป๊ะ ตาม กฏในอุดมคติเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างจะเป๊ะ คือ จุดจบเวฟ 2 และ จุดจบเวฟ 4 เฉพาะ ในตลาดหุ้นค่อนข้างจะเป็นไปตามนั้นครับ ส่วนถ้าใน FUTURE มันค่อนข้างที่จะแกว่งแรง อาจจะเลยกว่าที่พูดไว้ก็เป็นได้

ส่วนในWAVE 3 5 ตรงนี้ถ้าเป็น ตลาดหุ้น มักจะมีส่วนของพื้นฐานเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้ามีข่าวดีเกิดขึ้น เวฟ 3 หรือ 5 อาจจะยาวมากกว่าปกติ  ซึ่งโดยปกติ ถ้าเวฟ 3 ยาวเกิน 100% ขึ้นไป เวฟ 5 มักจะไม่ยาวมาก หรือบางที กลายเป็น จุดเดียวกับเวฟ 3 เลยก็มี อันนี้เราต้องดูสถานการณ์อื่นๆประกอบไปด้วย

ในการเอาไปใช้นั้น เราก็จะเอาไปใช้ในการคาดคะเนราคา ของเวฟ ถัดไปนั้นเอง เช่น ถ้าเวฟ 1 จบเราคาดคะเนหาเวฟ 2 เมื่อเวฟ 2 จบแล้วเริ่มเวฟ 3 อาจจะเป็นจุดที่เราต้องเข้าไปซื้อ  เมื่อไปถึงเป้าหมายที่คิดไว้ในส่วนของเวฟ 3 เราก็อาจจะขาย หรือไม่ก็ได้ (ถ้าเวฟ 4 ลงไม่ลึกก็ไม่จำเป็นต้องขายให้เสียโอกาส)  และก็ทำแบบเดิมกับเวฟ 5 ต่อไปครับ

วันนี้ผมจะขอจบเรื่องนับเวฟนี้เท่านี้ก่อน
แต่ว่า มันมีเรื่องที่ค้างต้องพูดถึงเพิ่มเติมไปอีกหลายบทความแน่นอนสำหรับ เรื่องนี้
คิดว่าจะต้องมี ตอน 3.1 3.2 3.3 แน่ๆ เรายังไม่ได้พูดถึง เวฟย่อย ของเวฟ ใหญ่ และ เวฟพักตัว หลังจากจบเวฟ 5 และยังรวมไปถึงส่วนที่ไม่มีใครพูดถึงเลย Elliott Wave กับอารมณ์ของตลาด ส่วนนั้น คงต้องแยกออกไปอีกตอนเพื่อไม่ให้งง

สุดท้าย ฝากไว้ ตัวเลข มหัศจรรย์ 0.618 1.618 2.618 ... จำมันไว้ มันจะมีประโยชน์กับเราอีกมาก






Elliott Wave ตอนที่ 2 ใช้ Fibonacci Retracement ร่วมในการนับเวฟ

รอบนี้เราจะมาดูวิธีการนับเวฟ โดยใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement ในการจับหาและวัดขนาดเวฟ ถัดไป ความเดิมจากบทความก่อนหน้านี้ ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน เป็นการพูดถึง หลักการ พื้นฐาน Elliott Wave  ลองคลิกตามไปดูก่อนนะครับ

ก่อนอื่นขอพูดถึง ตัวเลข Fibonacci ตัวเลขนี้คืออะไร คือลำดับของตัวเลข ที่ผลบวกของสองตัวเลขก่อนหน้าคือตัวเลขในลำดับถัดไป เช่น 1 1 2 3 5 8 13 21 .... ตัวเลขนี้มักปรากฏ อยู่ในสัดส่วนของสิ่งต่างๆรอบตัวเราตามธรรมชาติ น่าจะเคยได้ยินกัน เรื่อง ก้นหอย เกลียงเมล็ดดอกทานตะวัน อันนั้นค่อยไปหาดูกันเอาเองนะครับ แต่ให้ลองจับประเด็นว่า เลข Fibonacci นี้มันมีหลายเหตุการณ์ที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ ตัวนี้เดี๋ยวผมจะพูดถึงอีกที เพราะมันค่อนข้างที่จะตีความได้ว่ามันก็มีความสำพันธ์ กับอารมณ์ของ คนเราเช่นกัน
   
จากโพสพื้นฐาน Elliott Wave ก่อนหน้านี้ ตัวอย่างเลข Fibonacci ที่ผมยกตัวอย่าง มักจะเป็น 
ส่วนที่ 1 0.618 ตัวเลขนี้มันคืออะไรของ Fibonacci  ถ้าเราลองเอาตัวเลขของสองตัวถัดกัน ตั้งแต่ตัวที่ 4 ขึ้นไป มาหารกัน มักจะได้ 0.6 กว่าๆ เช่น 3/5= 0.6  5/8=0.625 13/21=0.619 ไปเรื่อยๆ จึงปรับใก้ตัวเลข 0.618 เป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญที่ใช้กัน 
ส่วนที่ 2 ตัวเลข 1.618 เป็นอีกตัวที่มักใช้กันตัวเลขที่มายังไง ตอบมาจากการนำเอาตัวเลขFibonacci ตัวหลังหารตัวเลขFibonacci ก่อนหน้า เช่น 34/21= 1.619 ตัวเลขมันจะใกล้เคียงนี้เรื่อยๆครับ จิ้มเครื่องคิดเลขดูเล่นๆนะครับ 
ส่วนที่ 3 เลข 0.382 มาจาก เลข Fibonacci 13 21 34 55 89 จะมาจาก 13/34  21/55  34/89 ไปเรื่อยๆ

ส่วนที่ 4 เลข 2.618 ก็กลับกันจากส่วนที่ 2 34/13  55/21  89/34 ไปเรื่อยๆ 
 เลขพวกนี้มันมีอัตราส่วนที่มหัศจรรย์ จริงๆ มันแฝงอยู่ในทุกอย่างในธรรมชาติ บางคนเขาเรียกว่าสัดส่วนทอง หรือ golden ratio ส่วนตัวเลขอื่นๆเช่น 50 100 ก็เป็นตัวเลขที่เราตั้งขึ้นมาซึ่ง มันมักมีนัยสำคัญ ในการจับราคานะครับ แล้วจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันทำท่าเหมือนกับว่าเลข Fibonacci มันจำแฝงอยู่ในอารมณ์ กลัว อารมณ์โลภ ของคนเราด้วย แฝงอยู่ยังไง เพื่อให้เห็นภาพ เดี๋ยวถึงตอนตีกราฟ ผมจะชี้ให้ดู ตอนนี้ถือว่ารู้จักที่มาที่ไปของชุดตัวเลข Fibonacci นี้กันแล้วนะครับ
ทีนี้กลับเข้ามาในส่วนการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้น หรือสินค้าอื่นๆที่เราจะพูดถึงกันอีกครั้งครับ ได้มีการสร้าง เครื่องมือตัวหนึ่งมาช่วยในใช้ Fibonacci ในการนับเวฟราคา เครื่องมือนั้นใครสร้างผมจำไม่ได้จริงๆเราไม่ได้จำไปออกสอบ ถ้าใครอยากรู้ก็ search Google เอานำครับ เครื่องมือนี้มีชื่อว่า Fibonacci Retracement

บทต่อไปเรามาเปิดกราฟจริงลองคำนวนนับเวฟกันดูครับ