แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ INDICATOR แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ INDICATOR แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มีคำถามมาในหน้าเพจ เรื่องเกี่ยวกับการใช้ indicators elliott wave และแนวทางการวิเคราะห์ เอามาแบ่งปันทางนี้ด้วยครับ

มีน้องถามมาในข้อความ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ จึงนำมาโพสให้เพื่อนๆทางนี้ด้วยนะครับ

Jade Sada : 
ขอถามหน่อยนะครับ 
พี่ให้ น้ำหนัก อินดิเคเตอ ต่างๆยังไง บ้างหรอครับ ให้ความสำคัญกับอันไหนมากกว่ากัน เช่นPricePattern Candlestick EMA Volume RSI MACD SlowSto และ แนวรับแนวต้าน นี่ ดูยังไงหรอครับ เพราะมีตั้ง หลายอย่าง ที่เป็นแนวต้าน แนวรับได้ 
เช่น EMA ...วัน Trendline ตีเส้น Fibo พอผมใส่ๆมา มันก็ปนๆกัน ไม่รู้จะให้ความสำคัญอันไหนมากกว่ากันเลย ครับ อย่างผมเห็นว่าเกิด Bull Di แต่ ผมถามอีกคน เขาบอก ยังไม่ใช่ sign งงมาก ช่วยแนะนำหน่อยนะครับ
------------------------------

   
-------------------------------------------
Thai Trader :
พี่มีขั้นตอนดูแบบนี้นะ พอเริ่มเปิดกราฟมาปุ๊บ
1 ดูเทรนด์มันว่ามันขึ้นหรือลง ถ้าเป็นหุ้น ก็ดูกราฟ day ก็ได้
2 พอได้เทรนด์แล้วจะเริ่มดูว่าตอนนี้มันขึ้นหรือลงไปถึงไหนแล้ว ตรงนี้จะนับเวฟ elliott wave โดย fibo จะใช้ตรงนี้แหละ คือหาเวฟ ที่เกิดแล้ว แล้วจะวัดขนาดเวฟต่อไปเป็นเป้าหมาย
3 ตีเทรนด์ไลน์ เพื่อหาเทรนด์และ pattern ยิ่งถ้าช่วงจะจบเวฟ มันจะมี pattern เราจะไปจับตาตรงนี้แหละ
4 พอได้รูปแบบเวฟ และ pattern ที่เกิดขึ้นแล้ว จะจับตาดูกราฟราคาเทียบ กับ Macd ว่ามันมีสัญญานกลับตัวหรือไปต่อหรือยัง ถ้าเรากำลังรอมันเบรก pattern ก็ดูร่วมกับโวลุ่มประกอบด้วย

สรุปคือ บนจอมี กราฟ ราคา เวฟ เทรนด์ไลน์ macd (หรือ ema ร่วมด้วย) แล้วก็โวลุ่ม ครับ

อย่าไปใส่ไรเยอะให่้ปวดหัว indicator หลายๆตัวมันทำงานแบบเดียวกัน ดูว่ามันให้อะไรเราได้บ้าง เลือกใช้เลือกฝึกอันที่ชอบให้ถนัด ก็พอครับ

ส่วนแนวรับแนวต้าน ถ้าจะเอาง่ายสุด เอายอด หรือท้องของกราฟราคานั้นแหละ ก่อนหน้านี้ มันเคยขึ้นไปถึงไหนแล้วย่อ หรือมันเคยลงไปถึงไหนและเด้ง ก็เอาตรงนั้นเป็นหลักก่อนก็ได้ ค่อยๆตีต่อไป เดี๋ยวจะรู้เอง

และการหา divergence อย่าไปสนใจสัญญานที่เป็นคำพูดมันมากนัก ให้ดู ว่า สมมุติในขาลงนะครับ ดูลักษณะกราฟราคาเทียบกับโวลุ่ม และเลือกเอา macd rsi อะไรก็ได้สักตัวที่เราชอบที่เราศึกษามา มาจับว่าราคามันยังไปเร็วกว่าที่มันไปรอบที่แล้วไหม ถ้าไปช้าลง โวลุ่มเริ่มน้อย อันนั้นแหละ พอที่จะเรียกว่า divergence

คือคน เริ่มที่จะไม่เห็นด้วยกับเทรนด์นั้นแล้ว ซึ่งมันอาจจะลงต่ออีกสักหน่อย แต่มีนสิทธิ์กลับตัว

divergence มันอยู่ที่เรามองว่าคนอื่นคิดยังไงกับเทรนด์ของมัน ถ้าเห็น สัญญานขัดกันแบบในตำราแล้วซื้อหรือขายเลย ตลอด มันไม่ใช่ว่าจะถูกนะ สัญญาน divergence ไม่ได้หมายถึงว่า มันจะกลับตัวเลย แต่มันคือ คนเริ่มชะลอและไม่เห็นด้วยกับทิศทางหลักของมันแล้วครับ

--------------------------------------------------------------------------
Jade Sada
ครับ อันนี้พี่เล่นแบบ ถือ 3-7 วัน ประมาณนี้ใช่มั้ยครับ

---------------------------------------------------------------------------
Thai Trader
หุ่นที่ถืออยู่ตอนนี้ก็ถือเกือบเดือนแล้วครับ ตั้งแต่เห็นสัญญานก็เก็บมาเรื่อย เห็นสัญญานให้ขายทิ้งก็ค่อยขายทิ้ง

--------------------------------------------------------------------

Jade Sada
ขอบคุณครับ ผมพอ จะเข้าใจ มากขึ้นแล้ว แต่ การนับ elliot นี่ หลายคนนับ ก็นับไม่เหมือนกัน หรอครับ ผมเคยศึกษา แต่ พอเจอคำนี้ เข้าไป ก็ เลิกเลย 555 จะไม่ใช้ ได้มั้ยครับ อันนี้

-----------------------------------------------------------------------

Thai Trader
อย่าไปกลัวจะนับผิด เพราะนับไปมันผิดอยู่แล้ว ในการนับเวฟ ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ อย่างเซทตอนนี้เป็นต้น มันจะมีเงื่อนไขแยกได้สอง ทาง (เพิ่มเติม หรืออาจจะมากกว่านั้น) มันก็หมายความว่าจะมีทางหนึ่งผิดจริงไหม อีกทางหนึ่งถูก คือทางที่เราจะวางแผนไปกับมัน

ใครที่ทำบอกว่านับเวฟแม่นนับถูกตลอดนี่โม้แล้ว การนับเวฟ มันให้โครงสร้าง ถ้าคนเป็นโปรแกรมเมอร์ มาก่อน จะคิดว่ามันเหมือนเป็น flow ของระบบหนะ ระหว่าง flow มันจะมีเงื่อนไขให้ตัดสินใจ อะไรเกิดขึ้นจริงก็ไปตามนั้น

ถ้าไม่เริ่มตีเวฟผิดๆ วันนี้ ก็ไม่มีทางตีถูกแล้วละ ครับ ลองดูๆ 





วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Moving Average EMA SMA ใช้ยังไง ง่ายและมีประโยชน์แค่ไหนลองมาดูกัน

ต่อมามาดู เส้น MA Moving Average กันบ้าง สำหรับเส้นนี้ผมถือว่าเป็นเส้นสารพัดประโยชน์ มันต้องผ่านมือผ่านตาทั้งมือเก่ามือใหม่มาแล้วทั้งนั้น

ถ้าตลาดหุ้นเป็นหนังเรื่องหนึ่ง เส้น MA หรือ Moving Average นี้ก็ถือว่าเป็นดาราสมทบชายยอดเยี่ยม เป็นเพื่อนที่แสนดีของพระเอกนางเอก เป็นต้นกำเนิด และถูกใช้ควบคู่กับ INDICATORS หลายๆตัวครับ

เจ้าเส้น MA Moving Average นี้คือการนำข้อมูลย้อนหลังมาหาค่าเฉลี่ย แล้วพล็อทลงไปบนกราฟ ผมใช้คำว่า "คือการนำข้อมูลย้อนหลัง" ไม่ใช้คำว่า ราคาย้อนหลัง เพราะว่า ใน INDICATOR หลายๆตัวก็นำข้อมูลของมันมาหาเส้น MA ด้วยเหมือนกัน ไม่ได้ใช้แต่เฉพาะในราคาเท่านั้น
   

การหาค่าเฉลี่ยจะใช้ข้อมูลย้อนหลังกี่วันมาเฉลี่ยก็แล้วแต่เราตั้งค่าเช่น เอาข้อมูล 12 วันย้อนหลังมาหาค่าเฉลี่ย MA จุดแรกของกราฟก็จะถูก พล็อทลงเมื่อบนกราฟมีข้อมูลอย่างน้อย 12 อันใช่ไหมครับ ดังนั้นเราจะเห็นว่า เส้น MA ของแต่ละช่วงเวลาจะสั้นยาวไม่เท่ากัน MA ที่ใช้ 200 วัน จะมีเส้นสั้นกว่า 12 วัน เพราะกว่าจะเริ่มพลอท จุดแรกได้ก็ปาเข้าไป 200 วันแล้วเป็นต้น

ส่วน SMA EMA ต่างกันยังไง คำตอบก็คือ EMA เป็นการให้น้ำหนักกับข้อมูลที่ใกล้กับปัจจุบันเป็นหลัก ส่วน SMA ให้น้ำหนักกับทุกวันเท่ากันหมด ความที่สถานการณ์ตลาดมันเปลี่ยนได้ทุกวัน EMA จึงมักนิยมใช้มากกว่า SMA ครับ ให้ความสำคัญกับข้อมูลล่าสุดดีกว่า

ประโยชน์ของ เส้น Moving Average มีอะไรบ้าง คงไม่ไล่หมดเพราะเยอะมากเหมือนกัน เอาหลักๆที่เราต้องใช้ และถ้าตอนนี้เรายังไม่มีวิธีหรือความรู้อื่นที่ดีกว่ามาแทน ใช้ตัวนี้แหละ ง่ายและผิดพลาดน้อย

1 Moving Average MA บอกเทรนด์ของราคา เราจะใช้ ema บอว่าช่วงนี้เป็นขาขึ้น หรือลง หรือออกข้าง ก็คล้ายๆที่เราดูแท่งเทียนนั้นแหละครับ แต่ว่า การใช้ ema หลายเส้นมาร่วมกัน เช่น เส้น สั้น กลาง ยาว ตามแต่เรากำหนดว่าสั้นจะสั้นแค่ไหน ยาวจะยาวแต่ไหน มาวิเคราะห์ร่วมกัน จะทำให้เราเห็นภาพชัดๆมากยิ่งขึ้น หลักการก็คือ ถ้าเส้นสั้นตัดเส้นยาวกว่าขึ้น แสดงว่ามีเทรนด์ที่จะขึ้น ขาลงก็กลับกันเป็นเส้นสั้นตัดเส้นยาวกว่าลง

ตัวอย่างเช่น ถ้าหุ้นตกแรงมาแล้วเรากำลังเฝ้ามองอยู่ถ้าเส้น ema 12 ชี้ขึ้นตัดกับ ema 50 แล้ว ผมจะไม่บอกว่าจุดนี้ต้องรีบเข้านะ มันมีอีกหลายองค์ประกอบ ให้คุณพิจรณาสิ่งอื่นประกอบ เช่น เทรนด์หลักของตลาด โวลุ่มที่มีเข้ามา เป็นต้น แต่ความหมายของเส้น ema 12 ตัด ema 50 ขึ้นก็คือ ในช่วง 12 วันหรือ 12 แท่งที่ผ่านมานี้ ราคามันสวนทิศขึ้นมาดีกว่าในช่วง 50 วันหรือ 50 แท่งก่อนนี้มาก ถ้าโวลุ่มคอนเฟิร์มสักแท่ง ก็น่าตามอะไรแบบนั้น

2 Moving Average MA จำกัดสัญญานหลอก หรือ นอยส์ ของกราฟราคา เพื่อนๆคงเคยเจอแบบว่า ราคาขึ้นไปอยู่ดีๆ สมมุติว่าเราใช้ ema 12 วันเป็นตัววัดในระบบเทรดของเราว่า ถ้าหลุด เส้นนี้เมื่อไหร่เราจะขาย แต่วันดีคืนดีมันหลุดมาจึกหนึ่ง แล้วเราก็ขายตามระบบที่วางไว้ น่าปรบมือให้กับความมีวินัยของเรามาก

หลังจากนั้นสามวัน ราคามันกลับขึ้นไป เหนือเส้น ema 12 วันอย่างเร็ว แล้ววิ่งตลบไม่เห็นฝุ่น ปล่อยให้เรานั่งงง คิดว่านี้ระบบเทรดของตรูมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอว่ะ เจ้าสิ่งนี้แหละที่เขาเรียกว่าสัญญานหลอก หรือ Noise

เราจะจำกัด เจ้า noise นี้ยังไง แนะนำให้ดูพฤติกรรม ในอดีตของหุ้นเป็นตัวๆไปเลย ถ้าเส้น ema 12 เป็นเส้นที่เร็วที่สุดของเรา ให้สร้าง ema อีกเส้นที่ช้ากว่าเส้นแรก โดยที่เส้นที่ 2 นี้จะเป็นตัวที่สามารถรองรับ noise ในอดีต ของหุ้นได้ ลองสร้างดูแล้ว ดูย้อนหลังไปว่า ราคาที่หลุดแล้วเด้ง ส่วนมากมันเด้งที่เส้นเวลาเท่านี้ของเราไหม เช่น อาจจะสร้าง ema 29 มาอีกเส้นให้วิ่งคู่กันไป

ถ้าราคามันหลุด ema 12 มาแล้วให้ระวัง ถ้าชน ema 29 ไม่หลุดก็อย่าเพิ่งขายมันอาจจะเป็น Noise แต่ถ้าหลุดอีก ก็ขายทิ้งไปเป็นต้น จำนวนวันใน ema นี้เป็นตัวอย่างนะครับ เอาไปปรับใช้เองว่าจะใช้กี่วัน แต่นะนำว่าชาวบ้านเขาใช้กี่วันก็ใช้เหมือนเขานั้นแหละ ไม่จำเป็นต้องอินดี้ตั้งไม่เหมือนคนอื่น เพราะเราใช้มันดูคนอื่นว่าเขาคิดยังไง เราไม่ได้ดูว่าเราคิดยังไงกับมัน

3 Moving Average MA ใช้เป็นแนวรับแนวต้าน ถามว่าทำได้ไหม ก็ตอบว่าทำได้ ถามว่าดีไหม ตอบว่าแค่ไม่เลว แนวรับแนวต้านที่สำคัญกว่าผมยังเชื่อว่าควรใชั Elliott Wave (อันนี้เราจะมาว่าละเอียดกันอีกที ที่จริงเคยเขียนแล้วในบล๊อกนะครับ) แนวต้านแนวรับหลักๆของ Moving Average สุดท้ายแล้วมักจะถูกเบรก ถ้ามันยังอยู่ระหว่างเวฟ  มีแต่แนวรับแนวต้านระยะยาวจริงๆเช่น ema200 วันเป็นต้น ที่สุดท้ายแล้วมีสิทธิ์จะเอาอยู่

ถ้าเราไม่รู้หรือไม่คิดจะศึกษา Elliott wave ก็สามารถใช้ ema นี้เป็นรับต้านแทนได้ แต่คุณอาจจะพลาดกินคำใหญ่ได้แค่นั้นเอง

4 Moving Average MA ใช้เช็คการบีบตัวของราคา ส่วนนี้จะคล้ายๆกับข้อ 3 คือการใช้หาแนวรับแนวต้าน เพราะว่า ราคามันจะบีบตัวก็ที่แนวรับแนวต้านนี่แหละ ถ้าราคาบีบตัวโดยเส้น ema หลายๆเส้นของเรามันบีบเข้าชิดกันขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่า ตรงนั้นเป็นแนวรับ หรือแนวต้านที่สำคัญ อีกไม่นาน จะมีการวิ่งแน่

ไม่ว่าจะเป็นวิ่งเบรก หรือ วิ่งหลุด ให้สังเกตุเทรนด์หลักประกอบ และ โวลุ่มครับ


ยังมีอีกมากมายที่เราใช้ประโยชน์ได้จาก Moving Average MA วันนี้เอาหลักๆเท่านี้ก่อน สำหรับ Moving Average MA นี้ บางคนไม่ใช้อย่างอื่นเลย ใช้ตัวนี้ตัวเดียว ทำกำไรมากมายก็มีให้เห็นนะครับ ข้อดีของมันคือง่ายทั้งการทำความเข้าใจของที่มามัน และง่ายทั้งการเอาไปใช้ แถมยังถือว่ามีประสิทธิภาพสูง เมื่อเทียบกับอะไรที่เข้าใจง่ายๆแบบนี้

สำหรับเพื่อนๆที่เข้ามาศึกษาใหม่ Thai Trader แนะนำให้ศึกษาการใช้ Moving Average ให้แตก บางทีมันอาจจะเข้ากันได้ดีกับนิสัยส่วนตัวของเรา แล้วไม่จำเป็นต้องไปดูอย่างอื่นอีกเลยครับ

รอบหน้ามาว่ากันถึง ดาราสมทบฝ่ายหญิ่งกันบ้าง ใช้ดูเทรนด์แนวรับแนวต้านได้ดีและง่ายพอๆกับ Moving Average เป็นหนึ่งในเครื่องมือไม่ใช่ Indicator เพื่อนๆว่าเธอคนนั้นคือใคร ฮ่าๆๆ

Stochastic ‎Oscillator หรือ ‎STO ใช้ยังไง คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดยังไงมาดูกันครับ

ช่วงนี้ผมจะพยายามเขียนเรื่อง indicator เยอะๆหน่อย เพราะไปอ่านเจอหนังสือเกี่ยวกับเทคนิคคอลหลายๆเล่มบนแผงหนังสือ เขามักเขียนไม่ละเอียด แล้วดูท่าถ้าเราเอาไปใช้แบบไม่เข้าใจ(ไม่รู้ว่าคนเขียนเข้าใจแค่ไหนด้วย) หายนะจะบังเกิดได้ง่ายๆ

อันนี้ขอเริ่มที่ ‎Stochastic ‎Oscillator หรือ ‎sto ที่มีเพื่อนๆจำนวนมากชอบใช้(ที่ๆเขาสอนติวเทคนิคคอลหลายๆที่ก็เห็นเอาบรรจุลงในคอร์สสอน)

Stochastic Oscillator ผมจะไม่เอาสูตรเอาไรมาพูดกันให้ยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องจำสูตร แต่รู้ไว้ว่าหลักการคร่าวๆของมันมาจากอัตราส่วนราคาปิด เทียบกับราคาไฮของวัน มีสองเส้นเส้นหนึ่งเป็นผลการคำนวนที่ว่า อีกเส้นเป็น ค่าเฉลี่ยนของเส้นแรก

หนังสือเยอะมากและคนที่เปิดสัมนาเยอะมากอีกเช่นกันที่บอกให้ใช้ sto เป็นตัว หาจุดเข้าซื้อ หรือขาย มันไม่ผิดนะ แต่มันมีจังหว่ะสำคัญที่จะทำให้คุณพลาดได้ถ้าใช้ไม่ระวัง

ก่อนจะพูดถึงว่ามันจะพลาดตรงไหน ขอเล่าสักหน่อยว่า sto มันบอกอะไรเราได้บ้าง

Stochastic ‎Oscillator พูดรวบให้เข้าใจง่ายๆ มันจะเป็นตัวช่วยบอกการแกว่งของราคา ถ้าราคาปิดของวันอยู่ใกล้หรือเท่ากับ hi ของวัน เส้นมันจะมีค่าเข้าใกล้ 100 เข้าเรื่อยๆ ยิ่งปิดสูงหลายวันเส้นก็จะเข้าใกล้ร้อยไปมากเท่านั้น ในขาลงก็เช่นกัน ยิ่งปิดต่ำกว่าไฮของวัน sto ก็จะยิ่งลงต่ำเข้าใกล้ 0 มากขึ้น

การใช้ sto Stochastic ‎Oscillator เช็คว่าซื้อหรือขายมากเกินไป ตรงนี้จะคล้ายๆกับ rsi จะเอาจำนวน 80 20 หรือปรับตามตัวหุ้นยังไงก็แล้วแต่ เป็นเลขอิงโซนซื้อหรือขายมากไป แต่ขอเน้นย้ำไว้เลยว่าการที่ sto เข้าไปสู่ 80 ไม่ได้หมายถึงว่า ให้ขายหุ้นออกนะ 

การที่มันเข้าถึง 80 หมายความว่ามันขึ้นโคตรแรง แล้วยิ่งมันอยู่ในโซนนี้นานเท่าไหร่ก็แสดงให้เห็นถึงความร้อนแรงและความมั่นคงของเทรนด์ที่เป็นขาขึ้น เพราะว่ามันแสดงให้เห็นว่า กราฟราคามันรักษาการปิดที่ใกล้ไฮของวันได้เรื่อยๆ และในทางกลับกันขาลงถ้าเข้าสู่ 20 แล้วเข้าไปรับ คุณจะมีโอกาสรับมีดเลือดสาดสูงนะ เพราะมันไม่ได้หมายความว่ามันกลับตัว มันบอกเราว่า มันรักษา การลงได้ต่อเนื่อง ต่างหาก


บางคนเรียกว่าการไล่บน ไล่ล่าง


  • ไล่บนก็คือ sto อยู่เหนือ 80 เป็นเวลานาน แสดงถึงความแข็งแกร่งของขาขึ้น
  • ไล่ล่างก็คือ sto อยู่ต่ำกว่า 20 นาน แสดงถึงความแข็งแกร่งของขาลง


ความผิดพลาดที่ 1 ถ้าใช้ sto โดยกำหนดว่าเกิน 80 ให้ขายออก ต่ำกว่า20 ให้เข้าไปรับ โอกาสเกิดเหตุการณ์ ขายหมู กับรับมีดสูง เพราะงั้นถ้าไปเจอที่ไหนเขาบอกแบบนี้ให้คิดให้รอบคอบ ตีความ sto ให้แตกมากๆ

....................

ทีนี้มาดูเรื่องเส้น %D %K ตัดกันบ้าง ผมจะไม่ไปพูดถึงว่าเส้นไหนตัดเส้นไหนให้ซื้อ หรือขายนะครับ แต่ต้องบอกว่าวิธีนี้ พกโอกาสความผิดพลาดมาเต็มกระเป๋า ผิดยังไงก่อนอื่นผมขอเท้าความไปเรื่องแนวรับแนวต้านสักนิด

แนวรับ หรือ แนวต้าน ที่เราได้ตีไว้ เมื่อราคาหุ้นไปถึงไปชน มันจะต้องยึกยักไม่ผ่านไปพรวดเดียว ลองนึกภาพตามไปด้วยนะครับ แนวรับแนวต้านเป็นจุดชั่งใจ พอไปชนแล้ว คนที่คิดว่าเบรกกับคนที่คิดว่าไม่เบรกจะสู้กัน ราคาตรงนี้จะแกว่ง มากกว่าตรงจุดอื่น

แล้วยิ่งถ้าเป็นการจบเวฟนะครับ ตรงจุดนี้มันมักจะสร้าง patterns ด้วย ซึ่งราคาจะเด้งไปมาในกรอบรับต้านของ patterns นั่นหมายความว่า ราคา hi กับ ราคาปิด (ที่เราเอามาสร้าง sto)จะกลับเป็นตรงข้าม กับเทรนด์หลัก คือมันจะกลายเป็น side way เล็กๆ คุณจะเห็น sto กลับทิศเทรนด์ก็ตอนนี้

ซึ่งแน่นอนถ้ามันแค่เทสแนวต้านรับ ยังไม่ได้กลับตัวจริงมันก็คือสัญญานหลอกให้คุณขายหมู หรือในกรณีขาลง ก็หลอกให้คุณเข้าไปรับดาบซามูไร นั้นแหละครับ เพราะสองเส้นที่ว่ามันจะตัดกันให้เห็นจนงงแน่ๆ

และนี้ก็เป็นเหตุผลที่คนจำนวนมากพูดว่า sto มันเร็วเลยทำให้ความผิดพลาดมันเยอะ ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ได้เร็วอะไรมันก็ปกติของมันแหละ แต่คนเข้าใจมันผิดเอง เอามันไปใช้ผิดประเภท

ความผิดพลาดที่ 2 ก็คือ ในจุดแนวรับแนวต้าน เป็นจุดที่ราคาชะลอความร้อนแรง sto มักจะส่งสัญญานการกลับตัวของราคาทันที ทำให้เราซื้อหมาขายหมู (แล้วมันเป็นจังหว่ะสำคัญด้วยนะ เพราะจุดเบรก หรือจุดกลับเวฟ ถ้าซื้อหรือขายก่อนมัน เราจะเสียโอกาสเยอะมาก)

จากความผิดพลาดที่ยกตัวอย่างมาทั้ง 2 ข้อ ก็เพียงพอที่จะก่อหายนะให้เราได้ถ้าเราใช้มันผิดหน้าที่ sto นี้อยากแนะนำให้ใช้หลักๆคือการดูความแข็งแกร่งของเทรนด์ และการยังรักษาเทรนด์เดิมไว้ได้ เป็นหลัก

1 ดูว่าถ้าอยู่โซนเหนือ 80 ให้ระวังว่าคนซื้อเยอะแล้ว อุปสงค์เริ่มน้อยลงแล้วนะ แต่อย่าเพิ่งขายทิ้ง คนที่ขายหุ้นที่ปิด ที่ราคาไฮทุกวัน ก็แย่แล้ว มันขึ้นก็ปล่อยมันไปต่อ

2 ดูว่าถ้าอยู่ต่ำกว่าโซน 20 ให้เริ่มจับตาว่าใกล้เข้าซื้อได้ เพราะคนเริ่มขายกันมากไปแล้ว อุปทานเริ่มน้อยแล้ว แต่อย่าเพิ่งซื้อ เพราะคงบ้าพอๆกับข้อ 1 ถ้าคุณจะเข้าไปรับหุ้นที่ราคาปิด ต่ำลงทุกวันครับ ปล่อยมันลงต่อไปเรื่อยๆ

จะเห็นว่าประโยชน์ที่แท้จริงของ STO คือดูความแข็งแรงของเทรนด์ ถ้ามันแกว่งขึ้นลงมากๆแสดงว่ามันเป็นไซดเวย์ ถ้าไม่คันมือจริงๆ ก็ควรจะอยู่เฉยๆ

ผมอาจจะแนะนำทุกท่านต่างจากคนอื่น คนอื่นถ้าเข้า 80 ให้ขาย 20 ให้ซื้อ ส่วนผมขอบอกว่า ยิ่งเข้า 80 ยิ่งให้ถือ ยิ่งลง 20 ยิ่งระวังอย่าเพิ่งไปรับ เพราะธรรมชาติ ของ STO มันเป็นแบบนั้น อันนี้ไม่ได้บอกให้เชื่อ เพราะมันอาจจะขัดกับหนังสือหรือที่คนเขาว่าไว้กันมาก แต่ขอให้ลองเอาไปคิดเล่นๆดู

แล้วเดี๋ยวจะมาต่อ INDICATOR ตัวอื่นๆต่อครับ ด้วยความปราถนาดี Thai Trader ก็ต้องศึกษาอีกเยอะ จึงไม่ได้ตั้งใจขัดความเชื่อเดิมครับผม

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Elliott Wave ตอนที่ 3 ฝึกนับเวฟจากกราฟจริงกันเลยที่นี่

เราผ่านการทำความรู้จัก พื้นฐาน Elliott Wave ซึ่งเป็นการพูดถึงคอนเซปคร่าวๆของ Elliott Wave และนอกจากนี้ เรายังได้รู้จักตัวเลช Fibonacci มากันแล้วจากโพส ใช้ Fibonacci Retracement ถ้าใครยังไม่ได้อ่านก็ย้อนกลับไปอ่านกันได้ครับ เพราะตอนนี้ เราจะเริ่มนับเวฟจริงกันแล้ว

ก่อนอื่นคงต้องบอกก่อนว่าหุ้นที่จะเอาเป็นตัวอย่างผมคงไม่เซนเซอร์ ตัวหุ้นอะไรให้ยุ่งยาก เพื่อนๆจะได้เปิดดูไปและทำไปด้วยกันได้ เพราะการนับเวฟนี้ต้องฝึกต้องทำบ่อยๆ ถึงจะเข้าใจและชำนาญนะครับ และสิ่งที่ผมมักเน้นตลอดคือ การวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นไม่ใช่เป็นการดูเพื่อฟันธงว่า ราคาจะขึ้นหรือลง ดูจากบทความนี้แล้วห้ามเอาไปเป็นหลักในการซื้อขายเด็ดขาด มันคือข้อมูลของกราฟ ที่ช่วยให้เราวางแผนการเทรด และเรียนรู้ เท่านั้น ข้อมูลเหล่านี้ ต้องเอาไปผ่านกระบวนการ ของระบบการเทรด ของตัวเอง ก่อนแล้วถึง ค่อยเคาะซื้อ หรือขาย นะครับ จำไว้ กราฟไม่เคยบอกว่าราคาจะขึ้น ลง แบบชัวร์ๆ มันแค่บอกทิศทางที่เป็นไปได้ เมื่อเราได้ทิศทางเหล่านั้นแล้ว ก็จับข้อมูลที่ได้โยนเข้าระบบที่เราออกแบบไว้ ถึงซื้อขาย อย่ามองหาสิ่งที่ไม่มี ในกราฟครับ

   
เมื่อเข้าใจข้อตกลงกันแล้วเราก็มาว่ากัน ผมลองเลือกหุ้นที่มันดูเห็นภาพง่ายๆก่อนนะครับ ลองเปิดกราฟของ GRAMMY ขึ้นมาเลย เลือก TIME FRAME 120 นาที เจาะดูราคาช่วงตั้งแต่วันที่ 1 กพ 2555 ถึง 28 กพ 2555  จะได้ดังรูป

เราจะเห็นว่าราคาเริ่มขึ้นมาตั้งแต่วันสิ้้นเดือนของเดือน มค จากราคา 17.8 มาเป็น 20.5 ก่อนปิดตลาด วันที่ 5 แล้วหลังจากนั้นราคาก็ย่อลงมาเรื่อยๆตามลำดับ จนลงไปต่ำสุดแถวๆ 19.4 บาท ในช่วงจังหวะที่หุ้นเริ่มขึ้น รอบแรกนี้แหละ เป็นจังหวะสังเกตุเวฟแรก เมื่อเราลองสังเกตุ INDICATOR ที่เราใช้ ดูด้วยก็จะเห็นว่ามันเป็นไปในทิศทางเดียวกับราคา

เรื่องของ INDICATOR ผมคงพูดละเอียดในโอกาสหน้า ส่วนนี้ใครจะใช้อะไรก็ได้ตามแต่ถนัด บางคนใช้สองสามอัน ก็สุดแล้วแต่ ส่วนผม ผมชอบ RSI ที่สุด มันไม่ช้าไม่เร็วเกินไป เข้าใจง่าย ดู overbought และ oversold ได้ง่ายๆ ผมจึงใช้แต่อันนี้อันเดียว ตัวอื่นๆ ไม่ค่อยได้ใช้ บางคนอาจจะใช้ MACD เพิ่ม แต่ผมว่าผมมีวิธี มองเทรนด์ ได้ง่ายๆและได้ผล ด้วยการลากเส้น TRENDS LINE แล้ว ส่วนนี้เคยพูดไปบ้างแล้วในบทความ  ใช้เทคนิควิเคราะห์ทำยังไงลองมาดูกัน รายละเอียดมากกว่านั้นมีโอกาสจะเขียนอธิบายอีกรอบ หรือใครไม่อยากรอ ลองไปดูกราฟที่ผมเคยตีผ่านๆมาแล้วก็ได้ครับ

เมื่อเราจับจุดที่สันนิษฐานว่าจะเป็น WAVE 1 ได้แล้ว ทีนี้เราก็มาใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement วัดหาเป้าหมายของเวฟ 2 3 4 5 กันเลยครับ หลักการมีง่ายๆคือ ลากจากราคาต่ำสุด หรือจุดเริ่มต้นของ WAVE 1 ไปยังจุดสูงสุด หรือยอดคลื่น ของ WAVE 1 ตามรูปเลยครับ


หลังจากลากแล้วเราจะได้เส้น FIBO ที่ลากจากจุดต่ำสุดคือ 100 สูงสุดคือ 0 เส้นที่เกินจากนั้นไปข้างบน จะเป็นจุดที่เราคาดคะเน ราคาของ WAVE ต่อๆไปนะครับ

จากโพสโน้น ตรง กฏพื้นฐานของ Elliott Wave ผมจะมี ขนาดของ WAVE ต่างๆ ในอุดมคติ ของ  Elliott Wave ไว้ให้ ลอง กลับไปดู ต้องบอกว่าอุดมคติ เพราะในชีวิตจริงมันมักจะไม่ตายตัว เราต้องอาศัยประสพการณ์ของเราเองกับหุ้นตัวนั้นๆ ช่วยบอก แต่โดยส่วนมาก ในสถาณการณ์ปกติจะเป็นดังนี้
  1. เมื่อจบเวฟ 1 เวฟ 2 มักจะลง เป็นขนาด 32.8% 50% หรือ 61.8% ของขนาดของเวฟ 1 ขนาดหากันยังไง ก็ให้เอาราคาที่จบเวฟ 1 ลบด้วยราคาที่เริ่มต้นเวฟ นั้นแหละครับ อันนี้ไม่ต้องจำ เดี๋ยวพอถึง ห้วข้อการใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement ในการวัดขนาดเวฟ ก็จะง่ายๆเอง 
  2. เวฟ 3 มักจะมีขนาด 61.8% หรือ 161.8% ของขนาดเวฟ 1 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ว่าตลาดขึ้นแรงแค่ไหน โดยเอาเป้าราคาเวฟ 3 ที่ได้เริ่มนับตรงจุดที่เวฟ 2
  3. เวฟ 4 มักจะย่อลงมาไม่เกินยอดของเวฟ 1 ยกเว้นใน future มักจะให้ลงเยอะกว่าได้ครับ
  4. เวฟ 5 มักมีขนาด 323.6% ของเวฟ 1โดยให้เริ่มนับที่จุดสิ้นสุดเวฟ 1 หรือจุดเริ่มต้นของเวฟ 1 ก็ได้แล้วแต่สภาพความร้อนแรกงของตลาด
  5. เวฟ c มักสิ้นสุดแถวๆเวฟ 4 เวฟ a หลายๆครั้งมักใช้เวฟ 3 เป็นแนวรับ(กรณี เกิดเวฟ 5 ที่แรงน้อย double top เป็นต้น) เวฟ b อาจจะมีขนาดเท่ากับ wave a หรือ น้อยกว่าก็ได้
  6. เวฟ a b c อาจจะมีลักษณะเป็น Flats หรือ zig-zag ก็ได้ ความแตกต่างของสองตัวนี้หลักๆคือ flat มีเวฟ c ขนาดเท่าๆกับเวฟ b ส่วน zig-zag เวฟ c ยาวกว่า รายละเอียดลึกกว่านี้เดี๋ยวว่ากันโอกาสหน้าครับ
 ทีนี้จากกราฟ GRAMMY เราจะได้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเป็นดังนี้

จะเห็นได้ว่า จุดมันไม่เป๊ะ ตาม กฏในอุดมคติเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างจะเป๊ะ คือ จุดจบเวฟ 2 และ จุดจบเวฟ 4 เฉพาะ ในตลาดหุ้นค่อนข้างจะเป็นไปตามนั้นครับ ส่วนถ้าใน FUTURE มันค่อนข้างที่จะแกว่งแรง อาจจะเลยกว่าที่พูดไว้ก็เป็นได้

ส่วนในWAVE 3 5 ตรงนี้ถ้าเป็น ตลาดหุ้น มักจะมีส่วนของพื้นฐานเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้ามีข่าวดีเกิดขึ้น เวฟ 3 หรือ 5 อาจจะยาวมากกว่าปกติ  ซึ่งโดยปกติ ถ้าเวฟ 3 ยาวเกิน 100% ขึ้นไป เวฟ 5 มักจะไม่ยาวมาก หรือบางที กลายเป็น จุดเดียวกับเวฟ 3 เลยก็มี อันนี้เราต้องดูสถานการณ์อื่นๆประกอบไปด้วย

ในการเอาไปใช้นั้น เราก็จะเอาไปใช้ในการคาดคะเนราคา ของเวฟ ถัดไปนั้นเอง เช่น ถ้าเวฟ 1 จบเราคาดคะเนหาเวฟ 2 เมื่อเวฟ 2 จบแล้วเริ่มเวฟ 3 อาจจะเป็นจุดที่เราต้องเข้าไปซื้อ  เมื่อไปถึงเป้าหมายที่คิดไว้ในส่วนของเวฟ 3 เราก็อาจจะขาย หรือไม่ก็ได้ (ถ้าเวฟ 4 ลงไม่ลึกก็ไม่จำเป็นต้องขายให้เสียโอกาส)  และก็ทำแบบเดิมกับเวฟ 5 ต่อไปครับ

วันนี้ผมจะขอจบเรื่องนับเวฟนี้เท่านี้ก่อน
แต่ว่า มันมีเรื่องที่ค้างต้องพูดถึงเพิ่มเติมไปอีกหลายบทความแน่นอนสำหรับ เรื่องนี้
คิดว่าจะต้องมี ตอน 3.1 3.2 3.3 แน่ๆ เรายังไม่ได้พูดถึง เวฟย่อย ของเวฟ ใหญ่ และ เวฟพักตัว หลังจากจบเวฟ 5 และยังรวมไปถึงส่วนที่ไม่มีใครพูดถึงเลย Elliott Wave กับอารมณ์ของตลาด ส่วนนั้น คงต้องแยกออกไปอีกตอนเพื่อไม่ให้งง

สุดท้าย ฝากไว้ ตัวเลข มหัศจรรย์ 0.618 1.618 2.618 ... จำมันไว้ มันจะมีประโยชน์กับเราอีกมาก