วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สิ่งเดียวที่ต้องทำเวลาพานิคขาลงคือทำยังไงก็ได้ให้มีเงินสดเพิ่มมากที่สุด

สิ่งเดียวที่ต้องทำเวลาพานิคขาลงคือทำยังไงก็ได้ให้มีเงินสดเพิ่มมากที่สุด

ไม่ว่าจะทำงานหาเงิน รับจ้างนั้นนี่ หรือ แบ่งขายหุ้นที่ราคามันค้างอยู่ระหว่างแนวรับแนวต้าน พวกราคายังลงไม่ถึงแนวรับ

จะได้เงินสดเตรียมจัดเพิ่มหลังจากหายพานิคแล้ว

หุ้นตกนี้คือโอกาสหอมที่สุด(ถ้ามีเงิน)
   

คุณมีออเดอร์ขายของคุณ ส่วนผม(ต้องมีเงิน)ไว้เก็บของของคุณ(เมื่อพอใจ) แค่นี้ก้พอแล้ว

ตอนนี้อย่าเพิ่งปิดจอหนี เพราะมันเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะนั่งเฝ้าจอ รอจังหวะ

อย่าเข้าไปช้อนตอนฝุ่นตลบละ ฝุ่นหายคลุ้งเมื่อไหร่ก็เตรียมลง


มาจับตาเทคนิคของหุ้น PTT กันหน่อย

เวลาที่หุ้นขึ้นๆ แล้วเรามาดูกราฟ เราจะพูด กับตัวเองว่า ทำไมไม่ซื้อตั้งแต่ตอนนั้นหว้า

หุ้น PTT เป็นตัวหนึ่งที่น่าจะจับตาหน่อย ถ้าไม่หลุดไปกว่า แถวๆ 300 มันก็เป็นแนวรับที่ดี ราคาตอนนี้มันวางอยู่บนแนวรับเลย

ลองเก็บไปจับตากันเล่นๆนะครับ

   

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วิเคราะห์หุ้น HMPRO และ ADVANC จากกราฟ เทคนิค ครับ

‪HMPRO‬ ที่ ต้านแรกคือ 13.5 ต้านต่อไปคือ ที่สำคัญคือ 14.1-14.3 ตามลำดับ ถ้าเบรก ได้ต้านต่อไปคือ ไฮเดิม แต่ถ้าไม่ผ่าน ก็คือลงทำเวฟ C ครับ

   
ADVANC‬ ถ้านับแต่ต้นหลายปีผ่านมาช่วงกรอบสีเหลืองนั้นคือช่วงของเวฟ 5 ใหญ่ซึ่งเป็นรอบที่มีขนาดใหญ่ เกือบ 5 ปีแล้ว น่าจะเป็นครั้งแรกที่ นิวไฮแล้ว MACD ไม่ไปด้วย ซึ่งเกิดขึ้นในกราฟ WEEK ด้วยครับ ถ้าย่อแล้วเด้งไม่ทำนิวไฮ ต่อไป อาจจะต้องระวังมากที่สุด


วิเคราะห์หุ้น AIM จากสัญญาเทคนิค ต้องเริ่มระวังตัวกันแล้วหรือยัง มาดูพร้อมๆกันครับ


AIM‬ ก่อนอื่นไปดูที่ กราฟเดิมซึ่งเป็นส่วนที่นับเวฟไว้นะครับ คืออันนี้ กราฟ AIM เดิม

ทีนี้ ตอนนี้มันย่อลงตรงจุดที่ตีว่าน่าจะเป็นเวฟ 3 พอดี และรีบาวด์ขึ้นมาแต่ยังไม่ทำนิวไฮ แบบนี้ให้เราตั้งสมมุติฐานว่าเป็นขาลงไว้ก่อน โดยไอ้ยอดที่วิ่งลงมานั้นคือ ให้เป็นเวฟ 1 ของขาลง

   
สมมุติฐานขาลงนี้จะถูกทำลายลงตอนไหนก็ตอนที่ราคามันสามารถทะลุทำ NEW HI ได้นั้นเอง สมมุติฐานจะเปลี่ยนไปว่า นิวไฮต่อไปนั้นอาจจะคือยอดเวฟ 3 จริงๆ หรืออาจจะเป็นช่วงของเวฟ 5 ที่จบรอบนี้ครับ

ส่วนถ้าราคาไปไม่ผ่านไฮเดิมที่ 0.96 แล้วย่อลงมาต่ำกว่า 0.79 นั้นให้ระวังดีๆแสดงว่าจะไปเวฟ 4 ถ้าหลุดตรงนี้แนวรับสำคัญจะอยู่ที่ 0.69 และ 0.56 ตามลำดับ

ทีนี้มาดูกำลังกันบ้าง กำลังตกลงมาเรื่อยๆนะครับ จากยอด ที่ขึ้นไปเทสไฮเดิม นั้นทั้ง MACD RSI และ VOLUME ตกลงทั้งคู่ เพราะงั้นก็ระวังกันหน่อย

เวฟ 3 ยาวๆแบบนี้ถ้าเบรก ไฮไปได้ ก็มักจะไปอีกไม่ไกลมาก อาจจะมีขนาด ของเวฟ 5 แค่พอๆกับเวฟ 1 ถ้าเบรกไฮแล้วถือต่อไปก็ต้องไม่ละสายตาครับ จับตาไว้ให้ดี ตั้งเงื่อนไขถ้าหลุดตรงนั้นตรงนี้หาจุดปิดไว้ก็ดี

มาวิเคราะห์หุ้น SSC พร้อมทั้งกรณีศึกษาทางเทคนิค ให้ทุกคนลองฝึกลองเรียนไปตามกันครับ

SSC‬ เอาไว้ไปเป็นกรณีศึกษานะครับ เรื่องการลาก Fibo เพื่อวัดขนาดเวฟ ด้วย เพราะตัวนี้จากเดิมที่ผ่านมากราฟค่อนข้างเป๊ะ

เริ่มกันที่ที่ขาขึ้นก่อนนะครับ เวฟ 1 ของขาขึ้นซ้ายสุดเลย ราคาเริ่มเวฟ 1 คือแถวๆ 48.4 และไปทำยอดเวฟ 1 ที่ 144 บาท พอเราเห็นแบบนี้ปุ๊บ ลาก fibo เลย เราจะลากตามขนาดของเวฟ 1 เพื่อที่จะวัดเวฟ ต่อๆไป โดยจะมีเงื่อนไขหลักๆดังนี้

   
1 ในส่วนเวฟ 2 ถ้าจะให้สวย ย่อลงมาสัก 61.8% ไม่หลุดตรงนี้แล้วขึ้น ถือว่าสวย(อาจจะย่อลงมาน้อยกว่าหรือมากกว่า 61.8% ก็ได้)

2 ถ้าเวฟ 2 หลุด 61.8%ลงมา ต้องดูต่อว่าอย่าหลุดทำ new low ถ้าหลุดทำ new low สมมุติฐานว่าตรงนี้คือเวฟ 1 ของขาขึ้นก็ตกไป เพราะนี้คือส่วนหนึ่งของขาลงใหญ่รอบที่แล้ว เราก็เริ่มจับตาเวฟ 1 ใหม่

3 ในส่วนของเวฟ 3 เมื่อเบรกขึ้นไปแบบนี้ถือว่าไม่เยอะ มีขนาดยาวกว่าเวฟ 1 เล็กน้อย ถ้าเจอแบบนี้ มีสิทธิที่เวฟ 5 จะยาวสุดในรอบ

4 ในส่วนเวฟ 4 มักจะไม่ลงต่ำกว่าเวฟ 1 ลงไปแตะแล้วเด้งเลย ให้สังเกตไว้ถ้าราคาหุ้นตัวไหนก็ตามจบเวฟ 3 อาจจะลงเวฟ 4 ไม่มากก็ได้ แต่ถ้าลงมาก ให้ไปจับตาที่ยอดเวฟ 1 เลย ถ้าลงมาแตะแล้วเด้งเร็วก็เป็นจุดเข้าที่ดี ถ้าลงแตะแล้วหลุด แสดงว่ามีเรื่องมีข่าวบางอย่างที่ไม่ดีเตรียมจะมา

5 ในส่วนเวฟ 5 ของรอบก่อนหน้ามีขนาด 161.8% ของเวฟ 1 พอดีเป๊ะ เรียกว่า แตะปุ๊บก็กระโดดลงเลย เรียกว่าจบรอบ ฟ้าผ่า

ต่อไปมาดูในช่วงขาลงบ้าง ณ ตอนนี้มี รวมรอบขาลงหลักเป็นเวฟ abc (หวังว่ามันจะไม่เปลี่ยนเป็น 1-5 นะครับเพราะถ้าแบบนั้นยาว)
1 ในส่วนเวฟ a มีเวฟย่อยเป็น 1-5 ลงมาแตะแถวๆปลายยอดคลื่น 3 (ของขาขึ้น)ก็เด้ง แบบนี้มักเกิดในกรณี คลื่น 3 ไม่ยาวมาก ถ้าคลื่น 3 ยาวๆ มักลงไปแตะแถวๆ คลื่น 4 ถึงเด้ง

2 ในส่วนเวฟ b เมื่อจบ a แล้ว จะเห็นว่า b เด้งขึ้นมาเป็นขนาด 61.8% ของเวฟ a พอดี ตรงนี้จะเห็นชัดๆ ดูจาก fibo สีชมพูนะครับ ทันทีที่หุ้นราคาตกลงมาจากจุดที่ เป็นแนวต้านสำคัญ เราจะเริ่มตั้งสมมุติฐานว่า นี้คือเวฟ 1 หรือ a ของขาลง ถ้าลงมาแล้วเด้งกลับไม่เกิน 61.8% ของเวฟ 1 หรือ a ที่ว่านี้ มันก็คือยอดคลื่นของเวฟ 2 หรือ b นั้นเองครับ

ถ้าใครติดหุ้นอยู่ เวฟ 2 หรือ b ที่เด้งขึ้นมานี้คือจุดที่ควรจะออก ถ้าแน่ใจว่าแหกไม่ได้แล้วอย่าดันทุรัง เพราะมันมีสิทธิ์ ลงอย่างน้อยก็เท่ากับเวฟ 1 หรือ a ครับ ขายแล้วไปรอตรงนั้นดีกว่าถือฝืนไปแน่นอน เพราะถ้าโชคไม่ดี มันลงทำ C ต่ำ กว่า หรือเลวร้ายสุดๆ มันลงไปเป็น 1-5 ใหญ่ๆอีกรอบ หน้าแห้งติดดอยเป็นปีๆแน่

3 หลังจากเด้งขึ้นมา เป็น b นั้นแล้วไม่ผ่าน ก็ตามหลักทั่วไปคือลงทำเวฟ c เป็นอย่างน้อย เวฟ c ตอนนี้ ที่เห็นคือจะมีคลื่นย่อยอีก 1-5 เราต้องวัดตรงนี้ว่าเวฟ 5 ควรจบที่ไหน โดยทำเหมือนทุกครั้ง ลาก fibo ที่เวฟ 1 ของเวฟ c นี้ครับในรูปกราฟ ผมใช้ fiboเส้นสีน้ำเงินนะ

4 เราจะเห็นว่าราคาตอนนี้ อยู่ใกล้ๆ 161.8% ของเวฟ 1 ดูเส้น fibo สีน้ำเงินนะครับ โดยที่ ไอ้ตรง 161.8% ที่ว่านี้ มันดันใกล้เคียงกับ 61.8% ของเวฟ a อีกด้วย นั้นหมายถึง ตรงนี้เป็นแนวรับที่ดี ที่ได้ลุ้น เพราะว่า มันเหมาะที่จะจบทั้งเวฟ c และ เวฟ 5 ย่อยของเวฟ c ด้วย เพราะงั้น สิ่งที่เราควรทำคือ จับตาที่ราคาแถวๆ 97-101 แถวๆนั้นไว้ ถ้าราคาเข้าใกล้แล้วเริ่มมีโวลุ่ม แสดงว่าจะมีเด้ง พูดว่ามีเด้ง ไม่ได้พูดว่ากลับเป็นขาขึ้นเพราะอะไร มาดูต่อข้อ 5

5 ถ้าราคาไปตรงแนวรับสำคัญที่ว่าในข้อ 4 แล้วเด้งจริง และเราเข้าแล้ว(ถ้าไม่เด้งก็ไม่ต้องเข้านะครับ เพราะไม่มีกฏอะไรที่บอกว่า แนวรับสำคัญจะเอาอยู่แน่นอน มันเป็นแค่จุดที่ คนจะจ้องเป็นพิเศษ) นี้ไม่ใช่ถือว่าเป็นการจบขาลงนะครับ

อย่าลืมว่าเราตั้งสมมุติฐานไว้ว่า เวฟ a อาจจะเป็นเวฟ 1 เวฟ b อาจจะกลายเป็นเวฟ 2 และ c ตอนนี้อาจจะกลายเป็นเวฟ 3 นั้นแสดงว่าไอ้ที่เด้งขึ้นไป อาจจะเป็นการเด้งของขาขึ้นจริงๆ หรืออาจจะเป็นการเด้งไปทำเวฟ 4 แล้วตกกลับมาอีกเพื่อเป็นเวฟ 5

6 จุดวัดว่ามันจะตกกลับมาอีกไหม จะมีแนวต้านสำคัญอยู่ที่ยอดของเวฟ a แถวๆ 177 บาท ถ้าเราเข้าแล้วราคาขึ้นไปถึงตรงนี้ให้ระวังมากๆ ถ้าไม่ผ่าน มันจะลงเวฟ 5 แต่ถ้าผ่านก็ไปหาไฮเดิมกันต่อไปในระยะยาวครับ

7 เมื่อราคาไปถึงแนวรับแนวต้านสำคัญให้ไปดูกำลังมันประกอบทั้งจากโวลุ่มหรือ พวก oscillator ว่ามันหมดแรงหรือมีแรงอยู่ไหมประกอบนะครับ


สำหรับที่ติดค้างน้องที่ถาม เรื่อง การลาก fibo ให้ดูตรงนี้ประกอบ ไปอ่านเรื่อง elliott wave ในบล๊อกเพิ่มก็ได้จะได้เห็นภาพขึ้น การลาก fibo นั้น หลักการเอาไว้ใช้วัดขนาดเวฟ ซึ่งเราจะได้เห็นว่าเราอยู่ตรงไหนของรอบแล้ว ถึงจุดที่ต้องระวังหรือยัง

นี้คือเรื่องสำคัญ การลากมั่วๆ จากสูงไปต่ำเลย ก็อาจจะได้ผลเหมือนกัน แต่นั้นคือบังเอิญ เพราะ เลขอัตตราส่วนฟิโบนัคซี่ ที่เราเอามาใช้ เมื่อบวกต่อกันมันก็ได้เลขเดิมๆนี้แหละ เราลากมั่วๆ แล้วเราก็อาจจะเห็นว่ามาชนตรงนี้แล้วเด้งจริงๆเว้ยเห้ยพอดี

แต่มันมีประโยชน์มากกว่าถ้าเรารู้ว่า เส้นตรงนี้ไม่ค่อยสำคัญ ถ้ามาถึงตรงนี้ให้ระวังมากๆ เราจะรู้ความสำคัญของแนวรับแนวต้านของ fibo จากการนับเวฟ ได้ดีกว่าการลากมั่วๆ

ข้อสำคัญ การนับเวฟ และลาก fibo อย่าไปคิดว่าถึงตรงนี้แล้วลงแน่นอน หรือลงถึงตรงนี้แล้วขึ้นแน่นอน ให้ดูกำลัง(momentum)ประกอบ

เวฟ เป็นการบอก ว่าตอนนี้ให้เราจับตา ระวัง เราจะจับตาอะไรก็ไปดูกำลังของมันนั้นเอง ถ้ากำลังวิ่งสวนทางกับราคาแล้วก็เซฟๆ หรือเก็บๆตามแต่โอกาสครับ

วิเคราะห์หุ้น BJC ดูกราฟดูทิศทางกันครับ

BJC‬ ดูที่กรอบสี่เหลี่ยมที่วงไว้ คือมาแตะที่ 61.8% ของเวฟ 1 3 ครั้ง ไม่หลุด ตรงนี้ถือว่าเป็นแนวรับที่ดี

ไปดูที่ตรงโวลุ่ม ที่วงไว้สีเหลืองๆ โวลุ่มน้อยลงเรื่อยๆเพราะคนลุ้นอยู่ว่าแนวรับตรงนี้จะเอาอยู่ไหม ถ้าเอาอยู่และเด้ง แนวต้านแรกจะเป็น 51.3 และต้านต่อไปที่สำคัญเลยคือ 61.5 คนเขาดูๆอยู่ถ้าเราไม่มี ก็ควรจะดูๆเหมือนคนอื่นๆ รอจนเขาแน่ใจ

   
(ตรงนี้บางคนอาจจะบอกว่าเราต้องเอาตอนเขากลัวๆนี่แหละ แต่สำหรับผม จะไปเสี่ยงกับมันทำไม ให้มันแน่ใจหน่อยว่าไม่ลงอีกหรือลงไปก็ไม่มากค่อยเข้าดีกว่า ถ้ามันไม่ลงอีกแนวต้านพอมีที่ให้กินอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องเข้าไปเสี่ยงโดยที่อะไรยังไม่ชัด)

สรุปโวลุ่มมาในแบบที่ราคาเด้งได้ ก็ค่อยน่าสน โวลุ่มมาในแบบราคาหลุดแนวรับก็ปล่อยมันไป



การอ่านกราฟหุ้นคืออะไร เทคนิคคอล คืออะไร เราได้อะไรจากกราฟหุ้น ต้องมาอ่านบทความนี้ก่อนครับ

บทความนี้ยาวหน่อย แต่ถ้าอ่านดีๆคุณจะเห็นว่ามันมีเหตุผลอะไรซ่อนอยู่ในเทคนิคคอล คุณจะเข้าใจว่าเราต้องมองหาอะไรจากกราฟ ถ้าเริ่มด้วยความเข้าใจตรงนี้ มันก็เหมือนเดินแบบมีทิศทางไม่มั่วซั่วว่าเรากำลังไปทางไหนกันแน่

ครั้งแรกที่เราดูกราฟ และพยายามใช้เทคนิคคอลในกราฟ เรารู้สึกว่ามันโคตรจะไร้เหตุผลใช่ไหม? ผมก็เป็นแบบนั้น แต่เมื่อศึกษาดีๆ มีอะไรหลายอย่างให้คิดต่อครับ

เริ่มท้าวความไปสมัยที่ผมเริ่มสนใจเทคนิคคอลแรกๆ อ่านหนังสือมาเห็นเขาแนะนำเรื่องเทรนด์ไลน์ เลยเปิดกราฟดูและลากตามหนังสือเลย ลากปุ๊บ พูดกับตัวเองว่าเห้ย พอมันมาชนแล้วเด้งจริงๆว่ะ ลากทิ้งไว้สักอาทิตย์ พอมันย่อกลับมา มันก็เด้งอีกเว้ยเห้ย นี่มันเป็นเวทย์มนต์แบบไหนกันเนี้ยยยย

ตะลึงนะครับ ผมไม่เข้าใจว่าไอ้เส้นเทรนด์ไลน์นี้มันไปมีอิทธิพลอะไรกับราคาหุ้นทำไมมาชนแล้วเด้ง มันเป็นเรื่องไร้เหตุผล ที่ดันเกิดขึ้นจริง ไปดูหลายๆตัวก็มีเกิดแบบนี้จริง

จากนั้นมาสักพัก ผมได้ไปงานแต่งเพื่อนคนนึงที่ขอนแก่น เลยนัดกับเพื่อนที่เริ่มเล่นหุ้นด้วยกันว่ามานอนโรงแรมเดียวกันเดี๋ยวกูมีอะไรดีๆให้ดู

เราก็หิ้วโน๊ตบุ๊คไปกันด้วย พอเข้าโรงแรมก็เปิดกราฟมาลากเส้นกันดู แล้วก็เห้ยๆจริงๆ(อีกครั้ง) มันเกิดขึ้นแต่ไม่มีใครเข้าใจ ไม่รู้ว่าทำไมมันเด้งพอมาชนเทรนด์ไลน์ แล้วมันต้องไม่หลุดไม่อะไรไปง่ายๆ

แต่ถึงผมจะยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรมันเด้งได้ไง ผมก็ยังพยายามจะใช้มันอยู่ ก็เอาไอ้เจ้าเทรนด์ไลน์นี้แหละไปใช้ในการซื้อขาย ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าทำไมมันเด้ง

ผลปรากฏก็คือ ไม่เคยกำไรเลย เอาจริๆหุ้นขึ้น แต่ผมขาดทุน เพราะผมไม่รู้ว่าทำไมชนแล้วมันเด้ง และก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องทำไมชนแล้วมันหลุด อันนั้นยิ่งไม่รู้ ขาดทุนจนเซ็งเลยหันไปมั่วเหมือนเดิม

แต่ก็พยายามศึกษาต่อมาเรื่อยๆรวมถึงดูกราฟที่เขาตีโชว์ในยูทูป บ้างอะไรบ้างตามประสา

หลังจากนั้นก็ได้มาสร้างเพจสร้างอะไรเพื่อรวบรวมข้อมูลและศึกษามันจริงจัง และมาถึงตอนนี้ พอจะได้ข้อสรุปบ้างว่า เทคนิคคอลมันคืออะไร

มันคือการหารูปแบบของความไม่ยั่งยืนความไม่เที่ยงครับ มันไม่ได้เป็นการหาว่าหุ้นมาแตะเส้นแล้วมันจะเด้ง หุ้นมาตรงนี้แล้วมันจะขึ้น เส้นนี้ตัดเส้นนี้ ไปแน่ ไม่ใช่อะไรแบบนั้น

ในตลาดมีความไม่ยั่งยืนไม่เที่ยงอยู่อย่างน้อย 2 อัน
1 ความมั่นใจไม่เคยยั่งยืน
2 ความไม่มันใจคลุมเครือก็ไม่ยั่งยืนเหมือนกัน

เมื่อคนมั่นใจแล้ว มันจะเป็นการออกเดินทางไปสู่ความไม่มั่นใจ ยิ่งนานความไม่มั่นใจยิ่งมาก แล้วเมื่อไม่มั่นใจจนถึงที่สุด เราก็จะเริ่มเดินทางกลับไปหาความมั่นใจอีกที เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ

มันเป็นที่มาของทฤษฏีดาวน์(ในแบบที่ที่เข้าใจเหตุผล ไม่ใช่พูดแบบกำปั้นทุบดินว่า หุ้นขึ้นก็ลง ลงก็ขึ้นอะไรแบบนั้น) การกลับไปกลับมาของความมั่นใจกับไม่มั่นใจนี่แหละ มันมีลักษณะเป็นคลื่น ไม่ใช่เปลือกของคำพูดที่ว่าราคาหุ้นมันมีลักษณะเป็นคลื่น เพราะราคาหุ้นตอนนี้ มันไม่ได้ทำให้เกิดราคาหุ้นของวันถัดไป ความไม่ยั่งยืนไม่เที่ยงของสองสิ่งที่ว่านี่ต่างหากที่ทำให้เกิดราคาหุ้นของวันพรุ่งนี้

ความไม่ยั่งยืนนี้เป็นต้นกำเนิดของเทรนด์

1 เมื่อมั่นใจ เทรนด์ก็จะเป็นขึ้นหรือลงเต็มๆกำลัง มันใจว่าดีก็ขึ้น มั่นใจว่าแย่ก็ลงเต็มๆ แล้วอย่างที่บอกว่าเมื่อเริ่มมั่นใจก็คือการแพ็คกระเป๋าเพื่อเดินทางไปสู่ความคลุมครือครับ เมื่อเดินทางไปถึงจุดหนึ่งแล้วจะเกิดข้อ 2

2 ความคลุมครือ ไม่มั่นใจ มันก็คือช่วง side way มันเป็นช่วงที่คนไม่มั่นใจแล้วว่า จะไปต่อ หรือ เปลี่ยนเทรนด์ดี ราคาเลยไม่ไปไหน วิ่งออกข้างไปเรื่อยๆ และอย่างที่บอกเช่นกันว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงไม่มั่นใจ มันก็คือการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ความมั่นใจ จะใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดแล้วความจริงจะปรากฏ สุดท้ายแล้วความมั่นใจจะกลับมา ไม่ว่าจะมั่นใจว่าดีขึ้น ก็เป็นเทรนด์ขาขึ้น มั่นใจว่าเลวแน่ๆ แล้วก็เป็นเทรนด์ขาลง

ถ้าเราเข้าใจว่าตลาดมันมีสองอย่างนี้อยู่ และมันมีรูปแบบเกี่ยวพันกันยังไง เราจะรู้ว่าเรากำลังมองหาอะไรจากกราฟ และ เครื่องมือ เทคนิคคอลครับ

ในตลาดหุ้น ถือเป็น ออฟฟิสใหญ่ของกิเลส กิเลส ทำงานประจำอยู่ที่นี้ ความอยาก ความกลัว ที่เราได้รับ (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความมั่นใจกับความคลุมเครือ) ถูกส่งมาจากกิเลสนี่แหละ สิ่งที่เราต้องทำคือจับตากิเลส อย่าไปถูกสิ่งที่กิเลสหยิบให้บังตา

ในทางพุทธ ท่านก็บอกอยู่แล้วไม่มีอะไรยั่งยืน มีได้มีเสื่อม มีมั่งมีมียากจน มีทุกข์ เดี๋ยวก็มีสุข นี่เป็นสิ่งที่กิเลสสร้างขึนมาให้เรา ทั้งหมดนั้นท่านเลยบอกให้อย่าไปยืดติดกับมัน เพราะมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาถึงกันตลอด ที่ยกตัวอย่างนี้ไม่ใช่จะอ้างว่าตัวเองรู้เรื่องธรรมะดี หรือ เอาธรรมะ มาอ้างเพื่อชักนำให้เชื่อ

เพราะผมไม่ได้หวังให้เชื่อ การจะเชื่อหรือไม่คุณคิดวิเคราะห์เองดีที่สุด มันเป็นหน้าที่ของคุณไม่ใช่ผมแน่นอน

ความไม่เที่ยงไม่อยู่ไปเป็นอมตนิรันด์ มันเป็นธรรมชาติ มันเกิดขึ้นจริงนะ และตราบใดที่ยังมีมนุษย์อยู่ในตลาดหุ้น พนักงานกิเลสตัวเดียวกันนี้ ก็จะทำให้มันเป็นแบบนั้นไปตลอด นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไม ทฤษฏีดาวน์ ถึงถูกยอมรับมาเป็นร้อยๆปีแล้ว และทุกวันนี้ก็ยังใช้ได้(และยิ่งผู้เล่นมีมากเท่าไหร่ มันยิ่งใช้ได้ดีเท่านั้น เพราะไม่มีการฮั้ว การปั่นทำได้ยากถ้าแข่งกันเยอะๆ) ก็เพราะผีกิเลสที่สั่งใจคนอยู่ในตลาด มันผีตัวเดียวกันมาเป็นร้อยๆปีแล้วครับ มันยังอยู่ และจะอยู่ตลอดไป

เครื่องมือเทคนิคคอล เราเอามาไว้จับตาดูความไม่เที่ยงนี้แหละ มันไม่ได้เอามาใช้เพื่อดูว่าหุ้นขึ้น หุ้นลง ไปนั้น ไปนี่แน่ๆ

ทั้งหมดนี้มันเป็นที่มาของเทคนิคคอล
1 เวฟ ฟิโบ ไว้วัดระยะทางว่า ความมั่นใจมันมีมานานหรือยัง
2 PATTERNS มันเอาไว้ดูว่าเมื่อไหร่ ความไม่มั่นใจจะถูกเบรกออกไปเสียที เบรกขึ้นหรือลง ก็คือการไปสู่ความมั่นใจเช่นกัน
3 INDICATOR ต่างๆใช้วัดว่า การเปลี่ยนจากมั่นใจไปสู่ไม่มั่นใจได้เริ่มเกิดหรือยัง

วันนี้ Thai Trader คิดว่าพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมราคาหุ้นมันลงมาแตะเทรนด์ไลน์แล้วเด้ง เพราะจังหว่ะที่ลงมาแตะเทรนด์ไลน์ ความไม่มั่นใจบังเกิด สุดท้ายมันเด้ง เพราะความมั่นใจกลับคืนมา (ในทางที่ดี)

ในกรณีที่หลุดเทรนด์ไลน์ก็เหมือนกัน ตอนที่มันมาแตะเทรนด์ไลน์ ความไม่มั่นใจบังเกิด และแล้วความมั่นใจก็เกิด เมื่อมันเบรกลง

ความจริงมันง่ายๆแค่นั้นเอง มีสองอย่าง ที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือธรรมชาติ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แล้วจะเกิดต่อไปเรื่อยๆในอนาคต

ในส่วนของVI ก็เป็นอีกอย่าง นะครับ แต่ก็ผีตัวเดียวกัน ความไม่เที่ยงของความมั่นใจเหมือนกัน แต่มีวิธีการดูอีกอย่าง ต่างจากการใช้เทคนิคคอลแค่นั้นเอง

อย่าไปมองหาสิ่งที่ไม่มี ทำความเข้าใจมันแล้วมองว่ามันเป็นไปยังไง มันเป็นธรรมชาติครับ