วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

ชี้ให้เห็นจุดไดเวอร์เจนซ์ ของหุ้น DTAC

กราฟแรกกราฟสัปดาห์ ชี้ให้เห็นว่า มีสิทธิ์เกิดไดเวอร์เจนซ์ระดับสัปดาห์ ให้ระวังแล้ว

ส่วนกราฟที่ 2 ก็เช่นกัน เป็นกราฟวัน ถ้าราคาขึ้นไปทำเวฟ 5 ได้ คราวนี้ต้องระวังมากๆ วางเงื่อนไขให้ดี ถ้าหลุดเงื่อนไข สำหรับนักเทรดที่ดีไม่มีไรต้องลังเล แบ่งไม้ออกตามแผนการ



ค้าปลีกสหรัฐฯ-นอร์เวย์ เว้น 'เทสโก้' เลิกซื้ออาหารทะเลบริษัทไทย คอมเม้นต์สักสองประเด็นแล้วกัน

จากข่าวนี้คอมเม้นต์สักสองประเด็นแล้วกัน
http://www.thairath.co.th/content/432280
1. คิดว่า ผบห CP คงหาทางแก้ไขอยู่ สองสามที่ที่เลิกซื้อ มันยังเป็นแค่การเตือนเสียมากกว่า และไม่มีทางเป็นไปได้ที่ ผบห เขาจะคิดว่าไม่ขายให้ eu us ก็ได้ ไปขายให้ จีนแทน เพราะว่า มันผิดวิสัยของ บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อย่างแรง ปัญหานี้ไม่ได้มีไว้ให้ใช้อารมณ์แก้ ทำแบบนั้นเมื่อไหร่คนทิ้งหุ้นแน่ ขายของให้สังคมผู้ผลิต มันไม่ง่าย เหมือนขายของให้สังคมผู้บริโภคจ๋า แบบ us eu แน่นอนครับ

2. ประเด็นปัญหาที่เขายกมาอ้างไม่ซื้อของจาก CP นี้ คือปัญหา ทาส ver 1.0 กับ 2.0 ในโพสข้างล่าง เรื่อง "ทาส 5 เวอร์ชั่น" สองเวอร์ชั่นแรกนั้นมันทาสดั้งเดิมที่ทำร้ายผู้ตกยุคแบบโหดร้าย

สังคมในยุคข้อมูลแบบนี้เรามีจริยธรรมมากพอที่จะรู้ว่า เรื่องแบบนั้นมันเลวร้ายแล้วไม่ว่าจะโรฮิงยาเอย ชนกลุ่มน้อยต่างๆเอย(กลุ่มผู้ปรับตัวไม่ทันยุค จากโพสทาส 5 เวอร์ชั่น) เราจำเป็นต้องกำจัดให้การหาประโยชน์จากทาสแบบนี้หายไป ปฏิเสธยากนะว่าไม่มีเรือหาปลาโหดๆที่ซื้อขายทาสกันแบบโบราณมากๆนี้อยู่จริง เรื่อง ค่าหัวที่เอาคนโรฮิงยามาขายให้อุตสาหกรรมพวกนี้ ข่าวมีออกบ่อย

ก็คิดเสียว่าเป็นโอกาสให้แก้ปัญหาแล้วกันครับ ไม่ว่าจุดประสงค์จริงๆของคนกล่าวหาเป็นยังไง แต่ปัญหามันก็มีอยู่จริง แก้ได้ก็เป็นเรื่องดีเรื่องเจริญแก่สังคมเรา จะได้พัฒนากันไปอีกขั้น

ทาส 5 เวอร์ชั่นต้นเหตุของสัดส่วน 20/80 คนส่วนน้อยเป็นเจ้าของโลกนี้

ต่อไปนี้ ThaiTrader จะพยายามเขียนบทความเป็นคอลัมน์สักอาทิตย์ละครั้ง ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับการเทรดโดยตรงหรือเรื่องอื่นๆด้วยผสม กันไป ผมขอตั้งชื่อคอลัมน์ว่า #ขอคิดต่าง ว่างๆก็อ่านกันเล่นๆ เสนอความคิดเห็นด้วยจะยิ่งแจ่มนะครับ

เรื่อง ทาส 5 เวอร์ชั่นต้นเหตุของสัดส่วน 20/80 คนส่วนน้อยเป็นเจ้าของโลกนี้

วิวัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ทำให้สังคมเกิดการแบ่งแยกชนชั้นมาตั้งแต่โบราณ และจะยังคงเกิดต่อไปในอนาคต ถ้าเราไม่คิดไม่รู้ทันวิวัฒนี้สุดท้าย เราจะถูกแยกโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าแนวคิดแบบทางการจะให้ความเท่าเทียมกันแค่ไหน แต่ในทางพฤตินัย การปฏิบัติจริง คนที่ปรับตัวเองไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม จะกลายเป็นทาส หรือ คนที่มีอิสระภาพ แต่ ดำเนินชีวิตในลักษณะทาสเสมอ ลองมาชำแหละว่าแต่ละยุคมีปัจจัยส่วนประกอบอะไรเกิดขึ้นบ้างกันครับ จะไล่ให้เห็นว่าตั้งแต่โบราณมาถึงปัจจุบันนี้เป็นยังไง

ยุคที่1 ในช่วงเวลาเริ่มต้นของวิวัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ เกิดเมื่อคนเราเริ่มรู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ แทนการเก็บของป่าและล่าสัตว์แบบเดิม ผู้ที่เล็งเห็นว่ามนุษย์จะสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ได้แบบมั่นคง ก็จะเริ่มพากันไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ ที่ไหนมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ มีดินดีหญ้างาม ก็จะถูกเลือกเข้าไปอยู่อาศัย สังคมนี้จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีวิทยาการล้ำหน้ากว่ากลุ่มคนที่ ยังดำรงชีพแบบเดิมคือเก็บของป่าหรือล่าสัตว์อยู่ เพราะอาหารพอก็จะมีเวลาคิดสร้างอย่างอื่นมากกว่า ส่วนคนที่หมุนไม่ทันวิวัฒนาการทางสังคมรอบนี้ สุดท้ายจะถูกล่ามาเป็นทาส ในการทำงานเกษตร หรือไม่ก็สูญหายตายจากไปจากประวัติศาสตร์แทบสิ้น
- ขอให้ชื่อยุคนี้ว่า "วิวัฒเกษตร"
- ตัวเอกของยุคคือ ผู้นำชุมชน ผู้นำสังคมเล็กๆนั้นๆ
- ปัจจัยของยุค คือ พื้นที่เกษตร
- เกิดทาส ver 1.0 (แรงงาน นักลงแรง)

ยุคที่ 2 หลังจากวิวัฒนาการทางสังคมยุค วิวัฒเกษตร แล้ว สังคมก็พัฒนามาเรื่อยๆ เมื่อปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ได้ผลผลิต เหลือมากๆ การค้าขายระหว่างสังคมจึงเกิดขึ้น ผู้ที่เล็งเห็นโอกาส จึงพากันไปจับจอง พื้นที่ ที่เอื้อประโยชน์ต่อ การทำมาค้าขาย การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จะเป็นการก่อสังคมตามริมแม่น้ำ หรือ ปากแม่น้ำ เพื่อให้ง่ายแก่การขนส่งสินค้าไปค้าขายแลกเปลี่ยนตามเมืองใกล้ๆได้สะดวก แน่นอนอีกครั้งหนึ่งที่ต้องมีคนที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันการเปลี่ยนแปลงในช่วงนี้ คนพวกนั้นยังคงปักหลักอยู่พื้นที่ห่างไกล ติดต่อค้าขายกับใครลำบาก เมื่อพวกริมแม่น้ำไปถึงก็หนีไม่พ้นที่จะถูกเกณฑ์มาเป็นแรงงานอีกเช่นเคย
- ขอให้ชื่อยุคนี้ว่า "วิวัฒการค้า"
- ตัวเอกของยุคคือ King
- ปัจจัยของยุค คือ เส้นทางแม่น้ำสำหรับขนผลผลิตไปขาย
- เกิดทาส ver 2.0(แรงงาน นักสร้าง)

ยุคที่ 3 หลังจากการค้าเริ่มขึ้น สังคมได้วิวัฒนาการไปในทางส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันทางการผลิต และการหาตลาดการค้าใหม่ๆ ยุคนี้วิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์เจริญเติบโตอย่างมาก และก็เช่นเคยที่มันมี "ผู้เล็งเห็น" เสมอ ผู้เล็งเห็น ที่เป็นเจ้าของวิทยาการ จะพากันจับจองเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต และยึดตั้ง สถานีการค้า ตามจุดต่างๆในมหาสมุทรทั่วโลก สร้างความมั่งคั่งให้กับสังคมตัวเองอย่างก้าวกระโดด และของคู่กันที่เกิดขึ้น กับผู้เล็งเห็น ก็คือ คนที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันการเปลี่ยนแปลง สังคมที่ไม่เข้าใจวิวัฒนี้สุดท้ายถูกกลืนหายไปจากประวัติศาสตร์ บางชนชาติหายไปกลายเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยของสังคม ที่ต้องส่งสิ่งของหรือแรงงานไปให้สังคมผู้เล็งเห็น
- จะขอให้ชื่อยุคนี้ว่า "วิวัฒอุตสาหกรรม"
- ตัวเอกของยุคคือ ผู้นำประเทศ(คนละบริบทกับ King)
- ปัจจัยของยุค คือ วิทยาการ และเส้นทางสถานีการค้าทั่วโลก
- เกิดทาส ver 3.0(อนานิคม)

ยุคที่ 4 หลังจากอุตสาหกรรมถูกทำให้เจริญก้าวหน้า ก็มีการปฏิวัติย่อยๆขึ้นในยุคนี้ ผลผลิตสำคัญอย่างหนึ่งของยุคนี้คือ บริษัท มันเป็นการซอยสังคมให้ย่อยลงมาเรื่อยๆ (อันนี้จะพูดอีกทีตอนหลัง) ยุคนี้ มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ คือ การ คมนาคม เครื่องบิน รถไฟ รถยนต์ คือปัจจัยหลักๆของยุคนี้ โดยเฉพาะ รถยนต์ที่ช่วยให้สังคมย่อยๆติดต่อถึงกันได้สะดวก ฟอร์ด ทำให้ใครๆก็สามารถเป็นเจ้าของปัจจัยรถยนต์นี้ได้ง่ายๆ การค้าขายย่อยๆจึงเกิดขึ้น ในยุคนี้แน่นอนว่าก็มี "ผู้เล็งเห็น" อีกเช่นเคย คนพวกนี้จะพากันไปจับจองพื้นที่ใกล้ๆ ถนนที่ถูกสร้างขึ้นเพราะปัจจัยรถยนต์ การค้าขายของพวกเขาจะสะดวกรุ่งเรืองอย่างมาก ส่วนผู้ที่ปรับตัวไม่ทัน ไม่สามารถจับจองตั้งหลักปักฐานริมถนนได้ ก็จะถูกพามาเป็น ลูกจ้าง"ท้ายซอย" รับส่วนแบ่งจากแรงงานที่ลงไปให้กับนายจ้าง (ทาสอัตโนมัติ ทางนิตินัยคืออิสระชน แต่ ต่างพฤตินัยคือทาสขายแรง ที่ถ้าไม่ทำจะมีความลำบากในการดำเนินชีวิต)
- จะขอให้ชื่อยุคนี้ว่า "วิวัฒคมนาคม"
- ตัวเอกของยุค คือ บุคคลเจ้าของกิจการ
- ปัจจัยของยุคคือ การคมนาคม โดยเฉพาะถนน
- เกิดทาส ver 4.0 (ลูกจ้าง)

ยุคที่ 5 ยุคปัจจุบันนี้ วิทยาศาสตร์ การค้า พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และแทบจะเรียกได้ว่าเกินฝันเกินคาด การค้าขายขนส่ง ในทางปฏิบัติ แทบจะเป็นเพียงแค่ข้อมูลที่ล่องลอยในอากาศ ความรู้วิทยาการ หรือแม้แต่สินค้านั้นลอยอยู่ในอากาศรอบๆตัวเรา สินค้าที่เป็นชิ้นจับต้องได้จำนวนมากล้วนถูกจัดการด้วยวิทยาศาสตร์ อัตโนมัติ ยุคนี้ "ผู้เล็งเห็น" คือคนที่จับจอง "พื้นที่การให้ข้อมูล" คนที่เป็นเจ้าของข้อมูลคือผู้ชนะแห่งยุคอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น บุคคลทั่วไป เจ้าของธุรกิจ ผู้เผยแพร่ศาสนาหรือแนวคิด นักการเมือง ฯลฯ ปัจจัยการผลิตแห่งยุคคือ การโทรคมนาคม หลักๆนั้นก็คือ วิทยุ ทีวี และเด็ดสุดคือ อินเตอร์เน็ต ผู้ที่ปรับตัวไม่ทันกับยุคนี้ จะถูกสั่งให้ทำ สั่งให้ซื้อ หรือสั่งให้เชื่อ ด้วยข้อมูลที่ได้รับจากผู้เป็นเจ้าของข้อมูล ขอเรียกว่า "ทาสทางข้อมูล" เป็นทาสยุคใหม่ล่าสุด เวอร์ชั่น 5
- ขอให้ชื่อยุคนี้ว่า "วิวัฒข้อมูล"
- ตัวเอกแห่งยุค คือบุคคลที่เป็นปัจเจกชน ผู้นำทางความคิด
- ปัจจัยของยุคคือ การโทรคมนาคม โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตสำหรับตอนนี้
- เกิดทาส ver 5.0 (แฟนคลับ ติ่ง อะไรก็แล้วแต่ที่เรียกกันในตอนนี้)

จากยุคทั้ง 5 ยุค เราจะเห็นได้ว่าทุกยุคจะมีผู้ที่ได้รับประโยชน์ ซึ่งก็คือ "ผู้เล็งเห็นการเปลี่ยนแปลง" และผู้ที่จำเป็นต้องจ่ายเป็นค่าตกยุค สองสิ่งนี้คู่กัน คือ "ผู้ไม่เข้าใจและปรับตัวไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลง" ไม่ว่าในทางนามธรรมจะให้ทุกคนเท่ากันเพียงไหน ในส่วนของรูปธรรมที่เกิดขึ้นจริงๆ สังคมเรามีชนชั้นชัดเจนมาตั้งแต่โบราณแล้วทั้งนั้น

เมื่อเราดูเทรนด์ของยุค จะเห็นว่า วิทยาการ ที่ถูกจ้างให้สร้างขึ้นมาจากทุนนี้ เอื้อประโยชน์ให้ "นาย" หรือผู้ที่ได้รับประโยชน์ มีขนาดเล็กและซอยย่อยลงเรื่อยๆ เริ่มจาก ผู้ได้ประโยชน์คือ สังคมมนุษย์-- >ประเทศ --> ตระกูล(family)บริษัท --> และตัวบุคคล หรือ ปัจเจกชน ในยุคปัจจุบัน(ยุคที่ 5)

แต่ในส่วนของ "ทาส" หรือผู้ที่ต้องจ่ายค่าตกยุค กลับขยาย จากตัวบุคคล --> กลุ่มคน(ตระกูล) -> ประเทศ --> สังคมมนุษย์

จะเห็นว่าขนาดของนายกับทาสที่ขับเคลื่อนโดยวิทยาการจากทุนนิยมนี้ มันผกผันกันไปเรื่อยๆ และนี่คือต้นเหตุของแนวคิดที่ว่า คน 20% เป็นเจ้าของสิ่งต่างๆมากกว่าคน 80% ของโลกนี้ (เอาจริงๆผมเชื่อว่าช่องว่าตรงนี้จะกว้างขึ้นเรื่อยๆ)

เมื่อเข้าใจรายละเอียดตรงนี้ และถ้าคิดว่ามันอาจจะจริงอยู่บ้างอย่างที่เขียนข้างบน ผมคิดว่าเราน่าจะพอได้แนวคิดแนวปฏิบัติ เพื่อป้องกันตัวเอง ไม่ให้เป็นผู้ที่ต้อง "จ่ายค่าตกยุค" หรือ เป็น "ทาส" ได้

ในยุคต่อไปยุคที่ 6 มันยังมาไม่ถึง จึงเดาไปก่อนว่า วิทยาการจากทุนนิยมนี้ อาจจะจะทำให้เราแยกชั้นกันมากยิ่งขึ้น ชั้นระหว่างความเป็นมนุษย์ ความหมายของมนุษย์จะคลุมเครือขึ้น คนที่ เป็นผู้ได้รับ(ผู้เล็งเห็น) อาจจะมีความสามารถฉลาดหลักแหลม ร่างกายแข็งแรงไม่เป็นโรคภัย มีอายุยืนอย่างแปลกประหลาด ส่วนผู้ต้องจ่ายค่าตกยุคก็คือคนที่ยังเป็นมนุษย์แบบเดิม แน่นอนผมคิดว่ามันคือยุค "วิวัฒพันธุ" เอาไว้ค่อยมาเขียนทีหลังว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น และแน่นอนมันแฟนตาซี เวลาเราพูดถึงเรื่องในอนาคตของมนุษย์มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะแฟนตาซีครับ

การเทรดเก็งกำไรด้วยเทคนิคคอล ไม่ได้หมายถึงการเล่นสั้นจบเร็วนะ

สุดท้ายของคืนนี้คือ การเทรดเก็งกำไรด้วยเทคนิคคอล ไม่ได้หมายถึงการเล่นสั้นจบเร็วอะไรแบบนั้น การเทรดตามเทคนิคคอล ถ้าดูจากกราฟเซท 3 อันหลังสุดนั้นคุณจะเห็นว่าที่จริงแล้ว

- มีบางไม้อยู่ในหุ้นมาเป็นปีๆแล้ว
- มีบางไม้อยู่ในหุ้นมาหลายเดือนแล้ว
- มีบางไม้เพิ่งเข้าไปอยู่ได้ไม่ถึงเดือน และอาจจะมีบางไม้ออกไปในเวลาอีกไม่นานนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบของเราเองว่าจะอยู่นานหรือเอาสั้นอย่างเดียว(คำว่าสั้นไม่ได้หมายถึงเล่นเช้านี้ขายเย็นนี้ หรือเล่นวันจันทร์ขายวันศุกร์แค่นั้น เพราะตลาดเราไม่ได้ใหญ่และมีคนเล่นเยอะขนาดที่จะทำแบบนั้นได้)

เทคนิคคอลกับเล่นซื้อๆขายๆ แบบที่คนส่วนมากเข้าใจนั้นมันต่างกันมาก เชื่อหรือไม่มีน้องมาเห็นผมเปิดกราฟหุ้น คำแรกที่พูดเลยคือ "พี่เล่น daytrade เหรอ" :{

ถ้าคุณศึกษาดีๆ แล้วเอาไปปรับใช้ทำให้ตัวเองมีแผนในการลงและจัดการทุนแล้ว ถ้าคุณไม่ชนะ ผมว่าต้องซวยจริงๆถึงจะแพ้

คือไม่กล้าเอาอะไรรับประกันหรอก แต่ถ้าว่างก็ลองศึกษากันดูเนอะ ปรับใช้ร่วมกับการดูพื้นฐานก็ยังได้

คนอื่นบอกว่ามันดีหรือแย่ยังไง ไม่เท่าตัวเองได้ลองเอง ลองเลยครับลองศึกษากันดู

วิเคราะห์แนวโน้ม Set Index รีโพสจากเฟสบุ๊ค 17 มิถุนายน 2014

ในส่วนของกราฟ set เริ่มที่ภาพกว้างๆสักหน่อยก่อนแล้วค่อยขยับไปดูภาพแคบๆในโพสต่อไป
ภาพกว้าง ไม่ต้องอะไรมาก ต้านตอนนี้ 1500 ถ้าเบรกได้ไปไฮเดิม ไฮเดิมคือ 1651 แุถวๆนั้นที่ถือว่าเป็นเวฟ 3 ที่ผ่านมาแล้ว ที่จากโพสค่าเงินบาทก่อนหน้านี้บอกว่าฝรั่งกำไรเหลือๆ จากรอบนี้มาเพียบแล้ว รอบเวฟ 5 นี้จะเล่นขำๆด้วยก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร ให้สังเกตฝรั่งและตัวเล่นหลักอื่นๆ พวกสถาบันไรแบบนี้ว่าเขาจัดหนักไม่กั๊กหรือไม่ ถ้าไม่เราก็ระวังหน่อยก็แล้วกัน ราคาไปถึงยอด 1651 หรือกว่านั้นเมื่อไหร่ มีโอกาสเกิด divergence ระดับ week สูง ไม่อยากถือเก็บไว้นานๆ ก็ต้องระวังมากๆ

เดียวมาต่อระยะกลางกับระยะสั้น




ต่อมาที่ระยะกลางกับกราฟ set ระดับวัน สังเกตที่ 149x-150x ตรงนี้เป็นแนวต้านระยะกลางนี้ที่แข็งอยู่นะ

ถ้าตีว่านี่เป็นเวฟ 3 ของขาขึ้นตรงนี้คือ 161.8% ของเวฟแรกแล้ว โดยปกติไม่ว่าจะจบเวฟ 3 ที่นี่หรือไม่หรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยต้องมีเทสแบบเน้นๆ ว่ามีแรงพอไปต่ออีกไหม ถ้ามีก็ดำเนินเวฟ3ไปต่อไป ถ้าไม่ก็จบเวฟ 3 ทำเวฟ 4 ต่อ สังเกตุ macd มันเริ่มไม่ทำยอดสูงกว่าเดิม มาเรื่อยๆ แล้วครับ

เพื่อดูว่ารอบนี้ใครคือแกนนำเม่า ให้ลองสังเกตการเคลื่อนไหวของเงินแบบนี้ดู รอบนี้เริ่มเมื่อต้นปี 57 มาจนถึงตอนนี้ คืออยู่ในเทรนด์ขึ้น ช่วงเวลาที่หุ้นขึ้นมาจาก 1200 ถึงตอนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นหลักๆคือ ฝรั่งขายให้สถาบัน ประมาณสามหมื่นกว่าล้าน ดังนั้น สถาบันเริ่มซื้อน้อยลงเมื่อไหร่ ระยะกลางจะต้องระวัง ถ้าเกิดสถาบันซื้อน้อยลงแล้วฝรั่งมารับต่อ อันนั้นพอทำเนาได้ลุ้นต่อ

แต่ถ้าฝรั่งยังไม่มา แล้วไล่ข้อสังเกตไปถึงเรื่องเงินบาท จากโพสเงินบาทก่อนหน้าด้วย ก็ให้ระวังกันเยอะขึ้นอีกหน่อย

จากระยะกลางนี้สิ่งที่อยากเพิ่มให้คิดมีอีกนิดคือ พวกตัวหลักๆในตลาด(ฝรั่งเอย สถาบันเอย) เขาคุมเงินมาก จะเข้าเร็วออกเร็วเหมือนรายย่อยมันลำบาก รอบที่ไม่แสดงโอกาสทำกำไรแบบจริงๆจังๆ เขาไม่ลงเงินใหม่นะครับเพราะชักออกเร็วเหมือนรายย่อยไม่ได้เดียวจะทำผลงานแย่เสียเอง เงินยิ่งเยอะมันยิ่งอุ้ยอ้าย เล่นเท่าที่มีคาอยู่แล้วนั้นปลอดภัยกว่า ตรงนี้จึงขอเน้นย้ำอีกทีให้สังเกต ตัวหลักๆในตลาดให้ดีๆ


คราวนี้สุดท้ายมาดูระยะสั้นของกราฟ set ที่ระดับ 1 ชั่วโมง(อันนี้เป็นไทม์เฟรมของกราฟนะครับ ไม่ใช่ซื้อขายทุกหนึ่งชั่วโมงอะไรแบบนั้น กราฟชั่วโมงซื้อขายกันจริงๆ บางทีก็เป็นเดือนถึงจะจบรอบ)

สังเกตตรงราคา 1488-1505 ตรงนี้เป็นช่วงที่สอดคล้องกับแนวต้านในระยะกลางที่เราคิดว่าจะระวังนะครับ(จากโพสก่อนหน้า) ถ้าเจอแนวต้านสอดคล้องกันแบบนี้ก็ต้องระวังเพิ่มขึ้น ช่วงแนวต้านนี้จึงสำคัญกว่าช่วงปกติ

ตรงนี้ดู macd จะเห็นโอกาสเกิด divergence สูงมาก ถ้าเกิด divergence ตรงนี้มันหมายความว่า "ประมานเดือนกว่าที่ผ่านมา ราคาที่ทำนิวไฮต่อไปนี้ คนเริ่มอยากซื้อน้อยลงเรื่อยๆ" ซึ่งระยะสั้นนี้เราก็คงต้องระวังกันนิด(ตรงนี้ต้องดูไทม์เฟรมอื่นๆประกอบ เช่นระยะกลาง และยาวที่ตีตัวอย่างที่ผ่านมาด้วย) 

ตรงนี้ถ้าเกิด divergence คนเล่นระยะสั้นก็ต้องมีแผนมีการระวังตัว ซึ่งแน่นอนทำให้มันสอดคล้องกับแผนระยะกลาง และยาวด้วยครับ แผนหลัก แผนรอง แผนเล็กๆ มันต้องสอดคล้องกัน เพราะเราวางมาจากสิ่งเดียวกัน ตรงนี้แหละลองเอาไปปรับใช้กับคำว่า "ซื้อขายเป็นไม้ๆ" ดูครับ


วิเคราะห์ ค่าเงินบาท รีโพสจากเฟสบุ๊ค 17 มิถุนายน 2014

อันแรกดูค่าเงินบาท ฝรั่งขายเตรียมมาหลายวัน เงินบาทตกแนวรับ ซึ่งแนวรับรอบนี้ จะเป็นการก่อตัวของเงินบาทอ่อนรอบใหม่ก็ไม่แปลกอะไร

ถ้าขึ้นตามศรเขียว ก็คงไม่ได้เห็นฝรั่งซื้อในหุ้นอีกพักหนึ่งเลยหล่ะ

แต่ถ้าลงตามศรแดง นี่หุ้นน่าจะยิ่งแรง เพราะมันคือแข็งเบรกเส้น ema200 ลงมา ซึ่งก็หมายความว่า สองร้อยกว่าวันที่ผ่านมา วันนี้เป็นวันที่เงินบาทมีแนวโน้มแข็งที่สุดประมานนั้น

แต่ยังไม่เห็นปัจจัยอะไรที่จะทำให้เงินบาทแข็งนะ 555 ถ้าฝรั่งยังไม่มา เงินบาทยังไม่แข็งก็คือ คนไทยเล่นกันเอง ส่วนฝรั่งร่วมแจมด้วยเงินเก่าที่กำไรเรี่ยราดมาตั้งแต่รอบใหญ่ก่อนนี้แล้ว ไม่มีเงินใหม่จากต่างชาติเข้ามาแลกเงินบาทเพื่อซื้อหุ้นเพิ่ม ประมานนี้


จอร์จ โซรอส คือจอมโจรที่โจมตีค่าเงินบาทเรา จริงเหรอ ?

จนถึงวันนี้บ้านเรายังพากันโทษ จอร์จ โซรอส เรื่องโจมตีค่าเงิน ทั้งของไทยเราและทั่วโลกอยู่นะครับ สื่อไทยที่โปรการเมืองช่วงนี้ถึงขนาดลงเนื้อข่าวประมานว่า จอร์จ โซรอส เป็นอาชญากร(แล้วก็โยงเข้าการเมือง มันสะใจดีเพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยเกลียด จอร์จ โซรอส จะยุให้ใช้ความเกลียดนี้เกลียดคนอื่นด้วยก็ไม่ยาก)

อันที่จริงก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง แล้วแต่ว่าใครจะคิดยังไงกับเรื่องนี้ แต่ผมขอเสนอนิดหนึ่ง ในวิกฤติของไทยช่วงนั้น คนที่น่าจะถูกด่าด้วยคือ คนไทยนี่แหละที่บริหารไม่เป็นไม่เข้าใจอุปสงค์ อุปทานของเงิน แถมยังมีข้อครหา ว่าหาประโยชน์เข้าตัวเองจากนโยบายที่ออกมาแก้ปัญหาค่าเงินบาทตอนนั้นด้วย

ส่วนนาย จอร์จ โซรอส เขาก็เป็นนักลงทุนเก็งกำไรปกติธรรมดา ที่พอเห็นโอกาส เข้าก็เข้ามาเก็งกำไรเหมือนเราท่านนี่แหละ(โอเคต่างกันหน่อยคือเขามีเงินเยอะกว่ามาก  )

ดังนั้นคงต้องคิดกันให้ดีอีกที ถ้าจะตำหนิใครในเหตุการณ์นี้ตัวละครตัวแรกควรตำหนิใคร และถ้าจะหาคนเก่งๆจากเรื่องนี้เอาไว้ศึกษาเอาอย่างคนๆนั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้องคื "จอร์จ โซรอส"

ติดค้างว่าจะเขียนเจาะ ต้มยำกุ้งมานานมาก จนแล้วจนรอดไม่ค่อยมีเวลาเขียนสักที เห็นทีจะได้ลงเรื่องนี้เร็วๆนี้แหละ