วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

แบรนด์ และ การอยู่รอดของธุรกิจ

สังเกตดุแล้วธุรกิจที่จะไปไม่รอดส่วนใหญ่มีสินค้าเป็นอะไรที่เน้นๆไปทางคล้ายๆแบรนด์หรืออิมเมจเป็นหลัก คือตัวสินค้าไม่ได้มีจุดเด่นที่จับต้องได้ อาศัยกระแสบูมเป็นครั้งๆ เช่น เกมส์พอคนเบื่อหรือมีของใหม่คนก็เลิก มือถือแบล็คเบอร์รี่ พอมีของใหม่คนก็ไป เสื้อผ้าแบรนด์ก็คล้ายๆกัน พวกนี้เป็นธุรกิจแบบยุคใหม่ มาเร็วมาแรง ตอนจะไปก็แรงไม่แพ้กัน

ไม่เหมือนธุรกิจยุคเก่าที่เน้นขายของเป็นชิ้นจับต้องได้ คนอยากได้ตัวสินค้าเพราะมันจำเป็นไม่ใช่อยากได้แบรนด์เป็นหลักในการตัดสินใจซื้อ บริษัทแบบเก่านี้ถ้ายิ่งทำแบรนด์ติดได้ เจ้าของก็สบายใจเลยเพราะยังไงคนก็ต้องใช้

ส่วนธุรกิจยุคใหม่คงต้องทำใจถ้า ผบห ปรับตัวไม่เร็วพอก็คงต้อฝแปรสภาพ โชคดีหน่อยก้ได้ควบรวมครับ

จาก http://m.sanook.com/tablet/it_detail/latest/1390413/

เงินยัดปากผี

เงินยัดปากผี
จากข่าว Cash for no comment 

ประเทศไทยเรามีหลายๆวิชาชีพที่น่าเป็นห่วง และเราช่วยกันบ่นช่วยกันจับตาตลอดมา ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ ทหาร นักการเมือง ข้าราชการ และอื่นๆอีกมากมาย

แต่มีอาชีพหนึ่งที่มักไม่ค่อยถูกบ่นถูกตรวจสอบ เพราะตัวเขาเองคือคนที่ทำหน้าที่บ่นหรือตรวจสอบคนอื่นๆอยู่แล้ว นั่นคือ วิชาชีพสื่อครับ

การเป็นสื่อนั้นมันสำคัญไม่น้อยไปกว่าอาชีพอื่นๆในสังคม และเผลอๆจะมากกว่าด้วยซ้ำ มีไม่กี่อาชีพหรอกครับ ที่ให้ผลกระทบกับสังคมทั้งสองทาง

ไม่ว่าจะเป็นกรณีตัวเองจะอยู่นิ่งๆไม่ทำอะไร หรือว่าเมื่อลุกขึ้นมาทำอะไรต่าง ผลกระทบต่อสังคมจะกว้างและลึกมาก

อาชีพสื่อนี้จึงต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก หมอยังทำให้คนเป็นหรือตายได้ไม่เท่าคุณเลยครับ

ทุกวันนี้จึงมีสื่อไม่กี่กลุ่มที่กล้าลุกมาตรวจสอบตัวเอง บ่นตัวเอง พวกกระแสหลักถูกน้ำพัดจมหายไปหมดแล้วครับ เสนอข่าวตามสั่ง หุบปากตามคำขอ ทั้งจากกลุ่มทุนและนักการเมืองผู้มีอิทธิพล

ใบกิ่งอุดมการณ์ถูกน้ำพัดหลุดไปหมดแล้วเหลือแต่ตอไม้เหี้ยนๆ

ทำเพื่อตัวเองมองข้ามประโยชน์ของสังคม ที่พูดนี่ไม่ใช่เรื่องลอยๆนะครับ ถ้าเอาให้เห็นกันชัดๆไปดูที่เรื่องการเมือง เรามีสื่อโปรฝั่งการเมืองทั้งสองฝั่งแบบชัดๆเลือกเสนอข่าวแย่ของฝ่ายตรงข้ามนำเสนอข่าวที่เป็นประโยชน์ของฝ่ายที่ตัวเองถือหาง ตรงนี้ถ้าเราไม่จมไปกับอารมณ์ทางการเมืองจริงๆเราจะสามารถแยกแยะและเห็นครับ

ในส่วนของสื่อโปรธุรกิจนี่มันน่ากลัว คือมันเงียบ ประชาชนอย่างเรามองไม่เห็น เขาสั่งให้เงียบเราก็ไม่รู้แล้วครับ

สมัยก่อนธุรกิจที่มีปัญหากับสังคมมันเป็นรูปแบบผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น นักเลงภูธรว่ากันอย่างงั้นให้เห็นภาพ นักข่าวที่ขัดเขา เขาให้ลูกปืนยิงสำนักข่าวหลังข่าวออก

สมัยนี้โลกมันเปลี่ยนธุรกิจมันใหญ่ขึ้นระดับประเทศระดับโลก ไม่ใช่นักเลงภูธรอีกแล้ว กลุ่มธุรกิจพวกนี้เปลี่ยนวิธี และทำเชิงรุกมากขึ้น จากแจกลูกปืนหลังข่าวออก เป็นแจกเงินก่อนข่าวออก ซะเลย

ผมในฐานะคนที่มองโลกข่าวสารด้านลบมาตลอด(ถ้าตามกันมาสักพักจะรู้ครับ) จะขอกัดเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ มีประโยชน์มากหรือน้อยเปลี่ยนไรได้ไหมช่างมันแต่ขอให้ประเด็นนี้คงอยู่เผื่อวันหน้า มีอะไรไปเข้าฝันอุดมการณ์ของเขาจะได้ตื่นกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง

เรื่องนี้มันสำคัญจริงๆผมเคยพูดว่ายุคนี้มันวิวัฒข้อมูล ถ้าเรื่องแบบนี้ยังเกิดอยู่ก็ไม่ต่างอะไรกับเรามีโจรสลัดในยุควิวัฒการคมนาคมเดินเรือค้าขาย หรือมีมาเฟียคอยเก็บค่าคุ้มครองร้านรวงต่างๆในยุควิวัฒการคมนาคมทางถนน มันกัดกินสังคมโดยที่เราไม่รู้ตัวนะครับ

สมัยก่อนใครจะไปเป็นนักข่าวนี่ภาพจะติดตาเลยว่าคนนี้มีอุดมการณ์ งานมันไม่ได้เงินมากแบบน่าสนใจอะไรแต่เขาต้องการทำหน้าที่นี้เพื่อสังคม

ทุกวันนี้ธุรกิจมันเยอะ สื่อถ้าไม่ปรับตัวฉีกตัวเองออกจากผู้ส่งข้อมูลที่ไม่รับผิดชอบทำให้ตัวเองเป็นเจ้ากรมข่าวลือ ไม่มีมาตรฐาน คุณก็ไม่ต่างอะไรจากเพจแชร์รูปพญานาคแล้วโชคดี กดไลค์แล้วได้บุญแหละครับ วันหน้าคุณจะเหลือพื้นที่หากินไหม

เงินนี่เขาเอาไว้ใส่ปากคนตาย ถ้าวิชาชีพสื่อไม่อยากเป็นอะไรแบบคนที่ตายแล้วเป็น ก็รีบบ้วนเงินในปากทิ้งเถอะครับ

บันทุกพูดคุย เกี่ยวกับหุ้น ค่าเงินบาท เงินลงทุนจากฝรั่ง 17 กรกฎาคม 2014

ช่วงนี้ค่อนข้างวุ่นวายเข้ามาตอบข้อความที่ถามเรื่องความรู้เข้ามาช้าหน่อย ขออภัยอย่างสูงนะครับ แต่พยายามตอบทุกท่านแน่นอนครับ

มีข้อสงสัยแลกเปลี่ยนความรู้สามารถทักเข้ามาได้ อันไหนที่ผมตอบละเอียดหน่อยก็จะพยายามเอามาลงหน้าเพจเผื่อเพื่อนๆท่านอื่นด้วย

ในส่วนของเซทยังไล่ได้เรื่อยๆในระดับอาทิตย์และวันยังมีแรงส่ง ส่วนในระดับที่เร็วกว่านั้นเริ่มช้าลง แต่ยังไม่หลุดเทรนด์ไลน์ ซึ่งก็คือยังไปได้เรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนี้เรื่อยๆจุดวัดใหญ่อันแรกก็ไฮเดิมพันหกกว่าครับ

ในส่วนของเงินบาท ฝรั่งเข้ามาสักพักแต่ไม่ร้อนแรงมากเงินบาทแข็งขึ้นแต่ไม่หลุดแนวรับ เดือนนี้ฝรั่งซื้อ 15000 ล้าน ถ้าเทียบกับหุ้นที่ขึ้นมาก็ถือว่าฝรั่งไม่ใช่ตัวเล่นหลักเหมือนช่วงก่อน 16xx รอบแล้ว(เงินใหม่จากเมืองนอกมาไม่ชัด) แบบนี้เมื่อราคาไปถึงรอบนี้ยังยืนยันว่าถ้าหมดรอบอย่าอ้ำอึ้งสองจิตสองใจ

สุดท้าย(หวังว่าเร็วๆนี้) น่าจะได้โอกาสทำคลิปวิดีโอสอนเทคนิค จะออกมาเป็นรูปแบบไหนติดตามกันต่อไปอีกที

ขอบพระคุณอย่างสูงที่ติดตามกันมาตลอดสองปีกว่าๆคร้าบ

สุดยอดเกี่ยวกับธุรกิจในไทย แห่งศตวรรษนี้ เอกสารฝ่ายPRธุรกิจยักษ์ใหญ่ จ่ายสื่อ-ลบกระทู้-อ้างชื่อนักวิชาการ

" หลุด!เอกสารฝ่ายPRธุรกิจยักษ์ใหญ่  จ่ายสื่อ-ลบกระทู้-อ้างชื่อนักวิชาการ"
สำหรับผมนี้คือข่าวสุดยอดเกี่ยวกับธุรกิจในไทย แห่งศตวรรษนี้

ผมบอกเสมอ ข่าวต่างๆที่ออกมาในตลาด มันคือสิ่งที่เขาอยากให้เรารู้เพื่อเป้าหมายอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข่าวดี หรือร้าย เขาควบคุมกันอย่างดี ถ้าออกมาในสื่อแล้วมีเป้าประสงค์หมด สื่อก็นะ(อ่านข้างในลิงค์จะรู้)

ถ้าไม่ใช่ข่าวปัจจุบันทันด่วนแล้ว มันไร้สาระมากจริงๆที่จะเอามาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อขาย

ข่าวซื้อบริษัทเอย ขยายกิจการเอย ได้งานใหม่เอย พวกนั้นเขาคุมและเป็นคนปล่อยเองสบายๆ ส่วนข่าวอื่นๆ เขาตามปิดหรือแก้ข่าว แบบในลิ้งค์นี้ ดังนั้นมันแทบจะเบ็ดเสร็จเลยนะครับกับการคุมสื่อ

งบเอย อะไรเอยก็ไม่ค่อยต่างกัน มันต้องทำให้ถูกใจคนคุมก่อน มันจึงออกมา ถ้าไม่วงในแบบจริงๆ ยากที่จะรู้ความจริง การที่มีคนรู้ก่อนมันก้มักมีคนแอบหาประโยชน์ก่อนทั้งนั้น

เขาถึงได้มีเจ้าหน้าที่เฉพาะเรื่องพวกนี้ไงครับ

บอกตามตรง นักการเมืองกับ นักธุรกิจพวกนี้มีอะไรเหมือนและเกี่ยวโยงกันในด้านการคุมสื่อมากกว่าที่เราคิด

โอ้ยสุดยอดจริงๆเรื่องนี้ลองดูกันว่าเดี๋ยวจะเงียบไหม

หมายเหตุ
ข่าวหลุดแบบนี้มันยังไม่มีข้อพิสูจน์ หรือถึงพิสูจน์ก็ไม่แน่ใจว่าจะตรงไปตรงมาไหม ในฐานะที่ผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายกับเรื่องข่าวธุรกิจพวกนี้มาตลอด ท่านผู้อ่านต้องเอาไปบวกลบอคติของผม และวิเคราะห์ กันเองนะจ๊ะ

แนวรับแนวต้านที่มาจากฟิโบนัคชิ ใช้กันยังไงลองมาดูกันครับ

สุดท้ายก่อนนอน มีข้อความถามถึงแนวรับแนวต้านที่มาจากฟิโบนัคชิจากตัวอย่างกราฟข้างล่าง(https://www.facebook.com/ThaiTraderPage/photos/a.205203229516556.43320.205203022849910/696162467087294/?type=1&theater)

เอามาตอบสั้นๆในนี้แล้วกันถ้าสนใจต่อลองหาในบล๊อคนะครับผมเคยเขียนแบบละเอียดไว้

ฟิโบนัคซิ อันที่จริงมันมีเหตุผลที่จับต้องได้ไม่มาก มันเลยยากที่จะทำให้ประจักคาตานะครับ ผมจะขออธิบายอย่างนี้นะครับ

มันไม่มีไรมากเอาแบบสั้นๆคือ "การชอบความสมส่วน" เมื่อเรารับรู้สิ่งต่างๆ (ตา หู จมูก ปาก สัมผัส) แล้ว มันจะมีสัดส่วนที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจ ชอบ มีความสุข หรือในทางตรงกันข้าม รับรู้แล้ว มันไม่สบายใจ ไม่ชอบ เป็นทุกข์

เช่น เราเห็นหน้าคนคนหนึ่ง มีขนาดเท่านี้ ถ้าจมูกเขาประมาณนี้เราจะสบายใจกับหน้าเขา เราจะรู้สึกว่าเขาหน้าตาดี เราจะอยากรู้จักอะไรแบบนั้น

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเจอคนหน้ากว้างเท่านี้ แต่จมูกเท่ากำปั้น เราจะรู้สึกอีกอย่างนั้นเอง คือเราอาจจะคิดว่าเขาสุขภาพไม่ดี เขาผิดปกติ หรือลึกไปกว่านั้น ธรรมชาติอาจจะบอกเราว่า เขาอาจจะไม่เหมาะนักที่จะเป็นพ่อหรือแม่ของลูกเรา(ตรงนี้อาจจะดูแรงเดียวตอนจบจะมีต่อเรื่องนี้นิดนึงครับ)

เราสังเกตุดูในธรรมชาติของสวยๆงามๆ มันจะสมส่วนทั้งนั้น และสัดส่วนนี้ก็คือฟิโบนัคซีนั้นเอง ที่เขาค้นพบมานานมากแล้ว นานแค่ไหนไปหาเพิ่มเอาเองนะครับ ในบล๊อคมี

ในส่วนของการเทรด มันก็คือการที่เราสัมผัสราคาแล้วเราเอาไปเปรียบเทียบกับต้นทุน เรารู้สึกสบายใจกับมันอยู่หรือไม่ ตรงนี้มันสะท้อนมาที่ความอยาก มันสะท้อนยังไง ตอบแบบนี้นะครับ

ในส่วนของผม การใช้ fibo มีอย่างเดียวคือใช้วัดขนาดเวฟ
เวฟแรกเป็นทุน
เวฟ 2 สร้างความมั่นใจว่าไม่ลงต่ำกว่านั้นแล้ว
เวฟ 3 ราคาวิ่งกินกำไร
เวฟ 4 เซฟทุน
เวฟ 5 ปล่อยหมดให้คนอื่นที่คิดต่างกับเรารับไปจัดการต่อ

จากเวฟ 2 ไปเวฟ 3 หรือช่วงของเวฟต่างๆ ทั้งขาขึ้นและขาลง มันจะมีระยะที่ชี้ให้เห็นว่า ขนาดต้นทุนของเราเมื่อเทียบกับราคาตอนนี้ มันทำให้เราสบายใจอยู่ไหม กับการได้กำไร หรือขาดทุนนั้นๆ

เช่นถ้าทุนมีขนาดเท่านี้ เมื่อราคาขึ้นไปเวฟ 3 แล้วมีขนาดสั้นมากนิดเดียว คนก็ยังไม่ทิ้งอะไรมากเพราะมันห่างทุนแค่นิดเดียวเอง

แต่ถ้ามีขนาดยาวเกินไป คนจะเริ่มคิดแล้วว่ามันขึ้นมามากๆ มันเริ่มไม่สมส่วนหรือไม่ คนจะเริ่มคิดเริ่มระแวง และวางแผนระวัง

นี่คือวิธีคร่าวๆของ ฟิโบนัคซี่ในการเทรด ครับ

ค้างมาจากข้างบนที่ผมบอกว่ามันอาจจะดูแรง ในแนวคิดนั้น แต่ที่จริงแล้ว เราไม่ได้ใช้สัดส่วนนี้ตัดสินเพียงอย่างเดียว

เช่นการเลือกคู่ครองถ้าเราเอาฟิโบนัคซิตัดสินอย่างเดียวก็เหมือนเราเลือกคู่ที่หน้าตาเท่านั้น มันไม่มีจริง โอกาสที่เราจะจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งน้อยมาก

เราแค่ชอบ แต่การเลือกคู่ เราต้องเอา "คนดี" ด้วย

การเอาคนดีนี่แหละ คือการดูโมเมนตั้ม คนนี้หน้าตาดีมาก แต่นิสัยแย่มากเลยไม่มีความรับผิดชอบ หรืออะไรต่างๆนาๆที่เราไม่ชอบ เราก็ไม่เอาเตรียมชิ่งเลย

ในการเทรดหุ้น ถ้าเราวัดฟิโบแล้ว เราไปตัดสินใจซื้อหรือขายที่จุดนั้นๆเลย มันก็บรรลัย เหมือนกับไปเลือก จิ็กโกติดยาแต่หน้าตาดีมาเป็นแฟนครับ

การเทรดเราก็ดูแรงว่าคนยังอยากซื้อหรืออยากขายอยู่ไหมที่ฟิโบขนาดนี้ ถ้ายังอยากเราก็ไปต่อ ถ้าไม่แล้ว เราก็ทำไรสักอย่าง "ชิ่งหนี" นั้นเอง

ว่าจะเขียนสั้นๆ สุดท้ายก็ยาวอยู่ดี

วิเคราะหุ้น jas

ส่วน jas เอาภาพใหญ่ไปก่อน รายละเอียดย่อยๆ ไว้เดียวมาว่าอีกทีทีหลังนะครับ

ที่ลูกศรชี้เป็นแนวรับแนวต้าน ถ้าราคาออกข้างไปเรื่อยๆ แตะเส้นเทรนด์ไลน์สีฟ้าเมื่อไหร่ ก็เป็นจุดลุ้นละครับ

เพิ่มเติม หุ้นยิ่งราคาขึ้น โวลุ่มหลักๆจะยิ่งลดลง นั้นเพราะว่าคนได้รับหุ้นไปเยอะแล้ว หรือ จำนวนคนที่อยากซื้อในราคาสูงกว่านั้นเริ่มน้อยลง แต่มันจะยังขึ้นไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังมีคนสักกลุ่มหนึ่งที่ยังพอใจจะซื้อเหมือนกับกราฟข้างล่าง

การจับตาคนกลุ่มนี้ก็ทำได้ด้วยระบบและเงื่อนไขครับ


วิเคราะห์หุ้น UTP สามกราฟ อธิบายละเอียดเหมาะแก่การนำไปใช้เพื่อศึกษาเพิ่มเติม



กราฟที่ 1 ระยะยาวที่กราฟวีค เทรนด์ขาขึ้นมีชาแนลใหญ่ชัดๆ โดยเริ่มเทรนด์นี้มาตั้งแต่ แฮมเบอร์เกอร์เลยครับ แนวรับสุดท้ายดูที่ที่เทรนด์ไลน์สีขาว เส้นล่างสุด ตอนนี้โมเมนตั้มแรงอยู่ แต่ก็ใกล้แนวต้านรองๆ ต้องมีชะลอเทสตามปกติ ถ้ามีย่อก็น่าลุ้นที่แนวรับที่ว่าครับ(กราฟวีค ว่ากันเวลารวมๆเป็นปีหรือมากกว่านั้นนะครับ ตรงนี้จะตัดสินใจยังไง ให้ดูที่ indicator ที่ใช้ ถ้ามันเพียงพอมีข้อมูลไม่มากหรือน้อยเกินไปที่จะใช้ตัดสินใจก็สามารถใช้ week หรือ month ได้ครับ)

กราฟที่ 2 เป็นกราฟวัน สำหรับรอบกลางนี้เริ่มตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แนวต้านระดับกลางอันแรกนี้ก็เจ็ดบาท แนวรับ หกบาท และรับสุดท้ายของระดับกลางก็เส้นเทรนด์ไลน์สีขาวนั้นแหละครับ ส่วนถ้าเบรกเจ็ดบาทได้ก็ปล่อยไปเรื่อยๆ (กราฟวันว่ากันเป็นเดือนๆ หรือหลายเดือน)

กราฟสุดท้าย ระยะสองชั่วโมง สังเกตุจะเห็นว่าแรงเริ่มตกจาก macd โวลุ่มเริ่มน้อยลง แนวรับแรกตอนนี้คือ 5.8 ต้านแรกที่มีนัยยะ คือ 6.4 และไฮเดิมตามลำดับ ถ้าเกิดราคาไปถึงไฮเดิมแล้ว macd เบรกเทรนด์ไลน์สีแดงนั้นออกมาแล้วไม่ทำนิวไฮก็คงเป็นเวลาที่ต้องระวังของคนเล่นสั้น(อาทิตย์ หรือ ถึงเดือน)

สามกราฟ สั้น กลาง ยาว สามารถเอาไปทำเงื่อนไขสำหรับแบ่งไม้จัดการหน้าตักได้นะครับ แบ่งว่าเล่นสั้นถ้าหลุดเงื่อนไข ออกแค่นี้ ระยะกลาง ถ้าหลุดออกเท่านั้น ระยะยาวนี่ถ้าหลุดก็คงต้องคิดให้มากที่จะถือต่อ(กรณีถ้าท่านเทรดเอาส่วนต่างนะครับ)

สังเกตเพิ่มเติมนิดหนึ่ง เวลาหุ้นขึ้น กราฟที่โพสลงมักบอกแต่จุดระวังลง นั้นก็เพราะว่า ในขาขึ้นถ้าเรามีหุ้นอยู่ ไม่มีความจำเป็นต้องไปสนใจว่ามันจะขึ้นไปถึงไหนมากนัก เงื่อนไขที่จะขายส่วนมาก(อันนี้ของผมใช้นะคนอื่นๆไม่แน่ใจเหมือนกัน) คือดูว่ามันหมดแรงยัง คนเคาะซื้อที่ราคาสูงขึ้นน้อยลงหรือยัง ถ้าน้อยลงเราก็ต้องระวัง และวางเงื่อนไข แต่ถ้าไม่น้อยลง ก็ไม่ต้องสนใจว่าราคามันจะขึ้นไปถึงไหน

นี่เลยทำให้มันดูเหมือนเป็นการแช่งหุ้น ขาขึ้นอะไรว้าบอกแต่ว่าให้ระวังๆ (ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่ ธรรมชาติของคนมีหุ้นไม่มีใครแช่ง จะแช่งก็ต่อเมื่อไม่มีหุ้นนั้นแหละ 555 มีสินค้าอยู่ในมือต้องคอยตามเช็คสถานการ คนลงทุนแบบพื้นฐานเขาก็ทำเหมือนกัน คือ ตามเช็คกิจการเรื่อยๆ รายเดือน รายสามเดือน รายปี ส้ั้น กลาง ยาว แล้วแต่ใครชอบแบบไหน)

ในส่วนของขาลง ผมก็บอกให้จับตาซื้อ มันก็ในทางตรงกันข้ามกับขาขึ้นนั้นแหละ ขาลงเราไม่สนเลยว่ามันจะลงไปถึงไหน จะเหลือกี่บาทช่างหัวมัน แต่ประเด็นคือ เราต้องคอยดูและรู้ว่า คนเริ่มไม่อยากขายที่ราคาต่ำกว่านี้แล้วหรือยังนั้นแหละครับ

สำหรับนักเทรด ถ้าทำแบบนี้อย่างเคร่งครัด โฟลว์ของงานไม่มีติด(ถ้าทำตามระบบ มันไม่ยากที่จะรอดดอย ยกเว้นไปเล่นหุ้นปั่นที่น่าเกลียด คือเดาใจเจ้ามือคนเดียว ไม่ได้ทายจากมหาชน คนในตลาด)

หมายเหตุ ผมจำได้ว่าเคยเขียนนานมากแล้วว่า
"ทายใจคนคนเดียวคือเดา"
"ทายใจคนเป็นร้อยเป็นพันคือทำสำรวจ"

เทคนิคคอลมันไม่ต่างอะไรกับเวลาบริษัทจะออกสินค้า ก็ให้คนไปสำรวจตลาดก่อนว่า คนกลุ่มเป้าหมายนี่ ชอบสินค้านี้แค่ไหน แล้วสรุปออกมาเป็นสถิติ และแน่นอนว่า ผลสำรวจมันไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป มันมีเงื่อนไขหลายอย่าง

นั่นจึงทำให้การจัดการผลสำรวจเกิดขึ้น การวางเงื่อนไข การสร้างระบบ นั้นเองครับ

ลองเอาแนวเรื่องการแบ่งไม้นี้ไปปรับใช้กันดู เดียวมีเวลาจะมาตีตัวอื่นๆเรื่อยๆนะครับ

อาจจะเขียนยาวหน่อย เพื่อให้ได้แนวไปปรับใช้ครับ