วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทำไมต้องระวังในการรับฟังข่าว เมื่อลงทุนในหุ้น

เนื่องจากมีเพื่อนๆถามหลายคนว่า ควรดูพื้นฐานบ้างไหม ตามข่าวบ้างดีไหม ต้องแกะงบเป็นไหม อ่านจากหนังสือ เราควรต้องแกะงบนะ ถึงเรียกว่านักลงทุนของจริง

"ตกลงเราเป็นนักลงทุนของปลอม ?"
แต่ปลอมก็ไม่ได้ปลอมจีนแดงนะครับ 5555 

เวลาเราอ่านหนังสือ หรือศึกษาเกี่ยวกับการลงทุน อย่าไปอ่านเหมือนหนังสือพวกนั้นเป็นพระไตรปิฏก ครับ

   
อย่าไปเห็นว่าเขาเป็นคนดังมีชื่อเสียง เป็น ‪#‎ซุปตาร์นักลงทุน‬ ที่เขาพูดทั้งหมดจะต้องถูกเจ๋งเป้ง ผิดไม่ได้ ใช้เหมือนเขายังไงก็สำเร็จ ตั้งข้อสงสัยไม่ได้ คิดไม่เหมือนถือว่าเราผิด ถ้าอ่านหนังสือแล้วคิดกับมันอย่างนั้น ผมว่าซื้อ สักสิบเล่มแล้วเอาไปถวายไว้ที่วัดดีกว่าครับ 

(มันไม่บาปหรอกนะที่เราจะสงสัยสิ่งที่ไอดอลของเราสื่อสารบ้าง ถ้าไม่สงสัยมันจะเข้าใจได้ยังไง)

- เวลาอ่านตั้งคำถามว่าเขาคิดยังไง มีทัศนคติยังไงกับเรื่องต่างๆแม้แต่การใช้ชีวิตยังไง แล้วมันเข้ากับเราหรือเปล่า
- อะไรเป็นแก่นที่เขาทำสำเร็จ มีปัจจัยอะไรบ้าง แล้วมันเข้ากับเราได้หรือเปล่า

เราจะไปเลียนแบบ วอร์เร็น บัฟฟเฟต์ ,ปีเตอร์ ลินซ์, หรือ ดร. นิเวศ ซะทุกอย่างแล้วหวังว่าเราจะสำเร็จเหมือนเขา น่าจะเหนื่อยอยู่นะ ปัจจัยของเขากับเราไม่เหมือนกัน

แต่การดึงเอาข้อดีของเขามาปรับใช้ของเราถือว่าเป็นเรื่องสุดยอดนะครับ

สิ่งที่ทำให้ผม ไม่เอาข่าว หรือแม้แต่ข้อมูลพื้นฐานแบบละเอียดยิบมาใช้ให้มากมายไขว้เขวเพราะว่า

1 กฏข้อสำคัญ ของดาวน์ ซึ่งผมเชื่อที่สุด(อันนี้ส่วนตัวนะ) ทุกอย่างอยู่บนกราฟ อารมณ์ ข่าว อุปสงค์ อุปทาน แม้แต่ "มีข่าวดีแล้วเจ้ามันมาแอบซื้อก่อนออกข่าว" "มีข่าวร้ายแล้วเจ้ามันแอบขายก่อนออกงบเน่า" ทุกอย่างจับสังเกตุได้ในกราฟ กราฟมันไม่ได้มีมิติแค่ เอาราคามาพล๊อท ตามวันนะ มันมีข้อมูลมากกว่านั้น 

2 ถ้าเราไม่ใช่คนแรกที่ได้ข่าว ข่าวนั้นแทนที่จะมีประโยชน์ รั้งแต่จะมีโทษมากกว่า เคยเขียนเล่าเรื่อง ข่าว(ไม่ใช่ข้าวนะ)มันเน่าเร็ว ยิ่งออกมานานเท่าไหร่ยิ่งบูดเร็วเท่านั้น รัประทานข่าวจากเน็ต ก็มีสิทธิ ท้องเสียกันละครับ

3 จากข้อ 2 ผมมักพูดเล่นเสมอ ถ้าเดินไปหน้าปากซอย แล้วถามคนแถวนั้นว่า "รู้ไหมผมลูกใคร" ถ้าเขาไม่รู้ ก็อย่าหวังถึงข่าวสดที่จะมีประโยชน์กับเรา

4 จากข้อ 3 ถ้าเวลาคุณไปกาบัตรเลือกตั้ง แล้วในใจลึกๆยังไม่เชื่อว่าหมอนี้ที่เรากาให้เนี้ย มันจะไม่โกงไหม ก็อย่าหวังว่า จะมีธรรมาภิบาลขั้นเทพ ข่าวและข้อมูลจากบริษัท บริษัทใหญ่ๆพวกนี้เขาก็เลี้ยงพวกที่เรากาให้ทั้งนั้น

5 ถ้าไม่เคยมีเจ้าของบริษัทยกหูโทรมาหาเลขาเรา แล้วชวนเราไปดูกินการเขา ก็อย่าคิดว่า จะได้ข้อมูลเทพ

5 นักบัญชี บริษัทเป็นคนจ้าง เราคนที่จะซื้อหุ้นเขาเนี้ยไม่ใช่คนจ้างเขาโดยตรง งบดีมากสำหรับ BBC สมัยก่อนเจ็ง เขาจะทำยังไงก็ได้ให้เราคนซื้อสบายใจที่สุดกับ งบที่ออก

6 ไม่ได้หมายความว่างบไม่ควรมีนะ มันต้องมี และนักบัญชีอีกเหมือนกัน ที่จะแปลมันให้ แล้วสุดท้ายมันก็จะไปอยู่บนกราฟอีกเช่นกัน

ในเมื่องบการเงินมันต้องมี แล้วทำไมถึงจะไม่ให้ความสนใจมันขนาดนั้นละ ไม่ได้บอกให้ไม่สนใจนะ สนใจดูหน่อยว่ามันเหมือนจะเจ็งไหม 

แต่ผมแค่ไม่คิดว่าผมจะสามารถเจออะไรที่คนส่วนมากมองข้ามไม่เจอ จากข้อมูล ที่ผมได้มา ซึ่งผมก็ยังไม่มั่นใจ อย่างแรงว่ามันจะตรงไปตรงมากับผมไหม มันจะ หลอกหมกเม็ดผมหรือไม่ แล้วผมควรเชื่อว่าคนเหล่านั้นเป็นที่หวังดีกับผมจึงเอาข้อมูลดีๆตรงไปตรงมามาลงเน็ตให้คนทุกคนเห็นหรือไม่

ไม่ต้องบอกก็รู้ผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย มันอาจจะทำให้เราน่ารักน้อยลงนิดหนึ่ง แต่บอกได้เลย มันมีประโยชน์ในดง กิเลศนี้แน่ๆ

ปล ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ยังไม่รู้ว่ามีข้อ 5 สองอัน ยิ่งอย่าเพิ่งไปยุ่งกับงบการเงิน 555

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เทรนด์ไลน์ Trend Line เครื่องมือง่ายๆใช้ยังไงให้ได้ผลมาดูกันเลย

เทรนด์ไลน์  TrendLine ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เรียกได้ว่าใช้ง่ายที่สุดก็ว่าได้ แต่การใช้ง่ายที่สุดมันก็มีข้อจำกัดในการใช้ หลายๆอย่างเหมือนกัน

ก่อนอื่นเรามาดูว่าเทรนด์ไลน์บอกอะไรกับเราบ้างครับ Thai Trader ก็คงต้องบอกว่า ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นเทรนด์ มันก็ต้องบอกเทรนด์ของราคาหุ้นนั้นเอง

มันเป็นการบอกเราว่าหุ้นนั้นเป็นขาขึ้น(Up trend) ขาลง(Down Trend) หรือ side way นั้นเอง โดยในเทรนด์ที่ว่านั้นจะประกอบไปด้วยแนวรับแนวต้าน ที่ราคาแกว่งอยู่ ยกตัวอย่างในแต่ละ trend ดังนี้นะครับ
   


  1. Trend Line ใน Side way ตรงนี้จะเกิดขึ้นบ่อยๆ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงพักตัวระหว่างที่จบเวฟ หรือการสร้าง pattern ต่างๆระหว่างจบเวฟ หรือแม้แต่ในช่วง ภาพใหญ่ ที่เป็น Side way หลักการลาก เราก็จะลาก จากจุดสูงสุดก่อนหน้า ไปจุดสูงสุดต่อไปที่มีนัยสำคัญ เป็นแนวต้าน ส่วนในแนวรับก็ทำเช่นเดียวกันกับจุดต่ำสุดครับ  คำว่ามีนัยสำคัญเป็นยังไง ขั้นแรกให้เส้นนั้นมันผ่าน จุดสูงต่ำสุดร่วมหลายๆ จุด ที่สุด หรือ ให้ผ่านจุดที่มีโวลุ่มสูง หรือเป็นยอดหรือท้องของเครื่องมือที่บอกโมเมนตั้ม  หรือจะให้ยิ่งดีกว่านั้น ให้ลากผ่านจุดยอดของเวฟแต่ละเวฟ พอลากเสร็จแล้วเราจะยิ่งเห็นลักษณะของ pattern นั้นชัดขึ้นไปอีก trend line ในช่วง side way นี้ เรื่องหลักที่เราจับตามอง ก็คือหาจังหวะ break out ไม่ว่าจะเบรกขึ้นหรือเบรกลง การเบรกขึ้นก็ราคาขึ้นเหนือเส้นเทรนด์ไลน์แนวต้าน เบรกลงก็ลงต่ำกว่าเทรนด์ไลน์แนวรับนั้นเอง break out side way trend line = การเบรก Pattern ถ้าใช้ร่วมกับ elliott wave และโมเมนตั้ม(oscillator และ Volume) จะยิ่งแม่นยำครับ และเพิ่มโอกาสให้กับเราได้มากครับ
  2. Trend Line ใน Uptrend เกิดขึ้นตอนไหน ก็เกิดขึ้นหลังจาก break out มาจากขอที่ 1 นั้นแหละครับ เราก็จะลาก จากจุดสูงสุดก่อนหน้า ไปจุดสูงสุดต่อไปที่มีนัยสำคัญ เป็นแนวต้าน ส่วนในแนวรับก็ทำเช่นเดียวกันกับจุดต่ำสุดครับ ในขาขึ้นนั้น เทรนด์ไลน์ที่สำคัญที่สุดคือ เทรนด์ไลน์แนวรับ ที่เป็นแบบนั้นเพราะว่า ในUp trend สิ่งที่เราจะจับตาก็คือ "ถึงเวลาขายหรือยัง" หรือ "จะเปลี่ยนเทรนด์หรือยัง" ดังนั้นเทรนด์ไลน์แนวรับ คือองค์ประกอบสำคัญอันหนึ่งในระบบที่เราใช้ trend line เป็นตัวหลักในการทำงานครับ ขาขึ้น ราคาต้องไม่หลุดเทรนด์ไลน์แนวรับ ถ้าหลุด ก็ไปว่ากันต่อใน plan b ของเราว่าจะเอายังไง
  3. Trend Line ใน Downtrend หลักการจะเหมือนกับ Trend Line ใน Uptrend  ต่างกันตรงที่ เราจะให้ความสำคัญกับ trend line แนวต้านมากกว่า เพราะสิ่งที่เราจับตามองคือ การ break out เพื่อจบ Down trend นั้นเอง


จะเห็นว่า ประโยชน์ที่แท้จริงของ trend line คือการ จับตาการเปลี่ยน trend ของราคานั้นเอง break out side way ก็ไป uptrend หรือ down trend เป็นต้น

ในเทรนด์หลัก จะมี เทรนด์ย่อยซ่อนอยู่ เวลาดูให้ดูกว้างๆหลายๆ time frame ให้ครอบคลุม time frame ใหญ่ กลาง เล็ก เราจะได้ไม่ถูกหลอกว่า ที่ขึ้นหรือลงตอนนี้ เป้นขึ้นยาวลงยาวจริงหรือไม่ครับ ไม่ใช่ว่าแค่ขึ้นในขาลง ดันอัดเต็มแม็ก พอถึงต้าน เทรนด์ใหญ่ยังลงต่อ ก็หน้าแห้งกันไปครับ

สิ่งที่จะ confirm การเปลี่ยนเทรนด์ คือ โมเมนตั้ม ให้ใช้ร่วมกันจะยิ่งเพิ่มความแม่นยำ

ถ้าเรื่องหุ้นนี้เป็นหนัง ตอนนี้เราได้ดารามาแล้ว 2 คน
1 เส้น Moving Average ตัวนี้ถือว่า เป็นดาราสมทบชายยอดเยี่ยม ใช้ง่ายไม่ซับซ้อน
2 เส้น trend line ตัวนี้ก็ถือว่าเป็นดารา สมทบหญิงยอดเยี่ยม ใช้ง่ายไม่แพ้กัน และยังเข้าใจง่ายกว่า ma ด้วยซ้ำ

ต่อไปเราจะพูดถึง พระเอกนางเอกของเรื่อง สองตำแหน่งนี้ผมยกให้ ดังนี้อาจจะไม่เหมือนพระเอกนางเอกในใจเพื่อนๆ แต่เดี๋ยวก็ลองอ่านปรับใช้กับเรื่องของเพื่อนๆเองนะครับ

นางเอกเป็น โมเมนตั้ม (การจับโวลุ่ม หรือเช็คสัญญาน oscillator พวก macd rsi) นางเอกจะทำหน้าที่ confirm ให้การสนับสนุนพระเอกว่ามาถูกทางแล้ว เป็นช้างเท้าหลัง ที่ถ้าไม่มีก็เดินไม่ได้ครับ

พระเอกผมยกให้ Elliott wave เป็นตัวหลักที่พาเราเดินเรื่อง เป็นตัวละครที่ รู้จัก ผู้คน เหตุการณ์ ต่างๆดีที่สุด (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมรู้ตอนนี้นะ มันอาจจะไม่เหมือนกับเพื่อนๆท่านอื่น แต่คิดว่าอ่านไว้ น่าจะช่วยต่อยอดได้ไม่เสียหลาย)อย่าคิดว่า Elliott wave ยาก และอย่ากลัว ตีเวฟ ผิด ถ้าเราเข้าใจว่ามันคืออะไรใช้ทำอะไร การตีเวฟผิดนั้นแหละถูกต้องแล้ว เพราะเราไม่สามารถทำทิศทางที่เป็นไปได้ทั้งหมด ให้เป็นทิศทางที่ถูกต้องทุกทางได้ มันจะถูกแค่ทางเดียวเท่านั้น หน้าที่เราคือเก็บทุกทางที่เป็นไปได้ แล้วไปถามนางเอกของเราอีกที ว่าทางไหนมีสิทธิ์ ถูกมากกว่ากัน

และสุดท้าย ถ้าขาดตัวละครตัวนี้ เรื่องทั้งหมดนี้จะไม่เกิดเลย นั่นก็คือ ตัวร้าย ตัวที่สำคัญที่สุด ถ้าไม่มีตัวนี้ ก็ไม่มีนางเอก พระเอก แล้วเราทุกคนก็ไม่รู้จะมาเล่นหุ้นกันทำไม ตัวนี้โผล่มา นางเอก พระเอก และนักแสดงสมทบทุกตัว ต้องร่วมมือกันครับ

 ตัวนี้ยังไม่เฉลยว่าเป็นอะไรยังไง ไว้ติดตามกันต่อไป รับรองมันส์ และไม่เหมือนกับที่ทุกท่านเคยผ่านตามาจากการอ่านที่อื่นแน่นอนครับ


วิเคราะห์ราคาทองคำ ใกล้ขึนหรือยังลองมาดูกัน

‎#กราฟทองคำ ที่เลข 5 ที่เป็นจุดจบเวฟ i ซึ่งถือว่าเป็นเวฟ แรก ในการเดินทางไปสู่ {4} (อันนี้อ่านรายละเอียดที่กราฟเก่าโดยคลิกที่ลิ้งค์ กราฟทองคำนั้นก็ได้นะครับ) ตรงนี้ถ้าเบรกได้ถือว่าเดินทางเข้าสู่ iii หรือเวฟที่ 3 ของการเด้งครั้งนี้เต็มตัว 

ตรง แนวต้านที่เลข 5(แถวๆ 1260-1270) ในระยะสั้นเป็นต้านที่สำคัญ ส่วน 1(iii) นั้นจะมีขนาด 161.% พอดีกันด้วย

มาช่วยลุ้นให้ผ่านตรงนี้ให้ได้กันครับ




   

วิเคราะห์หุ้น กราฟ set ระหว่างโวลุ่มกับ Elliott wave กันครับ

สรุปการซื้อขายหุ้น ณ วันที่ 9 ก.ค. 2556 หลุด 1400 ยังไม่น่าตกใจ หลุด 1390 น่าตกใจกว่าเยอะ เพราะถ้าหลุดตรงนั้นมีสิทธิ์ลงถึงโลวเดิมหรือ new low ครับ

ความเห็นส่วนตัว ช่วงที่ลงมาจาก 1475 ซึ่งสมมุตติฐานของเราคือ เวฟ 2(ขาขึ้น) โวลุ่มไม่มากเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา อย่างวันนี้ก็ประมานสี่หมื่นกว่าล้าน ซึ่งเป็นวิสัยของเวฟ 1-2 คนยังกล้าๆกลัวๆ ส่วนมากก็ขายจากขาลงหลักก่อนหน้าไปเยอะแล้ว ถ้าจะซื้อแห่ซื้อ ก็ต้องให้ ชัวร์ว่าสมมุตติฐานที่ว่าตรงนี้คือเวฟ 2 เป็นจริงก่อน
   

ตอนนี้ ถ้าโวลุ่มจะพุ่งอีกครั้ง ก็ต้องหลังจากเบรก 1475 หรือหลุด 1390 (ส่วนของการหลุด 1390 ก็ยังถือว่าสมมุติฐานเวฟ 2 ยังจริงอยู่ ตราบใดที่ยังไม่ทำ new low )ถ้าราคาอยู่ในช่วงรับต้านนี้ยังไม่เบรกหรือหลุด โวลุ่มก็ยังไม่มา เพราะยังไม่แน่ใจกันนั้นเองครับ

หลักการอย่างหนึ่งของตลาดก็คือ ถ้าอะไรยังไม่ได้รับการพิสูจน์ คนก็จะยึกยัก ถ้าได้รับการคอนเฟิร์มแล้วก็จะมั่นใจ ไม่ว่าขาขึ้นหรือลง ถ้าความสงสัยหมดไป ก็พุ่ง


กราฟเซท30 ยังอาจชนต้านแล้วลงอีกรอบ แนวรับที่สำคัญตอนนี้อยู่ที่ 1390 ซุึ่งเป็นจุดคาดการณ์เวฟ 2 ที่สวย ที่ 61.8% ของเวฟ 1 ถ้าลงถึง 1390 แล้วเกิด bullish divergenceได้ก็สวยงามครับ

ติดค้างบทความเกี่ยวกับเครื่องมือ วันสองวันนี้ยุ่งไปหน่อย เดี๋ยวเย็นๆกลับมาว่ากันต่อครับ



วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Moving Average EMA SMA ใช้ยังไง ง่ายและมีประโยชน์แค่ไหนลองมาดูกัน

ต่อมามาดู เส้น MA Moving Average กันบ้าง สำหรับเส้นนี้ผมถือว่าเป็นเส้นสารพัดประโยชน์ มันต้องผ่านมือผ่านตาทั้งมือเก่ามือใหม่มาแล้วทั้งนั้น

ถ้าตลาดหุ้นเป็นหนังเรื่องหนึ่ง เส้น MA หรือ Moving Average นี้ก็ถือว่าเป็นดาราสมทบชายยอดเยี่ยม เป็นเพื่อนที่แสนดีของพระเอกนางเอก เป็นต้นกำเนิด และถูกใช้ควบคู่กับ INDICATORS หลายๆตัวครับ

เจ้าเส้น MA Moving Average นี้คือการนำข้อมูลย้อนหลังมาหาค่าเฉลี่ย แล้วพล็อทลงไปบนกราฟ ผมใช้คำว่า "คือการนำข้อมูลย้อนหลัง" ไม่ใช้คำว่า ราคาย้อนหลัง เพราะว่า ใน INDICATOR หลายๆตัวก็นำข้อมูลของมันมาหาเส้น MA ด้วยเหมือนกัน ไม่ได้ใช้แต่เฉพาะในราคาเท่านั้น
   

การหาค่าเฉลี่ยจะใช้ข้อมูลย้อนหลังกี่วันมาเฉลี่ยก็แล้วแต่เราตั้งค่าเช่น เอาข้อมูล 12 วันย้อนหลังมาหาค่าเฉลี่ย MA จุดแรกของกราฟก็จะถูก พล็อทลงเมื่อบนกราฟมีข้อมูลอย่างน้อย 12 อันใช่ไหมครับ ดังนั้นเราจะเห็นว่า เส้น MA ของแต่ละช่วงเวลาจะสั้นยาวไม่เท่ากัน MA ที่ใช้ 200 วัน จะมีเส้นสั้นกว่า 12 วัน เพราะกว่าจะเริ่มพลอท จุดแรกได้ก็ปาเข้าไป 200 วันแล้วเป็นต้น

ส่วน SMA EMA ต่างกันยังไง คำตอบก็คือ EMA เป็นการให้น้ำหนักกับข้อมูลที่ใกล้กับปัจจุบันเป็นหลัก ส่วน SMA ให้น้ำหนักกับทุกวันเท่ากันหมด ความที่สถานการณ์ตลาดมันเปลี่ยนได้ทุกวัน EMA จึงมักนิยมใช้มากกว่า SMA ครับ ให้ความสำคัญกับข้อมูลล่าสุดดีกว่า

ประโยชน์ของ เส้น Moving Average มีอะไรบ้าง คงไม่ไล่หมดเพราะเยอะมากเหมือนกัน เอาหลักๆที่เราต้องใช้ และถ้าตอนนี้เรายังไม่มีวิธีหรือความรู้อื่นที่ดีกว่ามาแทน ใช้ตัวนี้แหละ ง่ายและผิดพลาดน้อย

1 Moving Average MA บอกเทรนด์ของราคา เราจะใช้ ema บอว่าช่วงนี้เป็นขาขึ้น หรือลง หรือออกข้าง ก็คล้ายๆที่เราดูแท่งเทียนนั้นแหละครับ แต่ว่า การใช้ ema หลายเส้นมาร่วมกัน เช่น เส้น สั้น กลาง ยาว ตามแต่เรากำหนดว่าสั้นจะสั้นแค่ไหน ยาวจะยาวแต่ไหน มาวิเคราะห์ร่วมกัน จะทำให้เราเห็นภาพชัดๆมากยิ่งขึ้น หลักการก็คือ ถ้าเส้นสั้นตัดเส้นยาวกว่าขึ้น แสดงว่ามีเทรนด์ที่จะขึ้น ขาลงก็กลับกันเป็นเส้นสั้นตัดเส้นยาวกว่าลง

ตัวอย่างเช่น ถ้าหุ้นตกแรงมาแล้วเรากำลังเฝ้ามองอยู่ถ้าเส้น ema 12 ชี้ขึ้นตัดกับ ema 50 แล้ว ผมจะไม่บอกว่าจุดนี้ต้องรีบเข้านะ มันมีอีกหลายองค์ประกอบ ให้คุณพิจรณาสิ่งอื่นประกอบ เช่น เทรนด์หลักของตลาด โวลุ่มที่มีเข้ามา เป็นต้น แต่ความหมายของเส้น ema 12 ตัด ema 50 ขึ้นก็คือ ในช่วง 12 วันหรือ 12 แท่งที่ผ่านมานี้ ราคามันสวนทิศขึ้นมาดีกว่าในช่วง 50 วันหรือ 50 แท่งก่อนนี้มาก ถ้าโวลุ่มคอนเฟิร์มสักแท่ง ก็น่าตามอะไรแบบนั้น

2 Moving Average MA จำกัดสัญญานหลอก หรือ นอยส์ ของกราฟราคา เพื่อนๆคงเคยเจอแบบว่า ราคาขึ้นไปอยู่ดีๆ สมมุติว่าเราใช้ ema 12 วันเป็นตัววัดในระบบเทรดของเราว่า ถ้าหลุด เส้นนี้เมื่อไหร่เราจะขาย แต่วันดีคืนดีมันหลุดมาจึกหนึ่ง แล้วเราก็ขายตามระบบที่วางไว้ น่าปรบมือให้กับความมีวินัยของเรามาก

หลังจากนั้นสามวัน ราคามันกลับขึ้นไป เหนือเส้น ema 12 วันอย่างเร็ว แล้ววิ่งตลบไม่เห็นฝุ่น ปล่อยให้เรานั่งงง คิดว่านี้ระบบเทรดของตรูมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอว่ะ เจ้าสิ่งนี้แหละที่เขาเรียกว่าสัญญานหลอก หรือ Noise

เราจะจำกัด เจ้า noise นี้ยังไง แนะนำให้ดูพฤติกรรม ในอดีตของหุ้นเป็นตัวๆไปเลย ถ้าเส้น ema 12 เป็นเส้นที่เร็วที่สุดของเรา ให้สร้าง ema อีกเส้นที่ช้ากว่าเส้นแรก โดยที่เส้นที่ 2 นี้จะเป็นตัวที่สามารถรองรับ noise ในอดีต ของหุ้นได้ ลองสร้างดูแล้ว ดูย้อนหลังไปว่า ราคาที่หลุดแล้วเด้ง ส่วนมากมันเด้งที่เส้นเวลาเท่านี้ของเราไหม เช่น อาจจะสร้าง ema 29 มาอีกเส้นให้วิ่งคู่กันไป

ถ้าราคามันหลุด ema 12 มาแล้วให้ระวัง ถ้าชน ema 29 ไม่หลุดก็อย่าเพิ่งขายมันอาจจะเป็น Noise แต่ถ้าหลุดอีก ก็ขายทิ้งไปเป็นต้น จำนวนวันใน ema นี้เป็นตัวอย่างนะครับ เอาไปปรับใช้เองว่าจะใช้กี่วัน แต่นะนำว่าชาวบ้านเขาใช้กี่วันก็ใช้เหมือนเขานั้นแหละ ไม่จำเป็นต้องอินดี้ตั้งไม่เหมือนคนอื่น เพราะเราใช้มันดูคนอื่นว่าเขาคิดยังไง เราไม่ได้ดูว่าเราคิดยังไงกับมัน

3 Moving Average MA ใช้เป็นแนวรับแนวต้าน ถามว่าทำได้ไหม ก็ตอบว่าทำได้ ถามว่าดีไหม ตอบว่าแค่ไม่เลว แนวรับแนวต้านที่สำคัญกว่าผมยังเชื่อว่าควรใชั Elliott Wave (อันนี้เราจะมาว่าละเอียดกันอีกที ที่จริงเคยเขียนแล้วในบล๊อกนะครับ) แนวต้านแนวรับหลักๆของ Moving Average สุดท้ายแล้วมักจะถูกเบรก ถ้ามันยังอยู่ระหว่างเวฟ  มีแต่แนวรับแนวต้านระยะยาวจริงๆเช่น ema200 วันเป็นต้น ที่สุดท้ายแล้วมีสิทธิ์จะเอาอยู่

ถ้าเราไม่รู้หรือไม่คิดจะศึกษา Elliott wave ก็สามารถใช้ ema นี้เป็นรับต้านแทนได้ แต่คุณอาจจะพลาดกินคำใหญ่ได้แค่นั้นเอง

4 Moving Average MA ใช้เช็คการบีบตัวของราคา ส่วนนี้จะคล้ายๆกับข้อ 3 คือการใช้หาแนวรับแนวต้าน เพราะว่า ราคามันจะบีบตัวก็ที่แนวรับแนวต้านนี่แหละ ถ้าราคาบีบตัวโดยเส้น ema หลายๆเส้นของเรามันบีบเข้าชิดกันขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่า ตรงนั้นเป็นแนวรับ หรือแนวต้านที่สำคัญ อีกไม่นาน จะมีการวิ่งแน่

ไม่ว่าจะเป็นวิ่งเบรก หรือ วิ่งหลุด ให้สังเกตุเทรนด์หลักประกอบ และ โวลุ่มครับ


ยังมีอีกมากมายที่เราใช้ประโยชน์ได้จาก Moving Average MA วันนี้เอาหลักๆเท่านี้ก่อน สำหรับ Moving Average MA นี้ บางคนไม่ใช้อย่างอื่นเลย ใช้ตัวนี้ตัวเดียว ทำกำไรมากมายก็มีให้เห็นนะครับ ข้อดีของมันคือง่ายทั้งการทำความเข้าใจของที่มามัน และง่ายทั้งการเอาไปใช้ แถมยังถือว่ามีประสิทธิภาพสูง เมื่อเทียบกับอะไรที่เข้าใจง่ายๆแบบนี้

สำหรับเพื่อนๆที่เข้ามาศึกษาใหม่ Thai Trader แนะนำให้ศึกษาการใช้ Moving Average ให้แตก บางทีมันอาจจะเข้ากันได้ดีกับนิสัยส่วนตัวของเรา แล้วไม่จำเป็นต้องไปดูอย่างอื่นอีกเลยครับ

รอบหน้ามาว่ากันถึง ดาราสมทบฝ่ายหญิ่งกันบ้าง ใช้ดูเทรนด์แนวรับแนวต้านได้ดีและง่ายพอๆกับ Moving Average เป็นหนึ่งในเครื่องมือไม่ใช่ Indicator เพื่อนๆว่าเธอคนนั้นคือใคร ฮ่าๆๆ

Stochastic ‎Oscillator หรือ ‎STO ใช้ยังไง คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดยังไงมาดูกันครับ

ช่วงนี้ผมจะพยายามเขียนเรื่อง indicator เยอะๆหน่อย เพราะไปอ่านเจอหนังสือเกี่ยวกับเทคนิคคอลหลายๆเล่มบนแผงหนังสือ เขามักเขียนไม่ละเอียด แล้วดูท่าถ้าเราเอาไปใช้แบบไม่เข้าใจ(ไม่รู้ว่าคนเขียนเข้าใจแค่ไหนด้วย) หายนะจะบังเกิดได้ง่ายๆ

อันนี้ขอเริ่มที่ ‎Stochastic ‎Oscillator หรือ ‎sto ที่มีเพื่อนๆจำนวนมากชอบใช้(ที่ๆเขาสอนติวเทคนิคคอลหลายๆที่ก็เห็นเอาบรรจุลงในคอร์สสอน)

Stochastic Oscillator ผมจะไม่เอาสูตรเอาไรมาพูดกันให้ยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องจำสูตร แต่รู้ไว้ว่าหลักการคร่าวๆของมันมาจากอัตราส่วนราคาปิด เทียบกับราคาไฮของวัน มีสองเส้นเส้นหนึ่งเป็นผลการคำนวนที่ว่า อีกเส้นเป็น ค่าเฉลี่ยนของเส้นแรก

หนังสือเยอะมากและคนที่เปิดสัมนาเยอะมากอีกเช่นกันที่บอกให้ใช้ sto เป็นตัว หาจุดเข้าซื้อ หรือขาย มันไม่ผิดนะ แต่มันมีจังหว่ะสำคัญที่จะทำให้คุณพลาดได้ถ้าใช้ไม่ระวัง

ก่อนจะพูดถึงว่ามันจะพลาดตรงไหน ขอเล่าสักหน่อยว่า sto มันบอกอะไรเราได้บ้าง

Stochastic ‎Oscillator พูดรวบให้เข้าใจง่ายๆ มันจะเป็นตัวช่วยบอกการแกว่งของราคา ถ้าราคาปิดของวันอยู่ใกล้หรือเท่ากับ hi ของวัน เส้นมันจะมีค่าเข้าใกล้ 100 เข้าเรื่อยๆ ยิ่งปิดสูงหลายวันเส้นก็จะเข้าใกล้ร้อยไปมากเท่านั้น ในขาลงก็เช่นกัน ยิ่งปิดต่ำกว่าไฮของวัน sto ก็จะยิ่งลงต่ำเข้าใกล้ 0 มากขึ้น

การใช้ sto Stochastic ‎Oscillator เช็คว่าซื้อหรือขายมากเกินไป ตรงนี้จะคล้ายๆกับ rsi จะเอาจำนวน 80 20 หรือปรับตามตัวหุ้นยังไงก็แล้วแต่ เป็นเลขอิงโซนซื้อหรือขายมากไป แต่ขอเน้นย้ำไว้เลยว่าการที่ sto เข้าไปสู่ 80 ไม่ได้หมายถึงว่า ให้ขายหุ้นออกนะ 

การที่มันเข้าถึง 80 หมายความว่ามันขึ้นโคตรแรง แล้วยิ่งมันอยู่ในโซนนี้นานเท่าไหร่ก็แสดงให้เห็นถึงความร้อนแรงและความมั่นคงของเทรนด์ที่เป็นขาขึ้น เพราะว่ามันแสดงให้เห็นว่า กราฟราคามันรักษาการปิดที่ใกล้ไฮของวันได้เรื่อยๆ และในทางกลับกันขาลงถ้าเข้าสู่ 20 แล้วเข้าไปรับ คุณจะมีโอกาสรับมีดเลือดสาดสูงนะ เพราะมันไม่ได้หมายความว่ามันกลับตัว มันบอกเราว่า มันรักษา การลงได้ต่อเนื่อง ต่างหาก


บางคนเรียกว่าการไล่บน ไล่ล่าง


  • ไล่บนก็คือ sto อยู่เหนือ 80 เป็นเวลานาน แสดงถึงความแข็งแกร่งของขาขึ้น
  • ไล่ล่างก็คือ sto อยู่ต่ำกว่า 20 นาน แสดงถึงความแข็งแกร่งของขาลง


ความผิดพลาดที่ 1 ถ้าใช้ sto โดยกำหนดว่าเกิน 80 ให้ขายออก ต่ำกว่า20 ให้เข้าไปรับ โอกาสเกิดเหตุการณ์ ขายหมู กับรับมีดสูง เพราะงั้นถ้าไปเจอที่ไหนเขาบอกแบบนี้ให้คิดให้รอบคอบ ตีความ sto ให้แตกมากๆ

....................

ทีนี้มาดูเรื่องเส้น %D %K ตัดกันบ้าง ผมจะไม่ไปพูดถึงว่าเส้นไหนตัดเส้นไหนให้ซื้อ หรือขายนะครับ แต่ต้องบอกว่าวิธีนี้ พกโอกาสความผิดพลาดมาเต็มกระเป๋า ผิดยังไงก่อนอื่นผมขอเท้าความไปเรื่องแนวรับแนวต้านสักนิด

แนวรับ หรือ แนวต้าน ที่เราได้ตีไว้ เมื่อราคาหุ้นไปถึงไปชน มันจะต้องยึกยักไม่ผ่านไปพรวดเดียว ลองนึกภาพตามไปด้วยนะครับ แนวรับแนวต้านเป็นจุดชั่งใจ พอไปชนแล้ว คนที่คิดว่าเบรกกับคนที่คิดว่าไม่เบรกจะสู้กัน ราคาตรงนี้จะแกว่ง มากกว่าตรงจุดอื่น

แล้วยิ่งถ้าเป็นการจบเวฟนะครับ ตรงจุดนี้มันมักจะสร้าง patterns ด้วย ซึ่งราคาจะเด้งไปมาในกรอบรับต้านของ patterns นั่นหมายความว่า ราคา hi กับ ราคาปิด (ที่เราเอามาสร้าง sto)จะกลับเป็นตรงข้าม กับเทรนด์หลัก คือมันจะกลายเป็น side way เล็กๆ คุณจะเห็น sto กลับทิศเทรนด์ก็ตอนนี้

ซึ่งแน่นอนถ้ามันแค่เทสแนวต้านรับ ยังไม่ได้กลับตัวจริงมันก็คือสัญญานหลอกให้คุณขายหมู หรือในกรณีขาลง ก็หลอกให้คุณเข้าไปรับดาบซามูไร นั้นแหละครับ เพราะสองเส้นที่ว่ามันจะตัดกันให้เห็นจนงงแน่ๆ

และนี้ก็เป็นเหตุผลที่คนจำนวนมากพูดว่า sto มันเร็วเลยทำให้ความผิดพลาดมันเยอะ ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ได้เร็วอะไรมันก็ปกติของมันแหละ แต่คนเข้าใจมันผิดเอง เอามันไปใช้ผิดประเภท

ความผิดพลาดที่ 2 ก็คือ ในจุดแนวรับแนวต้าน เป็นจุดที่ราคาชะลอความร้อนแรง sto มักจะส่งสัญญานการกลับตัวของราคาทันที ทำให้เราซื้อหมาขายหมู (แล้วมันเป็นจังหว่ะสำคัญด้วยนะ เพราะจุดเบรก หรือจุดกลับเวฟ ถ้าซื้อหรือขายก่อนมัน เราจะเสียโอกาสเยอะมาก)

จากความผิดพลาดที่ยกตัวอย่างมาทั้ง 2 ข้อ ก็เพียงพอที่จะก่อหายนะให้เราได้ถ้าเราใช้มันผิดหน้าที่ sto นี้อยากแนะนำให้ใช้หลักๆคือการดูความแข็งแกร่งของเทรนด์ และการยังรักษาเทรนด์เดิมไว้ได้ เป็นหลัก

1 ดูว่าถ้าอยู่โซนเหนือ 80 ให้ระวังว่าคนซื้อเยอะแล้ว อุปสงค์เริ่มน้อยลงแล้วนะ แต่อย่าเพิ่งขายทิ้ง คนที่ขายหุ้นที่ปิด ที่ราคาไฮทุกวัน ก็แย่แล้ว มันขึ้นก็ปล่อยมันไปต่อ

2 ดูว่าถ้าอยู่ต่ำกว่าโซน 20 ให้เริ่มจับตาว่าใกล้เข้าซื้อได้ เพราะคนเริ่มขายกันมากไปแล้ว อุปทานเริ่มน้อยแล้ว แต่อย่าเพิ่งซื้อ เพราะคงบ้าพอๆกับข้อ 1 ถ้าคุณจะเข้าไปรับหุ้นที่ราคาปิด ต่ำลงทุกวันครับ ปล่อยมันลงต่อไปเรื่อยๆ

จะเห็นว่าประโยชน์ที่แท้จริงของ STO คือดูความแข็งแรงของเทรนด์ ถ้ามันแกว่งขึ้นลงมากๆแสดงว่ามันเป็นไซดเวย์ ถ้าไม่คันมือจริงๆ ก็ควรจะอยู่เฉยๆ

ผมอาจจะแนะนำทุกท่านต่างจากคนอื่น คนอื่นถ้าเข้า 80 ให้ขาย 20 ให้ซื้อ ส่วนผมขอบอกว่า ยิ่งเข้า 80 ยิ่งให้ถือ ยิ่งลง 20 ยิ่งระวังอย่าเพิ่งไปรับ เพราะธรรมชาติ ของ STO มันเป็นแบบนั้น อันนี้ไม่ได้บอกให้เชื่อ เพราะมันอาจจะขัดกับหนังสือหรือที่คนเขาว่าไว้กันมาก แต่ขอให้ลองเอาไปคิดเล่นๆดู

แล้วเดี๋ยวจะมาต่อ INDICATOR ตัวอื่นๆต่อครับ ด้วยความปราถนาดี Thai Trader ก็ต้องศึกษาอีกเยอะ จึงไม่ได้ตั้งใจขัดความเชื่อเดิมครับผม

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

รู้จักเซลล์กิตติมศักดิ์ กันสักหน่อย

รู้จักเซลล์กิตติมศักดิ์ กันสักหน่อย

ในบริษัทหลายๆที่ ยิ่งบริษัทรับจ้างทำ ที่ต้องประมูลงานหรือไป เสนอผลงานแข่งกับคนอื่น ไม่ว่าจะงานจากรัฐหรือเอกชน โดยมากบริษัทพวกนี้มักมี ที่ปรึกษาที่เป็นผู้ใกล้ชิด คนใหญ่คนโต ตำรวจ ทหาร นักการเมือง อยู่ด้วยกันทั้งนั้ัน

   
เวลาได้งานมาก็หักค่านายหน้าไปเป็นงานๆไป  พูดง่ายๆ(ให้ดูดี) คนกลุ่มนี้ก็เหมือนๆกับเป็น เซลล์กิตติมศักดิ์ คอยหางานยักษ์ให้บริษัท วิธีการหางานก็น่าจะพอเดาได้ จากสถานะการเป็นคนใกล้ชิด คนใหญ่คนโตที่ว่า คงไม่ได้สร้างพอร์ท เอาผลงาน ใส่สไลด์ ไปโชว์เขาหรอก

เพราะถ้าแบบนั้น เซลล์ทั่วๆไปก็ทำได้ ไม่ต้องเสียเวลาเลี้ยง เซลล์กิตติมศักดิ์ไว้ให้เปลืองเงินค่าหูฉลามเลย

ผมพูดเรื่องนี้ทำไมมันเกี่ยวอะไรกับหุ้น
ถ้าการได้งานของบริษัท ได้มาจาก เซลล์กิตติมศักดิ์ พวกนี้ อย่าไปถามหาเรื่องธรรมาภิบง ภิบาล ไรทั้งนั้น เขาทำแบบนั้นกับบริษัทคู่แข่งอื่นๆได้ เขาก็จะทำแบบเดิมนั้นกับเราได้เหมือนกัน อย่าโลกสวย ระวังตัวไว้ก่อนดีที่สุด

เรื่องข่าวได้งานเสียงานจาก เซลล์กิตติมศักดิ์ พวกนี้มักมีผลกับหุ้น ได้หลายอย่างเช่น

ถ้าเป็นเรื่องดี เราจะแอบเห็นโวลุ่ม แอบเก็บก่อน ออกข่าวจริง วันออกข่าวจริงปุ๊บก็มีการ "พานิคซื้อ" เกิดขึ้นตามระเบียบ

ถ้าเป็นเรื่องร้าย จะเห็นราคาค่อยลงก่อนประกาศข่าว นานหลายวัน จะเกิดเหตุการณ์ คิวซื้อหุ้นเป็นล้าน ถ้าเราส่งออเดอร์ไปแปบเดียวก็ matched พอเริ่ม ซื้อยาก แล้วข่าวก็ออก พร้อมกับ "พานิคขาย"

ทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายถ้าเราอยู่กับกราฟ มากๆ จะพอจับสัญญานได้ (แม่ว่าบางทีจะหลังจากเหตุการณ์เกิดแล้ว แต่มันก็ทำให้เรารู้จักบริษัทนั้นๆมากขึ้น)  นี้เป็นวิธีง่ายๆอีกวิธีหนึ่งในการทำความรู้จักกับผบห. ถ้าเจอบริษัท พวกนี้ ผมก็กาหัวไว้เลย แต่ไม่ได้กาว่าจะไม่ยุ่งกับหุ้นเขานะ

กาเพื่อให้รู้ว่าเราเล่นกับอะไร วันหลังมาเพลินๆ จะได้ไม่เผลอโดน เซลล์กิตติมศักดิ์ ต้มซ้ำต้มซ้อน

หลักๆที่พูดมาทั้งหมด ต้องการชี้ให้เห็นว่าอย่าไปเผลอซื้อหุ้นขายหุ้นเพราะข่าวพวกนี้มากนัก ไม่บ่อยนักที่ข่าวได้งานนั้น เสียงานนี้ มีผลกับธุรกิจเต็มๆ ข่าวพวกนี้มันข่าวรู้มาก่อน ออกมาเพื่อฟาดกำไรเด้งที่สอง กันซะมาก

ใครรู้มาก่อน ก็พวก เซลล์กิตติมศักดิ์ เจ้าของบริษัท และเหล่าผองเพื่อนไงล่ะ ข่าวแบบนี้ คนรู้ทีหลังเสียเปรียบ พูดได้ง่ายๆว่า

"บอกข่าวดีแต่ประสงค์ร้าย"

ดังนั้นเวลาได้ข่าวที่ทุกๆคนทั่วประเทศได้มาเหมือนกันหมดแล้ว ก่อนกระโจนเข้ากองร่วมกับเขา เช็คสักนิด ว่าแอบมี เซลล์กิตติมศักดิ์ ง้างมีดรออยู่หรือเปล่านะครับ ถ้าใครเร็วหลบทันไม่ว่ากัน ถ้าช้าพลาดมาจะเครียดเปล่าๆครับ