วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

bitcoin จะเกิดจริงเหรอ ถ้ามันจะล่มจะล่มเพราะอะไร ลองมาอ่านกัน

มีคำถามหลังไมค์มาเรื่อง bitcoin มาลองอ่านกันแบบบ้านๆ เอาแบบว่าถ้ามันจะเกิดสิ่งที่มันต้องมีน่าจะมีอะไรบ้าง

อันนี้เอาสั้นๆก่อน 

ถามว่า เทียบกับเงินปกติ พี่ว่ามันมั่นคงไหม อนาคตมีโอกาสเอามาใช้จริงป่าว
ตอบว่า เรื่องอนาคตมีโอกาสเอามาใช้จริงไหมนี้ไม่ฟันธง ถ้าโลกมนุษย์ ในอนคตกลายเป็นสถานที่ในฝันแบบ โอลิมเปีย อะไรแบบนั้นก็คงเป็นไปได้ เลย ด้วยเพราะข้อจำกัดมันมีเยอะอยู่ เช่น bitcoin มีสินค้ารูปแบบอื่นค้ำประกันเหมือนเงินปกติไหม เงินปกติอาจจะมี ทอง รัฐประเทศ ธุรกิจ หรือแม้แต่ระเบิดนิวเครียร์ ค้ำประกัน ว่าถ้าเงินปกติเจ็ง สิ่งค้ำประกันพวกนี้ยังพอจะทำให้เราอุ่นใจว่าจะมีการชดใช้บ้างจริงไหม นั้นคือเหตุผลที่เงินปกติมีชีวิต เพราะความเชื่อมั่นล้วนๆ เชื่อมั่นในสิ่งค้ำประกันนั้นมาก เงินสกุลนั้นก็มีค่าแบบพื้นฐานกว้างๆมากหน่อย ถ้าเชื่อมั่นในสิ่งค้ำประกันของเงินสกุลนั้นๆน้อย ค่าแบบพื้นฐานกว้างๆของมันก็จะน้อยลงตามไปด้วยนั้นเอง ส่วน bitcoin มีอะไรแบบนี้หรือไม่อันนี้ลองคิดต่อเองครับ

ถามว่า น่าเล่นไหมครับ
ตอบว่า แล้วแต่มุมมองของเราต่อมัน ถ้าจะเอามาเก็บตอนนี้ ผมว่ามันคงยังไม่ใช่อะไรที่เสี่ยงน้อย โอเค วันหน้ามันอาจจะมีอะไรบางอย่างทำให้มันถูกยอมรับอย่างกว้างขวางก็เป็นได้ แต่มันคืออะไรที่ "อาจจะ" คำว่า "อาจจะ" นี้มันบรรทุกความเสี่ยงไว้ครับ ถ้าคุณจะเล่น คุณควรบริหารคำว่า "อาจจะ" นี้ให้ดีๆ

ถามว่า พี่ว่ากราฟมันเหมือนหุ้นไหม
ตอบว่า อะไรที่มีการเก็งกำไร แล้วเอามาพล๊อตกราฟ มันก็เหมือนกันหมด bitcoin ก็ไม่ได้ยกเว้น ลองไปหาชาร์ทราคาของ bitcoin มาดูสิ เทส ไฮสองครั้งแล้วกำลังตก นั้นหมายความว่า คนได้ซื้อไปเยอะแล้ว ความต้องการน้อยลงก็ลงมาเป็นเวฟ 1-5 ซึ่งตั้งสมมุติฐานว่าอาจจะเป็นเวฟ a ของขาลงเหมือนกันเปี๊ยบกับการเก็งกำไรสินค้าอื่นๆ สาเหตุที่เหมือน เพราะว่า มันคือ การเก็งกำไรเพียวๆ ยิ่งเก็งกำไรมากแค่ไหน มันยิ่งเหมือนกันมากเท่านั้น

กิเลศของมนุษย์ ไม่ว่าจะซับซ้อนหรือผ่านพ้นไปนานแค่ไหน มันก็ยังมีหน้าตาท่าทางเหมือนเดิม มันทำซ้ำๆแบบเดิม แต่เปลี่ยนแค่สถานที่เวลา และตัวที่ถูกมันกระทำเท่านั้น

มนุษยมีสองส่วน
ส่วนที่หนึ่ง ศึกษามองเห็นแล้วว่ามันเป็นยังไงแล้วหาประโยชน์จากมัน
ส่วนที่สอง ไม่สนฟ้าสนดิน ก้มหน้าก้มตาให้กิเลศเล่นงานครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย

เป็นมนุษย์ ส่วนที่หนึ่ง กันนะ

ผลกระทบต่อพวกเราทุกคน จากการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรของไทยในอนาคคต ตอน 2

ผลกระทบต่อพวกเราทุกคน จากการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรของไทยในอนาคคต ตอน 2

จากตอนแรกผมพูดถึง การเข้ามาของกลุ่มทุนเกษตร และการทำทุกอย่างแบบครบวงจร จนแทบไม่เหลือช่องว่างให้ เกษตรกรรายย่อยเลย ซึ่งอ่านเล่นๆก่อนได้ที่นี้ http://thaitraderblog.blogspot.com/2014/03/1.html

ตอนนี้ขอว่าต่อโดยทำนาย(เดา) จากสิ่งที่เป็นในตอนนี้ ว่าอนาคตเกษตรกรไทยจะเป็นอย่างไร

1 จากการที่กลุ่มทุนเกษตรทุ่มทำทุกอย่างเองครบวงจร ตั้งแต่เพาะพันธุ์ ยันแปรรูปขั้นสุดท้าย รวมถึงขายปลีกขายส่งเองหมด อันนี้จะทำให้เกษตรกรรายย่อยหาที่แทรกไม่ได้เลย คำว่าไม่ได้เลยนี้คือไม่ได้จริงๆ คือปลูกผักมาก็ต้นทุนสูงแล้ว จะเอาไปขายในตลาดสดก็สู้ห้างขายผักไม่ไหว วันหน้ามันจะมีไปทุกมุมถนน เยอะยิ่งกว่าตลาดสดเทศบาลแน่ๆ ข้อนี้เดี๋ยวมันจะโยงมาถึงพวกเราที่ไม่ใช่เกษตรกรครับ

2 จากเหตุผลข้อแรก เกษตรกรไทยจะแทบไม่มีวันพัฒนาการผลิตไปมากกว่านี้ได้เลย คือผลิตมาก็ขายสู้เขาไม่ได้ ยิ่งทำมันยิ่งหมดไปกับต้นทุนที่สูงขึ้น คนจะไปพัฒนาอะไรได้ยังไง ต่างคนต่างทำ มันไม่เหมือนกลุ่มทุนเกษตร ที่เขาทำกันทีใหญ่ๆ ลงทุนพัฒนาอะไรไปมันก็คุ้ม มันก็ยิ่งได้ต้นทุนที่ถูก ดังนั้นเกษตรกรไทย จะถอยหลังไปเรื่อยๆ ผลผลิตที่ได้ก็ถอยหลัง

3 จากสองข้อแรก คนเกษตรกรกลุ่มหนึ่งก็คงต้องแก้ปัญหาด้วยการไปเป็นลูกจ้างกลุ่มทุนเกษตร ส่วนอีกกลุ่มก็จะยังดันทุรังทำต่อ(กลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพวกเราอีกแล้ว)กลุ่มสุดท้าย เลิกทำไปหางานอย่างอื่นทำดีกว่า

4 จากเกษตรกรที่ยังดันทุรังทำต่อไปในข้อสาม และผนวกกับเหตุผลจากข้อแรก คือดันทุรังทำขาดทุนๆไป ขายสู้กลุ่มทุนเกษตรก็ไม่ได้ เกษตรกรไทยที่เหลือยังทำเกษตรอยู่จริงๆกลุ่มนี้จะกลายเป็นอะไรประเภท เอาหอมเน่ามาเทปิดถนน เอาหมูเอาเป็ดมาฆ่าหน้าสภา เอาไข่มาปากำแพงบ้านนายก เพื่อเรียกร้องเงินช่วยเหลือเฉพาะหน้า

ไม่กี่ครั้งแรกมันก็ยังเป็นเงินเฉพาะหน้าอยู่ ไอ้หลายๆครั้งเข้า มันคืออะไรในแบบที่เรียกว่าทำเป็นประเพณี คือนอกจากเพาะปลูกเก็บเกี่ยว ส่งขายเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ยังต้องทำอีกอันสุดท้ายให้จบตามประเพณีคือ ต้องไปประท้วงเอาเงินช่วยเหลือ (โดยที่เงินช่วยเหลือนี้ไม่ได้ทำให้เรียนรู้และแก้ไขปัญหา)

ทีนี้ก็ได้เกิดช่องสวยๆสำหรับพรรคการเมืองหัวใส ที่เห็นช่องว่างตรงนี้ เป็นโอกาสให้ได้ใช้หาเสียงสนับสนุน

(ตรงส่วนข้างล่างนี้ไม่ได้มีเจตนาว่าพรรคการเมืองไหนแบบเจาะจงจริงๆนะครับ คือในความคิดเห็นส่วนตัวผมคิดว่าในอนาคต ไม่ว่าพรรคไหน มันจะคิดกันแบบนี้ทั้งนั้น)

สิ่งที่พรรคการเมืองจะทำก็คือ สัญญาว่าจะให้ในสิ่งที่เกษตรกรอยากได้(ซึ่งปกติก็ประท้วงเอาแต่คราวนี้ไม่ต้อง) โดยที่สิ่งที่พรรคการเมืองให้ต้องไม่ไปแก้ปัญหาตรงนี้ให้หมดไป(เน้นว่าต้องไม่ใช่การแก้ปัญหา ต้องไม่ทำแบบยั่งยืน คือจ่ายแล้วจบ พอเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็เอาไปต่อรองแลกเสียงคะแนนอีกที) เพราะถ้าปัญหาตรงนี้หมดไปนักการเมืองจะเอามุขไหนมาแลกเสียงอีกล่ะ

การทำแบบนี้มันจะเข้าวงจรอุบาท ที่ผมบอกว่ามันเกี่ยวกับเราทุกคนคือ แทนที่เงินภาษีจากทุกๆคนในประเทศ ที่เก็บไปจะเอาไปใช้ทำอะไรได้อีกเยอะแยะ หรือว่าเอาไปแก้ปัญหาเกษตรแบบตรงประเด็นเลยได้

แต่ว่าไม่มีทางที่พวกเขาจะทำ เขาจะเอาเงินภาษีของทุกๆคนในประเทศไปเลี้ยงไข้เกษตรกร เพื่อที่จะเอาไว้ต่อรองคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง

เรื่องทั้งหมดนี้จึงสรุปมาได้ประมานนี้

กลุ่มทุนเกษตร --> กดเกษตรกรให้แย่ --> นักการเมืองเลี้ยงไข้เอาคะแนนเสียง --> พอได้คะแนนเสียงก็เอาไปแลกกับเงินสนับสนุน --> กลุ่มทุนเกษตร

วงจรอุบาทนี้เบียดเบียนเอาภาษีจากพวกเราทุกคนไปใช้เพื่อให้มันยังหมุนยังวิ่งอยู่ได้

วิธีการแก้ปัญหามันคงต้องใช้ความเข้าใจและจริงใจอย่างเดียว

ประเทศมันดูมืดมนนะครับ ในสถานการณ์ตอนนี้ ต้องทำความเข้าใจกัน

เกษตรกรไม่ใช่คนอื่น เขาไม่ได้ตั้งใจทำให้มันแย่ และเราทุกคนควรเข้าใจและร่วมมือกันครับ

เวลานั่งดูหุ้นก็สังเกตเห็นว่ามีโวลุ่ม ตั้งสั่งซื้อเข้ามาเยอะ ทำไมสุดท้ายแล้วราคามันลง

มักมีคนถามผมว่า เวลานั่งดูหุ้นก็สังเกตเห็นว่ามีโวลุ่ม ตั้งสั่งซื้อเข้ามาเยอะ ทำไมสุดท้ายแล้วราคามันลง หรือมีแต่โวลุ่มสั่งขาย แต่ทำไมอยู่ๆก็พุ่งขึ้น

ถามไปถามมาได้ความว่านั่งจ้อง ช่องโวลุ่ม bid offer ในสตรีมมิ่ง 

ถ้าแบบนี้คงต้องบอกว่ามันมาวัดไรได้น้อยและเต็มไปด้วยกลลวง ถ้าจะดูโวลุ่ม ให้ไปดูโวลุ่มที่ซื้อขายกันแล้วจริง ดูในกราฟนั้นจะยิ่งเห็นชัดเพราะมันวิ่งไปด้วยกันกับราคาต่างๆที่เกิดขึ้น

ตรงช่องโวลุ่มในสตรีมมิ่งนี่เจ้าเอาไว้หลอกเม่า ตั้งซื้อไว้เยอะๆ ไว้หลอกขาย ตั้งขายไว้หลายๆไว้หลอกเอาของ ยากที่จะเดา มันเป็นเสียงปี่เสียงกลองชั้นดีเลยเอาไว้กระตุ้นเม่า ไปดูของจริงที่มีการซื้อขายแล้วจะช่วยได้มากกว่า

การมองแต่สตรีมมิ่งมันเหมือนมองเกมส์แบบคลุกฝุ่นบนเวทีเลย มันไม่เห็นภาพจริงภาพกว้าง ถ้าเอาแค่นี้มาตัดสินใจซื้อขาย บอกได้เลยว่า "เม่าของแท้"

วิเคราะห์กราฟ set และ set50

#กราฟเซท ตรงยอดเวฟ 1 แถวๆ 1382 นั้นเป็นต้านที่สำคัญต้านสุดท้าย ถ้าไปถึง ระวังๆหน่อย ถ้าเบรกเลยก็ดูจะเป็นอะไรที่ผิดธรรมชาติ ถ้าเบรกลองดู ฝรั่งให้ดีๆว่าเขาเอาไงเขาเอาด้วยไหม ถ้ายังไม่ได้เอาด้วยเหมือนเดิม อาจจะต้องระวังกันนิด คนไทยดันกันเองจะไปได้ถึงไหนไม่รู้

#set50 ยังพอมีแรงในระยะสั้นนี้ เทสต้านแถว 905 นี่แหละครับ

สวัสดีวันมาฆบูชา ถึงจะช้าไปหนึ่งวันแต่ยังดีกว่าไม่มา (เมื่อวานวุ่นไปนิดหนึ่งครับ)

สวัสดีวันมาฆบูชา ถึงจะช้าไปหนึ่งวันแต่ยังดีกว่าไม่มา (เมื่อวานวุ่นไปนิดหนึ่งครับ)

วันมาฆบูชาเป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมโอวาทปาติโมกข์ เป็นธรรมมะที่บอกถึง
1 วิธีการเข้าถึงพระธรรมให้แก่พระสงฆ์ 
2 วิธีการเข้าถึงพระธรรมให้แก่คนทั่วไป
3 วิธีการเผยแพร่คำสอนที่ดีให้แก่พระสงฆ์

รายละเอียดมากกว่านั้นเป็นยังไงผู้สนใจลองหากันเองข้อมูลมีเยอะแยะครับในอินเตอร์เนต

อยากฝากถึงทุกท่านในวันนี้คือการแปลความของคำว่า ศาสนาในสังคมไทย คำๆนี้มาจาก ภาษาสันสกฤต มีความหมายถึงคำสั่งสอน หรือข้อปฏิบัติ ดังนั้นในบริบทของพุทธศาสนาของไทยนั้น ที่จริงแล้วศาสนาคือคำสอนหลักปฏิบัติที่เราสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อเป้าหมายให้เกิดความสุขความเจริญในชีวิต

ซึ่งทั้งนี้เราจับคู่ความหมายของคำว่า "ศาสนา" กับคำว่า "Religion" ว่ามีความหมายเดียวกัน ซึ่งพื้นฐานที่แท้จริงไม่ได้ตรงกันนัก คำว่า Religion นี้มีพื้นที่สันนิษฐานกันว่ามาจากคำว่า relation ความสัมพันธ์ ความเชื่อมต่อ กับพระเจ้านั้นเอง

ศาสนา จึงคือหลักปฏิบัติ ส่วน Religion เน้นไปที่การศรัทธา ทั้งนี้ไม่ได้ผิดหรือมีข้อห้ามอะไรถ้าคุณจะนับถือศาสนาพุทธ และศรัทธาไปด้วย

แต่ในแก่นแล้วถ้าคุณต้องการศึกษาธรรมะของพุทธ คุณอาจจะลองเน้นศึกษา ตั้งคำถาม ถกเถียงกับผู้รู้ ถึงข้อปฏิบัติ แบบนี้จะได้ผลดี มากกว่าที่คุณจะเชื่อเลยศรัทธาในพุทธ โดยยังไม่ได้พยายามทำความเข้าใจกับหลักปฏิบัติ

เขียนมายืดยาวสิ่งที่จะชี้ให้เห็นคือ ตอนนี้ในสังคมเราชาวพุทธ มักเข้าใจผิด เอาคำว่า Religion มาใช้เพียงอย่างเดียว คือฉันเชื่ออย่างเดียว พอเชื่อโดยที่ไม่ได้ใช้ปัญญาคิดวิเคราะห์ในตัวของข้อปฏิบัติที่เป็นธรรมะนั้นจริงๆแล้ว เราจึงเห็นความงมงาย และการบิดเบือนที่ถ้าใช้สามัญสำนึกธรรมดาก็รู้ว่ามันไม่ปกติธรรมชาติเกิดขึ้นมากมาย

นี้คือต้นกำเนิด ของคนแบบ เณรคำ หรือคนอื่นๆที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

สุดท้ายนี้
แม้แต่การจะเข้าใจข้อปฏิบัติในธรรมะนั้นให้ได้จริงๆยังต้องตั้งข้อสงสัยแล้วถกเถียงหาเหตุผลเพื่อให้เราเข้าใจ ถ้าไม่ตั้งข้อสงสัยเชื่อเถอะพุทธ ไม่เกิด
นับประสาอะไรในโลกการลงทุนละครับ ไม่มีใครที่ควรจะพูดอะไรแล้วเราก็เชื่อหมดได้เลย

ในโลกนี้ไม่มีเทพที่จะผิดไม่ได้ ในการลงทุนมีไอดอลที่เราศรัทธานั้นไม่ผิด แต่จะผิดมากๆ ถ้าคุณเชื่อเขาโดยไม่ตั้งคำถามไม่คิดวิเคราะห์เลย

ถ้าคุณใช้แต่ศรัทธาต่อไอดอล ถึงสิ่งที่เขาบอกนั้นจะเป็นเรื่องจริง แต่คุณจะไม่มีทางเอาไปใช้เป็น เพราะคุณแค่เชื่อ คุณไม่ได้เข้าใจ

ในโลกของการลงทุน สิ่งที่ต้องมีนอกเหนือ ศรัทธา คือ ปัญญาอีกอันครับ ทั้งสองอันนี้ถ้าทำงานด้วยกัน คุณจะแกร่ง คุณจะเจริญ

ข้อให้เจริญขึ้นยิ่งไปครับทุกท่าน จากใจ Thai Trader

ผลกระทบต่อพวกเราทุกคน จากการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรของไทยในอนาคต ตอนที่ 1

ผลกระทบต่อพวกเราทุกคน จากการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรของไทยในอนาคต

ในอนาคตอันไม่ไกลนี้การเกษตรของไทยคงจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ยิ่งเมื่อ AEC เปิดเรียบร้อยแล้วจะมีกลุ่มทุน สิงคโปร์ มาเลย์ เข้ามาลงทุนการเกษตรเพิ่มขึ้นอีกมาก 

แม้ไม่ได้เข้ามาลงทุนในเมืองไทยโดยตรง แต่สินค้าเกษตรของอาเซียน ก็ขึ้นกับกลุ่มทุนเหล่านี้ทั้งสิ้น ถ้าท่านไปเที่ยว ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา ท่านจะเจอโครงการเกษตรขนาดใหญ่โตมโหฬาร ไม่ใช่แค่ร้อยไร่พันไร่ เรียกได้ว่าเป็นหมื่นๆแสนๆไร่กันเลย

เมื่อถามความกับคนขับรถพาเที่ยว เขาก็จะบอกว่านี่สวนยางของคนเกาหลี ถ้ดจากตรงนี้เป็นไร่กาแฟของคนเวียดนาม ข้ามแม่น้ำไปทางโน้นจะเจอไร่มันของคนสิงคโปร์ โผล่ออกซอยนั้นไปเป็นไร่อ้อยของคนมาเลย์ โน้นทุ่งข้าวของแขกอาหรับ ทางโน้นนั้นแหละครับไร่ข้าวโพดคนไทย ของซีพีอะไรสักอย่างนี่แหละ

สิ้นค้าเกษตรพวกนี้มันจ่อรอเป็นคู่แข่งกับสินค้าเกษตรไทยทั้งนั้น คนไทยปลูกข้าวได้ คนพม่า เวียดนาม ก็ปลูกได้ ถ้าเราไม่หลอกตัวเองจนเกินไป ข้าวที่ได้รางวัลคุณภาพช่วงหลังๆก็ไม่ใช่ข้าวไทยเรานะครับ

ยิ่งไปกว่านั้น ผลผลิตต่อไร่ของเขาไปไกลกว่าเราเยอะเลย เวียดนามนี้ไปไกลไม่เห็นฝุ่น เรามักอ้างว่าเราได้ข้าวน้อยเพราะเราปลูกข้าวคุณภาพ อร่อยกว่าข้าวพวกนั้น แต่ขอโทษเถอะครับ ข้าวไม่ใช่คาเวียร์ ข้าว(ที่เราคิดว่า)ดีนั้นมันไม่ได้ราคาต่างมากมายอะไรกับข้าวคนอื่น

1. กลุ่มทุนพวกนี้เงินหนาทำทีเป็นหมื่นเป็นแสนไร่ จึงลงทุนกับเครื่องมือและการวิจัยแล้วมันคุ้ม ยิ่งลงทุนยิ่งได้ต้นทุนที่ถูกลง ดังนั้นจึงขายของได้ถูกมาก
2. กลุ่มทุนพวกนี้ทำเองตั้งแต่วิจัยเมล็ดพันธุ์ เพาะปลูกให้ปุ๋ย เก็บเกี่ยว แปรรูป ขายส่งไปตามห้างค้าส่ง ขายปลีกไปตามร้านสะดวกซื้อ ส่งออกไปเมืองนอก ทั้งหมดนี้ทำได้โดยทุนกลุ่มเดียวที่คุณก็รู้ว่าใคร ทุกวันนี้แม้แต่ผัดกระเพราคุณก็หาซื้อกินได้ตามร้านสะดวกซื้อ (ถึงแม้จะเป็นกระเพราผีดิบรสชาติอุบาทก็เถอะ)

ทั้ง 2 ข้อที่ยกมาจะชี้ให้เห็นว่า ในอนาคตคนไทยไชโยของเราจะมีปัญหาใหญ่อย่างนึ่งที่แก้ไม่ได้ปัญหานี้เกิดจากอะไรไว้เดี๋ยวมาต่อ

วัฒนธรรมประหลาดของเราคนไทย อยากกินมะพร้าวดันไปขึ้นต้นมะขาม

อยากกินมะพร้าวดันไปขึ้นต้นมะขาม 
มีหุ้นตัวหนึ่งบัตรเครดิตอะไรประมานนั้น ตอนงบออกเมื่อปีหรือสองปีก่อนผมจำไม่ค่อยได้ งบออกขาดทุนแต่หุ้นขึ้นพรวดๆ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า งบขาดทุนเพราะ กันเงินไว้ไปทำอะไรสักอย่าง อะไรประมานนั้น บอกตรงๆผมไม่ค่อยเข้าใจหรอก(เพราะไม่เคยได้คลุกคลีอยู่ในธุรกิจนี้ เขากันเงินไปทำอะไรแล้วมันดีกับธุรกิจยังไง ผมมองไม่ออก) 

จึงได้บอกไปว่า ผมเชื่อว่าหุ้นขึ้นเพราะคนอยากซื้อแค่นั้นแหละ บริษัทจะเจ็งหรือจะรุ่งในอนาคตไม่มีใครรู้ แม้แต่ ผู้บริหารก็บอกชัวร์ๆไม่ได้หรอก

ถึงบริษัทจะเจ๊งถ้ามีอะไรสักอย่างมากระตุ้นให้คนอยากซื้อหุ้นแบบนี้มันก็ขึ้น แล้วถึงบริษัทมันจะรุ่งแต่ถ้ามีคนทำให้มีกระแสในตลาดแย่ๆ สักอย่าง คนก็อยากขาย หุ้นมันก็ลง มันมีแค่นั้นแหละ

ถ้าเราไม่ปลอบใจตัวเองมากไป เหตุผลที่หามาอธิบายว่าหุ้นขึ้นเพราะนั้นนี่ทั้งที่งบขาดทุน ผมคิดว่าหลอกตัวเอง

พูดจบปุ๊บรู้เลยว่าเขาต้องคิดว่าเรา กวนทีน

(ความคิดเห็นส่วนตัว)การวิ่งของราคามันเก็งกำไรทั้งนั้น ใช่อยู่วันหนึ่งถ้าธุรกิจดีๆ ฐานของราคาหุ้นแบบกว้างๆ ต้องเลื่อนไปตามผลการดำเนินงานของบริษัทนั้นๆ แต่เวลาปกติหุ้นพุ่งๆขึ้นไปนั้น เขารอหรือพยายามทำให้คนหาเหตุมาอธิบายผลนี่แหละ แล้วจึงพาไปอยู่ดอยกัน ยิ่งไปดูกราฟจะยิ่งเห็นชัด มันมีจังหว่ะทางเทคนิคให้เห็นเยอะเลย

ถึงผมไม่รู้ว่าธุรกิจบัตรเครดิตเขาทำกันยังไง นอกจากจะโทรมาถามขายให้ลูกค้าวันเว้นวันแล้ว ผมคิดเอาเองว่าพวกนี้ต้องมีนักเทรดเก่งๆคุม พวกบริษัทการเงิน นี้มันตัวกลั่นทั้งนั้น เขี้ยวลากดิน

มาถึงตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าเหตุผลที่ว่าบริษัทเขากันเงินไปทำอะไรสักอย่างที่ว่านั้น ไปทำอะไรอีท่าไหน ราคามันถึงลงมา เกือบครึ่ง เงินที่กันไปนั้นไม่ทำให้ธุรกิจดีแล้วหรือไง

ตอนนี้ราคาลงมาใกล้จุดน่าจับตาทางเทคนิคเรื่อยๆ แต่เชื่อผมเถอะ คนที่คิดว่าตอนนั้นมันขึ้นเพราะเขากันเงินไปทำอะไรสักอย่างไม่รู้ ผมคิดว่าตอนนี้เขาไม่กล้าจับตาหุ้นตัวนั้นอีก

เขาจะจับอีกทีตอนที่หุ้นวิ่งแล้วมีคนพยายามทำให้คนในตลาดหาเหตุมาประกอบผลอีกนั้นแหละ คราวนี้จะเป็นเหตุผลไหนแปลกเท่าเดิมหรือไม่ก็ว่ากันไปอีกเหมือนเดิม

แน่นอนถ้าดูผลประกอบการ เพื่อจับตาการทำผลตอบแทนของธุรกิจมันก็อีก เรื่องราคาไปตามพื้นฐานอยู่แล้ว ถ้าคุณไม่ซีเรียสในรายละเอียดการขึ้นรอบสั้นกลาง มันก็ไม่มีปัญหา

ถ้าอัตรากำไรหรือการเจริญเติบโตไม่เปลี่ยนก็ไม่จำเป็นต้องเครียด แต่ถ้าจับตาดูราคาอยู่ถ้าเราคาเปลี่ยนแล้วเครียด มันไม่ค่อยมีเหตุผลที่จะปฏิเสธเครื่องมือช่วยจับตา

อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดเอาเองว่าการหวังอย่างหนึ่งแล้วไปทำอีกอย่างมันค่อยไม่เมกเซนซ์นะ

อยากกินมะพร้าวไปขึ้นต้นมะขาม อยากกินไก่ดันไปฆ่าเป็ด อยากเก็งกำไรไปเอาข่าวมาตัดสินใจ อะไรแบบนั้น