วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ตีกราฟทอง หาจุดกลับตัวทำกำไรทางเทคนิคแบบเข้าใจง่ายพร้อมอธิบายให้ศึกษาไปด้วย

ราคาทองคำในส่วนของการวิเคราะห์กราฟทองไม่ได้ตีนานแต่ไม่ได้ทิ้งหรือไม่จับตา ที่ไม่ค่อยได้เอามาโพสเพราะว่าเล็งสัญญานกลับตัวเหมือนกัน สัญญานกลับตัวที่เห็นระยะยาวที่สุดก็ที่กราฟชั่วโมงลงไป นั้นหมายถึงมันเป็น มันกลับขึ้นก็เป็นกลับสั้น

   
ภาพใหญ่กว่านั้นรอมันทำ new low มาตั้งแต่ปลายเดือนเมษา จะได้รู้เรื่องเสียเทียว่ามีสัญญานกลับหรือยังก็ยังไม่ยอมลงต่ำกว่านั้น

ถ้าจะถือว่าเด้งให้ได้กินสั้นนี้(สั้นในแบบคนเล่นทองแท่งนะ)มันควรจะมีราคากลับเข้าไปในกรอบเทรนด์ไลน์สีส้มนั้นก่อน

ในเมื่อมันไม่ลงต่ำกว่าที่ว่าและไม่ขึ้นไปสูงกว่าที่หวัง มันก็คือไซด์เวย์นั้นเอง ดั้งนั้นถ้าไม่ได้เล่นระหว่างวันสั้นๆเข้าไปซื้อตอนนี้ต้องบอกว่าทิศทางคลุมเครือ อยู่นะ

เมื่อมาดูในส่วนเวฟ elliott wave จะเห็นสองเวฟใหญ่แรกก่อนหน้านั้น มี i(a) ซึ่งถือว่าเป็นเวฟ i ของจาลงใหญ่ กรณีลงแบบคลื่นส่ง(impulse wave) ส่วน (a) ในวงเล็บก็คือสมมุติฐานว่าถ้าลงเป็นแบบ abc correction wave ทั่วไปหลังจากจบเวฟ i(a) นี้ ก็เด้งเกิดเวฟ ii(b) ไปที่ 61.8% ของเวฟ i(a) ตามตำราที่พูดกันบ่อยๆนะครับ

ในส่วนของขาลงรอบนี้เป็นการทำเวฟ iii(c) นั้นหมายถึงว่าอาจจะจบรอบลงรอบใหญ่นี้ถ้าเกิดเหตุการณ์เวฟ c เป็นจริง แต่ถ้าเวฟ iii เป็นจริงต้องบอกว่าการที่ดอยอยู่ตอนนี้จะกลายเป็นเรื่องเด็กๆไปเลย เด็กๆยังไงเดี๋ยวมาว่ากันอีกที

ตอนนี้มาพูดถึงรายละเอียดย่อยของเวฟ iii(c) กันก่อน ในส่วนนี้ กินเวลามาร่วมๆ 10 เดือนแล้ว  เวฟย่อยของมันที่เป็นไปได้มากที่สุดตอนนี้คือ {iii} เพิ่งจบ นั้นหมายความว่าสิ่งที่มีโอกาสเกิดต่อไปนี้คือ

ไปทำเวฟ {iv} ก่อนที่จะมีการลงทำเวฟ {v} ด้วยเหตุนี้แหละในระยะกลางขึ้นไปเราจึงยังไม่เห็นสัญญาน bullish divergence สักที

ดังนั้น ถ้าใครคิดเหมือนกันคือรอสัญญานชัดๆก่อนเข้า ก็ควรจะจับตา ถ้าเกิดราคาลงทำ new low รอบต่อไปนี้ แล้วเกิดสัญญาน bullish divergence สวนเท่าไหร่ ตอนนั้นถึงจะสบายใจที่จะพูดว่าได้ลุ้นขึ้นกลางๆสักช่วง

ค้างมาจากที่จุดที่เราสันนิษฐานว่าจะเป็นเวฟ iii(c) ที่บอกว่าขอ ให้มันเป็น c นั้นก็เพราะว่า ที่ราคาทอง แถวๆ1280 ซึ่งเป็น ขนาด -61.8% ของเวฟ i(a) นั้นเป็นจุดที่ได้ลุ้นจบเวฟ c ที่ดีที่สุด

คงไม่มีอะไรดีปลอดโปร่งไปกว่าที่ราคาลงถึงตรงนั้นแล้วเกิดสัญญานกลับตัว

ในทางกลับกันถ้าลงถึงตรงนั้นแล้วยังหลุด หรือเด้งในแบบ covergence(ลงต่อ) ตรงนั้นก็นรกเหมือนกัน นรกอยู่ลึกแค่ไหนลองไปเปิดดูเส้น ema200 ของกราฟ เดือนดู

ศึกษา elliott wave จากกราฟ set ในกราฟจริงไปพร้อมๆกันต่อเลยครับ

จากโพสนี้ elliott wave กับกราฟ set ตี้ไปพร้อมกับการศึกษา
   

มาอัพเดต กราฟ set กันสักหน่อย จากกราฟเก่า ลองคลิกไปดูรูปในลิ้งค์ด้านบน(ถ้าจะพยายามศึกษาเวฟ elliott wave คลิกกลับไปดูเปรียบเทียบกันจะเข้าใจได้ดีขึ้นครับ)

ตรงจุดที่เราคาดว่าเป็น iii หรือ 3 หรือ c ตอนนี้ภาพก็ชัดแล้วว่ามันคือ iii

และตอนนี้ก็ได้จบ v ซึ่งเป็นเวฟย่อยสุดท้ายของเวฟ 3 ของขาลงนี้ จังหวะขึ้นไปทำเวฟ 4 ขณะนี้มีแนวต้านสำคัญๆอยู่ 3 จุดหลักที่วงไว้

โดยวงบนสุดถ้าเบรกขึ้นไปได้ ความคิดเห็นจะใกล้เคียงกลับเข้าสู่ขาขึ้นที่สุดตามที่เขียนไว้ในลิ้งค์ข้างบนนั้นนะครับ

และถ้าย่อลงมา รอบนี้ก็จะเป็นการเข้าสู้เวฟ5 ขาลงใหญ่ ทีนี้ถ้าลงมาให้จับตาที่แนวรับที่วางเครื่องหมายถูกไว้

ตั้งแต่ปลายยอดเวฟ 3 เป็นต้นไป เริ่มไดเวอร์เจนซ์ divergence เมื่อไหร่ ก็จะเข้าสู่ช่วงใกล้กลับตัวครับ

รายละเอียดแบบละเอียดอ่านจากในโพสข้างบนได้ ผมลองเปลี่ยนมาโพสกราฟเพื่อให้เหมาะแก่การใช้เพื่อการศึกษาต่อยอด ท่านทั้งหลายทักท้วงสอบถามแลกเปลี่ยนแนวคิดกันได้นะ ผมจะได้รู้ว่ามีคนอ่านอยู่ 5555


วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ดูมูลค่าการซื้อขายของกลุ่มต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ทิศทางหุ้น

ไปไล่ดูข้อมูลที่ผมบันทึกไว้ของปีที่แล้วหลังสุดที่จดไว้คือวันที่ 19 ธค ตอนนั้นนักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ ประมาน 70000 ล้าน จากดัชนี 1000จุดจนถึง 1300 ส่วนปีนี้จนถึงวันนี้ขายไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่ง คือแถวๆ 33000 ล้าน ไอ้ที่ขายไปนี่ก็ช่วงหลังๆแถวๆ 1600 ลงมาซะด้วย
อันนี้บอกอะไรเราบ้าง

ในส่วนของฝรั่งต้องบอกว่าโคตรชิล จะอยู่ต่อก็ได้ จะหอบหนีก็ดี พวกบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ก็ไปทางเดียวกับฝรัง ปีก่อนซื้อๆปีนี้ขอขายดูทีท่าหน่อย เงินบาทก็ยังเป็นใจให้ได้เด้งเพิ่มอยู่

ส่วนเม่าน้อยอย่างเราท่านปี

   
ก่อนขายหนัก ปีนี้ขายต่ออีกนิดหน่อยรอดูสถานการณ์กันไป ถือว่าโอเคแล้วนะเรา(แต่ว่าเราซื้อช่วง 1600ลงมาเยอะนะ)อันนี้ก็ระวังกันเอาเอง รอบใหม่ซื้อก็ไม่สายนะ

ส่วนสถาบันในประเทศ เป็นตัวเล่นเดียวที่จะไม่ยอมให้เกมจบง่ายๆ เพราะปีก่อน ขายไปเกือบ 30000 ล้าน ที่ดัชนีต่ำกว่า 1300 ขายให้ฝรั่งล้วนๆ
ส่วนปีนี้ หุ้นขึ้นจาก 1300 ไป 1650 พี่แกซื้อไปแล้ว 45000 ล้าน แน่นอนได้หุ้นน้อยกว่าตอนที่ขายให้ฝรั่งไปแน่ๆ ถ้าสถาบันในประเทศ ยอมให้จบรอบก็ดอยครั้งใหญ่สิครับ (สถาบันเริ่มซื้อเยอะหน่อยตั้งแต่ 1500 มา)

เท่านี้ก็พอเดาออกว่าใครจะนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้า ใครเอาเท้าไปก่ายหน้าผาก ในรอบต่อไป เมื่อเวลานั้นมาถึง ผมคิดว่าจะโหดกว่าสองปีที่ผ่านมาแน่ คนได้ป๊อก2 เด้งไปแล้วเขาชิล คนที่ขอจั่วเพิ่มต้องไม่ยอมให้เจ้ามือป๊อก ต้องยื้อเกมส์ต่อไป ส่วนเราๆท่านๆ ก็พยายามกอด 4 เด้งไว้รอแอบกินเจ้ามือกันต่อไป 




วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มาเช็คกราฟ set นับเวฟไปพร้อมๆกัน จะได้ศึกษา elliott wave ไปด้วยกันครับ

เขียนบทนี้มาให้อ่านเพื่อให้เราเข้าใจตรงกันเรื่องของเทคนิคคอลในเพจ Thai Trader มันยาวหน่อยแต่รับรองว่าคุณจะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

เห้ยไม่ใช่ละ คุณต้องได้ประโยชน์ดิ

มาดูเซทละเอียดๆกันหน่อยว่าจะกลับตัวหรือยัง พยายามเขียนให้ละเอียดอาจจะยาวหน่อยแต่ถ้าอ่านแล้วคิดตามรับรองได้ประโยชน์ ในการศึกษาด้วยแน่นอน

ไล่ตั้งแต่ แต่แถวๆ 1650 ตรงนั้นเป็นยอด ที่เราพูดถึงกันบ่อยแล้วในกราฟก่อนๆนะครับ ต่อไปจะเป็นส่วนเวฟ ขาลง

- ที่ 1 ตรงเลขนี้ก็คือเวฟ 1 ของขาลงนั้นเองเราเริ่มลาก fibo ที่นี่เพื่อคาดการณ์ ขนาดของเวฟ 2,3,4,5 ที่นี่

- ที่ 2 หรืออาจจะ b เป็นการเด้งไป 61.8% ของ 1 ตามตำราเป๊ะแล้วลงต่อ ส่วนนั้นทำไมถึงอาจจะ b เพราะเราตั้งสมมุติฐานได้ว่าอาจจะเป็นการพักแบบ abc สั้น ถ้าตรง 2 เป็น b แล้ว c มักจะจบแถวๆ 32.8 หรือ 61.8%

- ที่ i เราตั้งสมมุตติฐานได้ว่า เป็นเวฟแรกของเวฟ 3 ใหญ่ เราจะลาก fibo ที่  i เพื่อหาขนาดของ ii iii iv v ซึ่งเป็นเวฟ ย่อยของ เวฟ 3 ใหญ่ โดยขนาดที่วัดนี้ใช้ร่วมกับการวัดที่ 1 ถ้ามันใกล้เคียงกันที่ไหนที่นั้นจะเป็นแนวรับที่สำคัญนั้นเอง

- ที่ iii หรือ3 หรือc จุดนี้มีขนาด132.8% ของเวฟ ย่อย i และ 100% ของ เวฟ 1 มันใกล้เคียงกันถือเป็นหนึ่งในแนวรับที่ดี ซึ่งพอมันเด้ง สมมุติฐาน iii 3 c จึงเกิด แล้วทีนี้เมื่อเวลาจริงมาถึงทั้ง 3 ทางเลือกจะถูกตัดออกทีละข้อดังนี้ครับ จากนี้ไปถึง 4 ถ้ามีย่อลงมาอีก ทำนิวโลว์ c จะโดนตัดออกเป็นอันดับแรก นั้นหมายถึงว่ายังใช้จุดนี้ตัดสินไม่ได้ว่าเป็นเวฟ c สุดท้าย สิ่งที่จะเกิดคือ c ที่ต่ำกว่านี้ หรือเวฟ iv เกิดขึ้น และกำลังจะมีเวฟ v ตามมาซึ่ง v นี้ก็จะเป็นเวฟ 3 ไปด้วย

ความหมายก็คือเวฟ 3 ใหญ่ยังไม่จบนั้นเอง

- ที่ 4 ถ้าไปที่ 4 แล้วเบรกออกจากเทรนด์ไลน์ไปเลย จะตีได้ว่า ที่จุดที่เราคาดว่าจะเป็น c นั้นเป็นจริง และขาลงจบที่นั้นต่อไปนี้กลับเข้าสู่ขาขึ้นอีกครั้งนั้นเอง

แต่ถ้าราคาขึ้นไปจากตอนนี้จนถึง 4 แล้วลงอีก จะตีได้ว่า เวฟ 3 จบแล้ว แถวๆ 1524 การย่อลงครั้งนี้คือย่อไปเวฟ 5

   
เมื่อแกะเวฟและความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้วเราก็ใช้ ตัวจับสัญญานที่เราถนัดมาช่วยย้ำว่าทางเลือกไหนเราควรให้น้ำหนักมากกว่ากัน ส่วนตัวผมชอบใช้ macd เมื่อเช็คดูแล้ว 60 120 240 นาที ล้วนแต่บอกว่าเป็นคอนเวอร์เจนซ์ ทั้งนั้น ส่วนใน timeframe day กำลังเริ่มจะจมน้ำ ใน timeframe 30 หรือน้อยกว่านั้นบอกไดเวอร์เจนซ์ ซึ่งเป็นสัญญานกลับตัวสั้น เพราะในtime frame สั้นๆแบบนั้น จำนวนแท่งเทียนที่เอาไปคำนวน ma เป็น macd นั้นไม่ได้ cover ช่วงเวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นเวฟ แรกมา (ตรงนี้อ่านดีๆจะเข้าใจหลักการใช้ time frame ได้ดีขึ้นครับ)

เมื่อ timeframe หลักๆ คอนเฟิร์มว่า มันเป็นไดเวอร์เจนซ์อยู่ จึงให้น้ำหนักว่าจะเป็นการกลับตัวระยะสั้น เพื่อไปเทส iv หรือ 4 มากกว่าเพื่อน

โดยที่ เมื่อไปถึง 4 แล้วลงต่อแสดงว่า กำลังจะไปเวฟ 5 มีความเป็นไปได้ที่จะไปอย่างน้อยก็ที่เวฟ 3 นั้นเอง แล้วเมื่อลงไปต่ำกว่าเวฟ 3 แล้ว เราก็จะเริ่มเช็คสัญญานกันอีกรอบ ว่ามันมีไดเวอร์เจนซ์ ที่ตรงไหน โดยไล่แนวต้านตาม fibo หลักบวกกับ หาเวฟ ย่อยของเวฟ 5 เหมือนกับที่เราทำกับเวฟ 3 ที่ผ่านมานั้นเอง

จุดที่สำคัญไล่ไปจนถึง 161.8% ซึ่งเป็นท่องคลื่น 4 ของรอบใหญ่ก่อนหน้านี้ตรงนั้นถ้าลงไปถึงต้องจับตาสัญญานให้ดี


สรุปสำหรับเซท ถ้าจากกราฟเพียวๆไม่นับข่าวนับอะไร พวกนั้นเป็นปัจจัยส่วนตัวของใครของมัน กราฟยังไม่มีอะไรบอกว่ากลับเป็นขาขึ้น(แต่เทรนด์ใหญ่สุดนั้นเป็นขาขึ้นแน่นอนอยู๋แล้ว) ส่วนถ้ารีบาวด์สั้นนั้นแม่นแล้วสัญญานบอกมาจากไทมเฟรมที่น้อยกว่า 30 นาทีลงไป

สรุปส่วนเก็บตกความรู้ เวลานับเวฟต้องใช้สัญญานประกอบ ใครถนัดอะไรก็ใช้อันนั้น แต่จะใช้อะไรขอให้รู้ว่า สิ่งที่เราใช้อยู่มันสร้างมาจากอะไร ถ้ายังไม่รู้เซิจกูเกิลดูมีเยอะแยะ เมื่อรู้แล้ว เราจะรู้เองโดยอัตโนมัติว่า เราควรใช้timeframe ไหนในการจับสัญญานสำหรับเหตุการณ์นั้นๆ ต่อไปก็จะไม่มีคำถามอีกแล้วว่า ต้องใช้ไทม์เฟรมไหนในการเทรด

ในส่วนของกราฟราคา แนะนำให้ใช้ไทม์เฟรมที่ดูเวฟย่อยได้เข้าใจพอเหมาะที่สุด พอเหมาะคือแค่ไหน ก็คือ ถ้าคุณดูแล้วเห็นเทรนด์ที่เป็นเวฟย่อยในเวฟใหญ่ได้โดยที่ไม่ปวดหัวกับความรกของมัน ไทม์เฟรมนั้นเหมาะสมสำหรับใช้ดูราคาไล่เวฟแล้ว (คนละเรื่องกับใช้ไทม์เฟรมไหนในการจับสัญญานนะ)

คนส่วนมากมักเข้าใจว่าเทคนิคจะบอกว่าราคาจะขึ้นแล้ว จะลงแล้วราคาจะไปนั้นจะไปนี้ คนส่วนมากก็เลยไม่คิดว่าเทคนิคคอลมันมีเหตุผลพอที่จะใช้ในการซื้อขาย นั้นผิดถนัด ผมไม่ได้บอกว่าผิดที่ไม่คิดว่ามันมีเหตุผลนะ

เพราะว่าถ้าคิดว่าเทคนิคมันบอกว่าราคาจะขึ้นจะลงไปนั้นไปนี้ อันนี้ผมก็เชื่อเหมือนกันว่ามันไม่มีเหตุผล ใครทายแม่นปานนั้นก็อยากเห็นตัวจ๊ะๆ เหมือนกัน

แต่ที่จริงแล้ว เทคนิคเป็นการรวมชุดความน่าจะเป็นต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อเรารวบรวมความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นมาแล้ว สัญญานจะเป็นตัวให้น้ำหนักว่าทางไหนน่าสนที่สุด และเมื่อเวลาผ่านไปเหตุการณ์จริงต่างๆปรากฏ ขึ้นมา ความน่าจะเป็นที่ผิดทางต่างๆก็จะถูกตัดออกไปเรื่อยๆ ทางที่ถูกต้องก็จะปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

ใครจับตรงนี้ไปใช้บริหารความเสี่ยงของตัวเองได้ แค่นี้ก็อยู่รอดปลอดภัยแล้วครับ ตัดทางเลือกที่ผิดออกไป(คัทลอส) เดินไปตามทางที่ถูกเฉลยออกมาเรื่อยๆ(Let profit run) นั้นเอง

การนับเวฟ จะช่วยให้เราอยู่กับทางที่ถูก มากกว่า อยู๋กับทางที่ผิด ถ้าทำไปสักผัก แล้วเห็นว่าเราคัทบอยเหลือเกิน ก็ต้องรีบเช็คแล้วว่า เราเข้าใจตรงไหนผิดกัน

โชคดีมีเงินใช้ครับ

วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

มาทำไดอารี่การลงทุน ไดอารี่ กราฟหุ้น กันเถอะ

การทำกราฟเก็บเป็นไดอารี่ มันเป็นการช่วยในการพัฒนาตัวเองนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการได้เช็คว่าเราเคยพลาดเพราะอะไร วันหลังได้กลับมาดูจะเห็นว่า ตอนนั้นๆเราคิดยังไง วันนี้ผลออกมาเป็นเหมือนที่คิดไหม

ระบบที่เราวางไว้ มันได้ผลหรือต้องปรับ ถ้าต้องปรับ เราจะมีข้อมูลและหลักฐานที่ผ่านมาไว้เช็คแก้ปัญหา ซึ่งถ้าเราไม่ทำไดอารี่ไว้ มันแก้ปัญหายาก เพราะอารมณ์หรือความรู้สึกต่อราคาปัจจุบัน จะทำให้เราไม่ซื่อสัตย์ 
   

ถ้าเราทำรูปเป็นไดอารี่แบบที่ว่านี้ อีกหน่อยเรามาคลิกเปิดรูปไปเรื่อยๆ เราจะจับ นิสัยของหุ้นแต่ละตัวได้ด้วย

ดังนั้น ถ้าใครอยากฝึกอยากดูเทคนิคให้เก่งให้ดีขึ้น ผมแนะนำว่าควรเริ่มทำไดอารี่เลย ตัวอย่างไดอารี่ของผม จะทำไว้แบบนี้ แยกเป็น folder แยกตามวัน เขียนความรู้สึกของเราต่อ ราคา ต่อหุ้น ต่อ indicator วันไหนเสียเงินมาก็อาจจะเขียนคำด่าใส่กราฟไปบ้าง เพื่อระบายอารม เพลินๆ แถมมีประโยชน์ ลองทำกันดูครับ


ตัวอย่างไดอารี่กราฟของผม

มาลองทำแผนที่กราฟหุ้นส่วนตัวไว้ใช้กันเองดีกว่าครับ

มาลองทำแผนที่หุ้นส่วนตัวไว้ใช้กันเองดีกว่าครับ

ลองเอาไปปรับใช้เพื่อศึกษาหุ้นรายตัวดู กันบ้างครับ เริ่มจาก อย่างที่บอกทุกครั้ง เราไม่ควรฟันธงว่าราคามันจะขึ้นไปถึงไหนถึงจะกลับลง หรือจะลงไปถึงไหนถึงจะกลับเป็นขึ้น

ขอให้รู้ว่าถ้ามันขึ้น ขั้นต่อไปจะไปไหน ถ้าลงจะลงไปไหนแบบนั้นมีประโยชน์กว่า แล้ววางกฏของตัวเองเอาว่าถ้าลง ผ่านจุดไหนเราถือว่ามันคอนเฟิร์มว่าลง อันนี้รายละเอียดของใครของมันตามความเหมาะสมต่อสไตล์ตัวเอง

มาดูจากกราฟที่ตีมาไปเริ่มที่

หมายเลข 0 ตรงนั้นถือว่าเป็นเวฟ ที่ 1 
   
ของรอบใหญ่นี้ เวฟ 1 เตี้ยตามสไตล์เมื่อจบรอบพักตัวก็เริ่มเข้าสูเวฟ 3

หมายเลข 1,4 เป็นสองจุดสังเกตุ ดูยอดคลื่นของเวฟ 3 จะมีขนาดเป็น 161.8% ของเวฟ 1 ใหญ่นะครับ แล้วนอกจากนั้นยังมีขนาดเหป็น 161.8% (อีกแล้ว) ของเวฟ 1 ย่อยของมันเอง

หมายเลข 5 เป็นจุดที่เราต้องระวัง ถ้าราคามันไปถึงตรงนี้ 361.8% ของเวฟ 1 ใหญ่ และมีตำแหน่งใกล้เคียงกันคือเป็น 161.8% ของเวฟ 1 ย่อยของมันเอง

จะเห็นว่าตัวเลขFIBO ที่เรามักใช่มันวนอยู่แค่นี้ ตั้งค่าเครื่องมือให้มันนับ % เพิ่มไปตามที่เคยโพสในบล๊อกให้อ่าน หลังจากนั้นวัดขนาดของเวฟ 1 หรือเวฟ 3 แล้วแต่ถนัด เพื่อหาขนาดคาดการณ์ของเวฟ ถัดไป

ที่จุดที่ตำแหน่งของเวฟได้เลขที่มีนัยยะสำคัญใกล้กัน เราต้องระวัง เมื่อราคาไปถึง คอยจับตาสัญญาน

ไดเวอร์เจนซ์หรือยัง มีพลังหายไปจากกราฟไหม ตามแต่ว่าใครชอบใช้ INDICATOR อะไรจับ

พอทำอย่างนี้แล้ว เราก็จะได้แผนที่ส่วนตัวของหุ้นตัวนั้นๆไว้ใช้ เดินไปใกล้หน้าผาใกล้ดอยจะได้ระวัง

ลองเอาไปฝึกทำเองรับรองมีประโยชน์แน่นอน

เรื่องฟิโบการวัดเวฟ ผมเขียนไว้ในบลีอกถ้าใครสนใจลองหาอ่านเพิ่มได้ครับ ใช้ Fibonacci Retracement ร่วมในการนับเวฟ

เมื่อพ่อรวยสอนลูก ปะทะ กับ ยายจนสอนหลาน อะไรจะเกิดขึ้น

พ่อรวยสอนลูกว่า เงินมีสี่ด้าน มี ESBI หาดูกันได้
ด้านที่ 1 e ลูกจ้าง ทำงานรับเงินเดือน
ด้านที่ 2 s ธุรกิจส่วนตัว ทำธุรกิจบริหารของตัวเอง
ด้านที่ 3 b เป็นเจ้าของธุรกิจ จ้างคนเก่งๆเทพๆมาดูแลธุรกิจของเรา
ด้านที่ 4 i เป็นนักลงทุน ซื้อหุ้นซื้ออะไรหากินกับปันผล
แต่ละส่วนมีข้อดีข้อเสียต่างๆกันไป เป็นสิ่งที่นักเขียนนักพูด แกสอนไว้ว่าอยากรวยก็ทำตามพ่อรวย
------------------------------
   
------------------------------------------
ส่วน ยายจนสอนผม เรื่องเงิน 3 ด้าน
ด้านที่ 1 เงินประเภทที่หามาได้แถมคนจ่ายให้เรา อวยพรขอบคุณไหว้ด้วยความเต็มใจ เป็นเงินมงคล เป็นเงินที่หาได้มาแล้ว และเจริญ จ่ายให้ลูกให้หลานเอาไปเรียน(ลูกหลานตั้งใจเรียน แกว่างั้น 5555 )ตัวอย่างก็เช่น หมอ ครู เป็นต้น

ด้านที่ 2 เป็นเงินแบบกลางๆ ทำงานหรือขายของให้เขาเขารับไปจบกันพอใจทั้งสองฝ่าย ถือเป็นการหาเงินที่ดี เพราะเราไม่ไปเบียดเบียนใครหามาได้รู้จักเก็บก็รวย แต่ถ้าเทียบกับข้อที่ 1 แบบแรกจะมีพรรคพวก มีคนรัก มากกว่าเรียกได้ว่าถ้าลูกบวช คนแบบข้อ 1 มีคนมางานเยอะแยะ

ด้านที่ 3 ด้านสุดท้าย หาเงินมาได้มีแต่คนด่าคนแช่งตามหลัง เขาเอาเงินให้เราแล้วแถมคำด่าแช่ง งานประเภทนี้ มักไม่ได้ ไดกูด(ตายดี) ยิ่งหาเงินได้เยอะ ความอัปมงคลจากคำด่าคำแช่ง ก็ยิ่งเยอะตาม อย่าไปถามหาความจริงใจจากคนที่รัก หมดวาสนาเมื่อไหร่ คนจ้องเหยียบเต็มไปหมด งานบวชไม่ต้องถามหาคนจะมาร่วม เอาเป็นว่างานศพ หาคนมาจูงขึ้นเผาให้ได้เถอะ

ตอนนี้ ที่ได้ข่าวล่าสุด พ่อรวยยื่นขอล้มละลายไปเมื่อปีก่อน ส่วนยายจน ลูกหลานเต็มบ้าน คอยดูแลปรนณิบัติ

ที่ต้องการชี้ให้เห็นไม่ใช่ว่าจะเปรียบเทียบว่าอันไหนดีอันไหนไม่ได้เรื่อง ทั้งสองอย่างมีข้อดีของตัวเอง แต่ในสิ่งที่เราคิดว่าเทพ มันก็พลาดได้นะ สำคัญเราอย่าลืมพื้นฐานรากเหง้าความเป็นเราแต่เดิมมา สเนห์ของคนไทยเรามีศาสนา ประเพณี ดีงาม ความกตัญญู ล้วนแต่สำคัญ ตั้งหน้าหาเงินแต่อย่าลืมเรื่องพวกนี้

วันหนึ่งมีเงินพันล้าน แต่ตายอยู่ในบ้านไม่มีคนรู้ จะพูดว่า "ไม่คุ้มเลยกู" วันนั้นก็อาจจะสายไปแล้ว ครับ