วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

วิเคราะห์หุ้น บ้านปู banpu

#banpu แบบภาพกว้างๆละเอียดๆเคยโพสไปแล้วและผมหาไม่เจอละ(ช่วงนั้นคอมเจ๊งหายหมด) อันนี้เอาภาพ ใกล้ๆนี้ก่อนว่าเราลุ้นอะไรกันอยู่นะครับ

ตั้งสมมุติฐานเลยว่า ราคาจาก 22-34.14 นั้นเป็น เวฟแรกของขาขึ้น ตรงนี้จะยังสวยควรมีลักษณะ ประมานนี้

1 ไม่หลุด26 บาท หรือ เส้นเทรนด์ไลน์แนวรับที่ตีไว้ในกราฟนั้น หรือแถวๆ เส้นแนวนอนสีแดงนั้น สามอันนี้ถ้ารู้จักใช้มันปรับพอร์ทตามได้เป็นไม้ๆตามลำดับ ถ้าแถวๆนี้ไม่หลุด ก็ได้ลุ้นแนวต้านหลักที่ยอดที่เราวางสมมุติฐานว่าเป็นเวฟ 1 นั้นแหละครับถ้าเบรกตรงนั้นได้ ถึงสวย ถ้าเบรกได้ macd ของกราฟ week คงพ้นน้ำด้วย นั้นแสดงว่าช่วง สามเดือนที่ผ่านมาคนขายน้อยลงกว่าช่วง หกเดือนครึ่งที่แล้วมาก

2 ถ้าหลุดข้อ1 และทำ new low ด้วยแล้วถือว่า กระบวนการหาสมมุติฐานว่าเริ่มก่อตัวขาขึ้น หรือยัง ก็ต้องไปเริ่มใหม่

ข้อสังเกตุอย่างหนึ่ง เวลาเจอ bullish divergence หลายๆครั้ง ของสินค้าที่ลงมายาวๆ หรือสินค้าที่เน้นเก็งกำไรมากๆ ในไทม์เฟรมย่อยๆ มันมักจะบีบ ไดเวิอร์เจนซ์เรื่อยๆไปจน macd ใกล้ 0 โน้นเลย

ถ้าแบบนี้เราลากเทรนดไลน์รอง macd ที่มัน ไดเวอร์เจนซ์ตรงนั้นไว้ ถ้าเบรกขึ้นเหนือน้ำจะสวยและแรง แต่ถ้าเบรกเทรนด์ไลน์ ที่เราลากไว้ลงมาก็มักจะลงแรงเหมือนกัน คือไปหาแนวรับราคาอันต่อไปเลย

ตรงนี้ลองสังเกตุกันใหนหุ้นหลายๆตัวดูนะครับ

เรื่องจำนำข้าว เรื่องช่วยเหลือเกษตรกร กันอีกสักที

ผมพยายามพูดเรื่องจำนำข้าว จะพยายามลงไปถึงเรื่องฝักเรื่องฝ่ายให้น้อยที่สุด แต่ละฝ่ายมีข้อดีข้อเสียของตัวเอง อันนี้คืออิสรภาพที่ทุกท่านจะเลือกชอบหรีอไม่ชอบ หรือชอบทั้งสองฝ่าย หรือไม่ชอบทั้งคู่ ก็ได้

สำหรับโครงการรับจำนำข้าวนี่ แว้บแรกผมก็แอบลุ้นนะว่ามันจะดี คือคอนเซปมันพอได้นะ ฝ่ายนี้เขามักมีอะไรแปลกๆที่ออกจะฉูดฉาด ให้เราๆคิดสงสัยกันว่ามันจะทำได้จริงหรือว้า เอาเข้าจริงนโยบายนี้ดูดีนะ ดูดีกว่าโยนเงินไปทิ้งเป็นปุ๋ยแบบโครงการก่อนหน้านั้น

ข้อดีของมันข้อนึ่งคือได้ข้าวมาจัดการเอง ซึ่งการมีสินค้าด้วยในจำนวนมากนี่ทำให้เราคุมเกมส์ได้ง่ายขึ้น การโยนเงินลงไปก็อาจจะไม่เสียเปล่าเพราะข้าวที่ได้มาถ้าจัดการได้ดี ก็เรียกเงินกลับคืนได้ ถ้าเจอมือจัดการเทรดเก่งๆดีไม่ดีได้กำไรเลยด้วยซ้ำ

แต่ก็อย่างที่เราได้รู้กันไปแล้ว ไม่รู้ไปไงมาไงตอนท้าย คนจัดการดันทำให้มันกลายเป็นข้อเสียของโครงการไปซะงั้น พันคอตัวเองจนหายใจไม่ออก เป็นเหตุให้

"รัฐนี้กำลังติดดอยข้าว"

ส่วนตัวนั้นผมยังคิดเหมือนเดิม การแก้ปัญหาการขาดทุนของเกษตรกร ไม่ต้องไปอุ้ม ไปโอ๋เกษตรกร ไปรับจำนำหรือประกันราคาห่าเหวอะไรหรอก

ต้องให้เขาเริ่มเรียนรู้สิ่งที่โลกเป็นและทิศทางที่โลกกำลังไป ไม่ใช่ฝืนเดินสวนทางไปโดยไม่ได้เรียนรู้สิ่งที่เป็นจริงๆเลย การไปโอ๋ก็เหมือนไปฉีดสเตียร์รอยด์ให้เขา ไอ้วันที่ได้ยาอยู่ทุกอย่างก็สดใส เจ็บไข้ได้ป่วยก็หายไปเป็นปริดทิ้ง เหมือนได้ยาเทวดา

แต่วันไหนขาดยาวันนั้นแหละจะแย่ลุกไม่ขึ้น และอาจจะมีอาการหนักกว่าเดิม

ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า นี่แหละคือทางออก ให้การปกครองส่วนท้องถิ่น มีเทรดเดอร์ตำบล หรือ อำเภอละคนไปเลย คอยประสานงานแจ้งข่าวสารราคาสินค้าล่วงหน้า

ชาวบ้านจะได้รู้ว่าปลูกอะไรตอนนี้อีกสามเดือนคุ้ม ถ้าเขาไปเลือกปลูกไอ้ที่มันไม่คุ้ม วันหน้าเขาก็จะรู้เองว่าทำไมยังจนอยู่

http://thaitraderblog.blogspot.com/2013/08/blog-post_27.html
อันนี้เป็นเรื่องตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าที่เขียนไว้เดิมนานละ

วิธีการแก้แบบจริงใจมันมีแต่ไม่ทำกัน เพราะการให้การเรียนรู้ มันมักไม่เข้ากันกับนโยบายที่ใช้หาเสียง คือมันไม่เตะตา โดนใจ เข้าใจง่าย แบบอะไรที่แจกเงินไปเลยอ่ะนะ

และ ณ ตอนนี้ แบบนี้แหละคือประชาธิปไตย แบบไทย คือประชาธิปไตยแบบใจร้อน ด่วนได้ ไม่มีความอดทนรอดู ประชาธิปไตยในสากลโลกนี้ มันต้องค่อยๆเติบโต เรียนรู้กันไป

ฟ้าลงผ่าเผาทุ่ง เพื่อให้ทุกอย่างเท่าเทียมกัน ทุกสิ่งอย่างค่อยๆงอกงามหลังจากนั้นอย่างใจเย็น คือสิ่งที่ธรรมชาติทำอย่างใจเย็นกับระบบของตัวเอง

ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบสเตียร์รอยด์แบบนี้แน่นอน

ปล ผมไม่ได้ต้องการจะเบลมแต่ฝ่ายนี้นะ อีกฝ่ายก็มีลักษณะดั้งเดิมที่แปลกประหลาด ไม่เคยคิดอะไรใหม่ๆสร้างสรรเหมือนกัน เรียกว่า

"ทำใจเกลียดฝ่ายหนึ่งไม่ลง แต่ผมก็คงทำใจรัก อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้เช่นกัน"

พูดเรื่องการใช้ MACD กับ MACDO ใน MACD HIST กันสักทีนะครับ


มาพูดเรื่องการใช้ MACD กับ MACDO ใน MACD HIST กันสักทีนะครับ ติดค้างมานาน อ่านหลายๆรอบถ้าไม่เข้าใจ อ่านให้จบซ้ำอีกแล้วจินตนาการตาม จะได้รู้ลำดับของมันว่าอันไหนหมายถึงอะไรเอาไว้ดูอะไรครับ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าคนอื่นเขาตีให้ใช้ยังไงอันนี้แล้วแต่ว่าเราเข้าใจมันในแง่ไหน ส่วนที่จะอธิบายนี้่เป็นแง่การตีความของผม ซึ่งลองแล้วก็โอเคเลย

เข้าเรื่องกันเรื่อง MACD คืออะไรผมเคยเขียนละเอียดแล้วไปหาอ่านกันในบล๊อกได้ ตอนนี้จะแนะนำคร่าวๆ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์กันโดยเปรียบเทียบตามนี้นะครับ

กราฟราคา = ทวด
ema = พ่อ
MACD = หลาน
MACDO = เหลน

อธิบายตรงนี้ก่อนก็คือ ในการสร้าง ema ก็คือการเอาราคามาหาค่าเฉลี่ย โดยจะถ่วงน้ำหนักยังไงก็แล้วแต่ความเหมาะสม จึงสรุปได้ว่า ema คือลูกของกราฟราคา

MACD ก็คือการเอา ema มาสร้าง เพื่อดูว่าค่าเฉลี่ยของราคาช่วงนี้ เทียบกับช่วงก่อนนั้นเป็นยังไง ซึ่งก็คือลูกของ ema และเป็นหลานของ กราฟราคานั้นเอง

MACDO คือการเอา MACD มาสร้างอีกทีโดยเอา MACD มาหักออกจากค่าเฉลี่ย ของตัวMACD เองอีกที ซึ่งจะสรุปได้ว่า MACDO นี้ก็คือลูกของ MACD และเป็นหลานของ ema และเป็นเหลนของ กราฟราคา

จะเห็นว่า พ่อ หลาน เหลน ต้องมีการสืบทอดลักษณะบางอย่างมาจาก ทวดซึ่งก็คือกราฟราคา โดยที่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างกันออกไปนั้นคือ ช่วงเวลาในการดูครับ

ให้คิดง่ายๆแบบนี้นะครับ โดยปกติ ลูกจะอธิบายพ่อได้ดีที่สุด ดีกว่าที่ ลูกจะอธิบาย ปู่ หรือยิ่งแย่ไปใหญ่ถ้าจะเอาลูกไปอธิบายทวด เพราะอะไรหลายๆอย่างได้แปลงวิธีสร้างของมันไปมากแล้ว ลูกมักหน้าเหมือนพ่อมากกว่าปู่หรือทวด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้นตระกูลมันมาจากกราฟราคา มันจึงใช้อธิบายลักษณะของราคาได้ตามลำดับ

ต่อไปนี้จะเป็นการเรียงลำดับว่าอะไรอธิบายอะไรได้ดี

- MACDO อธิบายกำลังของ MACD ได้ดีและรวดเร็ว
- MACD อธิบายกำลังของค่าเฉลี่ยราคา ema ได้ดีและรวดเร็ว
- ema ก็อธิบายกำลังกราฟราคา ได้ดีและรวดเร็ว

เมื่อตีความออกมาเป็นคำพูดอีกทีคือ

- MACDO จะบอกว่า MACD น่าจะไปต่อหรือกลับตัวได้ดี
- MACD จะบอกว่าค่าเฉลี่ยของราคา ema ตอนนี้น่าจะไปต่อหรือกลับตัวได้ดี
- ema จะบอกว่าราคาตอนนี้น่าจะไปต่อหรือกลับตัวดี

เราจะเห็นว่าสัญญานตรงนี้มันมีระดับชั้นของมันที่เรา "ควร" จะใช้ในการพิจรณา โดยผมจะอธิบายตรงนี้ออกมาดังนี้

ให้ดูตามรูปนะครับ

1 ที่เส้นและลูกศรสีเหลืองบนรูปกราฟ เมื่อคุณเห็นสัญญาน divergence(กลับตัว) จาก MACDO นั้นหมายความว่า MACD ใกล้จะอ่อนซึ่งมันส่งไปถึงกราฟราคาระยะสั้น(ในขอบเขตการย่อหรือเด้งของ MACD รอบนั้น) มันน่าจะมี เด้ง หรือย่อ ขึ้นกับทิศทางหลักของราคา ถ้าเป็นแบบนี้ เมื่อคุณเข้าไปดูกราฟในไทม์เฟรมที่เร็วขึ้น คุณจะเห็นว่า ตัว MACD จะมี สัญญานการกลับตัว เช่นกัน "แบบนี้ให้ระวังในรอบสั้น"

2 ที่เส้นสีแดงๆบนรูปกราฟ เมื่อคุณเห็นสัญญานการกลับตัว จาก MACD นั้นหมายความว่า ค่าเฉลี่ยของช่วงนี้ได้เริ่มอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อน ราคาก็มีสิทธิ์กลับตัว แล้วเมื่อคุณเข้าไปดูในไทม์เฟรมที่เล็กลง เส้น ema สองเส้น เส้นยาวกับเส้นสั้น ที่เป็นต้นกำเนิดของ MACD จะดัดกันให้เห็นครับ "แบบนี้ให้ระวังในรอบกลาง"

3 เมื่อคุณเห็นสัญญานจนละเอียดจาก สองข้อข้างบนแล้ว ทีนี้จะเป็นการวางเงื่อนไขเพื่อออก เงื่อนไขเพื่อออกผมเคยบอกหลายรอบแล้ว ว่าคุณจะใช้เทรนด์ไลน์ก็ได้ หรือถ้าชอบใช้ ema ก็ดีแล้วแต่ใครชอบอันไหนในที่นี้จะยกตัวอย่าง ema โดยที่ แล้วแต่ว่าคุณจะใช้ ema กี่วันตามแต่จะพิจรณา ซึ่งเงื่อนไขว่าจะเลือกใช้กี่วันก็คงต้องดูที่ทุน และ แผนในการออกของเป็นไม้ๆของคุณครับ ประเด็นการวางเงื่อนไขคือ ถ้าผ่าน สองข้อแรกมามันให้สัญญานว่ามันอ่อนกำลังเตรียมกลับตัวชัดแล้ว ต่อไปนี้คือคุณอาจจะวางกฏไว้ว่า ถ้ากราฟราคาลงต่ำกว่าเส้น ema ของเรา เราขาย เราใช้ ema เพราะมันบอกราคาได้ดีและเร็วที่สุด เพราะมันใกล้ชิดกันกับกราฟราคาที่สุด ema คือลูกของกราฟราคาอย่างที่บอกไปแล้วข้างต้น

สรุป
1 Macdo ให้สัญญานบอกการกลับตัวที่เร็วโดยบอกว่า การขึ้นมายอดนี้ของ Macd ใกล้กลับตัวหรือยัง
2 Macd ให้สัญญานบอกการกลับตัวของค่าเฉลี่ยราคา เป็นอีกชั้นที่จะช่วยคอนเฟิร์มข้อแรก
3 ค่าเฉลี่ย ema ในช่วงที่ "เกิดสองข้อแรกแล้ว" มันคอนเฟิร์มว่าต้องระวังมากๆแล้ว ถ้าตรงนี้โดนตัดลง คือการออกของตามเงื่อนไขแล้วครับ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วงงให้กลับขึ้นไปอ่านอีกเอาจนเข้าใจ อันนี้มันเป็นระบบอย่างง่าย จากค่าเฉลี่ย จริงๆ มันมีเหตุมีผลของมันที่สามารถนำไปใช้กันได้มันส์แน่ ทำความเข้าใจว่าแต่ละอันคืออะไรมีที่มายังไง ตัวของมันใช้อธิบายอะไร

คุณจะไม่ผิดหวังที่ได้อ่านบทความนี้แล้วเอาไปฝึกให้เข้าใจ

บางทีผมรีบเขียน ไอ้ที่คิดๆไว้ว่าจะใส่ลงไปให้อาจจะลืมแต่ถ้าคิดขึ้นได้จะมาลงต่อให้ที่คอมเม้นต์นะครับ

พรก ฉุกเฉิน อันนี้อาจเป็นสัญญานอะไรบางอย่างให้ต้องจับตา 21 มค 57

พรก ฉุกเฉิน อันนี้อาจเป็นสัญญานอะไรบางอย่างให้ต้องจับตา (ปกติผมแนะนำว่าอย่าไปสนข่าวการเมืองมากส่วนอันนี้ต่างกัน แต่ถึงยังไงก็ยังต้องทำไปตามแผนตามเงื่อนไขเหมือนเดิมนะ)

มุมมองของผมคือ พรก ฉุกเฉิน "อาจจะ" ทำให้มีข้อสรุปของการขัดแย้งทางการเมืองในหัวข้อปัจจุบันนี้ในเร็วๆวัน

ไม่ว่าในทางการเมืองนั้น ฝ่ายไหนจะได้จะเสียก็แล้วแต่อันนั้นเราไม่รู้(ผมไม่รู้และคงไม่เดา)

สิ่งที่เกิดกับตลาดตลอดมาคือ ตลาดชอบอะไรที่มันไม่คลุมเครือครับ จะชัดเจนว่าดี หรือชัดเจนว่าเลว อันนี้ตลาดชอบ และมันมักจะวิ่งไม่ว่าวิ่งขึ้นหรือวิ่งลง ตลาดจะหงอยๆถ้ามันยังคลุมเครือ หาข้อสรุปไม่ได้สักที

พรก ฉุกเฉินอาจจะมีส่วนทำให้เกิดความชัดเจนนี้ขึ้น อันนี้มองในแง่พี่น้องในตลาดหุ้นล้วนๆนะครับ ไม่ได้มองในตัวของการเมือง

พอมันชัดเจนแล้วมันจะกระทบกับลักษณะของตลาดในหลายมิติ แต่ทั้งนี้ ผมยังเชื่อเหมือนเดิมว่าไม่มีไรเปลี่ยนในตลาด แค่มันอาจจะเกิดเร็วขึ้นกว่าเดิมแค่นั้น

จากที่เรามีแนวรับแนวต้าน ที่รอไปเทส ถ้าคลุมเครืออยู่ก็ยังไม่ไปเทสสักที พอชัดเจนแล้วก็วิ่งเลยวิ่งไปเทส

มันเกิดเร็วขึ้นได้โดยทั้งนี้มักจะยังอยู่ในระบบที่ต้องเทสความมั่นใจเหมือนเดิม ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรที่จะทำให้ตลาดพร้อมใจกันเบรกไปโดยไม่ได้เทสความมั่นใจ เพราะตลาดที่ไม่ใช่ส่วนปั่นหุ้นหรือมีอันธพาลคุมเบ็ดเสร็จจริงๆมันจะเป็นตลาดของมวลชน ดังนั้น มันตัดสินใจเลยโดยไม่ดูว่าคนอื่นๆคิดยังไงไม่ได้

ตลาดหุ้นตอนนี้ และสถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้ ถ้าคุณมัวแต่เซ็งจนลืมสังเกตุลืมศึกษาคุณจะพลาดเหตการณ์สำคัญ ในชีวิตจริงเงินจริง ที่จะช่วยสอนช่วยให้คุณมีประสบการณ์ที่หาได้ยาก

ผมกระดากปากที่บ้านเมืองเป็นอย่างงี้แล้วจะบอกกับทุกคนว่าคุณโชคดีที่จะได้ผ่านเรื่องแบบนี้ แต่ถ้ามองในแง่การเรียนรู้ อะไรแย่ๆร้ายๆ นั้นแหละคือสิ่งที่เราควรเจอ พอเจอแล้วมันจะเข็มแข็ง เราจะโตไปอีกขั้นนึ่ง

เสียดายผมโตไม่ทันตอนต้มยำกุ้ง 

ในชีวิตของเราจะเจอปัญหา Paradox อยู่ตลอดครับ

ในชีวิตของเราจะเจอปัญหา Paradox อยู่ตลอดครับ ในด้านการลงทุนก็มี Paradox ในหลายมิติ ไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟังว่ามีอะไรบ้าง

Paradox คืออะไร เปรียบง่ายๆก็คืออะไรแบบปัญหาไก่กับไข่อันไหนเกิดก่อนกันนั้นแหละ

การรับมือกับปัญหา Paradox คุณต้องไม่ไปตามหาหรือคิดตัดสินว่ามันจะมีอะไรถูกเพียงอย่างเดียว หรือผิดเพียงอย่างเดียว ต้องฟังเหตุ และ ผลที่แย้งความเชื่อของตัวเองด้วย

นี้เป็นที่มาที่ผมย้ำเสมอว่า ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค ให้ตั้งสมมุติฐาน การตั้งสมมุติฐานคือการยอมรับว่า มีข้อที่ถูกและข้อที่ผิดพร้อมๆกัน แล้วตัวเราก็ปรับกระบวนการของเราไปตามมัน

การยอมรับว่ามันไม่มีทางที่ถูกแน่นอนเพียงทางเดียวนี่แหละคือการแก้ปัญหา Paradox เพราะถ้าคุณมองหาทางที่ถูกต้องทางเดียว ปัญหา Paradox นี้จะได้ชื่อใหม่ว่า ปัญหาโลกแตก คือเถียงกันจนโลกแตกก็ไม่ได้ข้อสรุป

ในการเมืองของไทยเราก็เหมือนกัน มัน Paradox สิ่งที่ถูกของอีกฝั่ง มันมักถูกแย้งแบบเถียงไม่ออกจากอีกฝั่งเช่นกัน นี่แหละมันคือ Paradox ของจริง

แต่คนไทยเราไม่เคยคิดถึงว่าเราต้องยอมรับในสมุติฐานที่อาจจะเป็นผลลัพธ์ของทั้งสองฝั่ง(ซึ่งมันขัดแย้งกัน) ปัญหา Paradox ทางการเมืองนี้เลยกลายเป็น ปัญหาการเมืองโลกแตก(สำหรับคนไทย) คือเถีียงกันจนโลกแตกก็แก้ไม่ได้

เพราะดันไม่ยอมรับว่าสิ่งที่ถูกของตัวเองก็มีอีกเหตุผลที่แย้งได้ว่าไม่ใช่
ส่วนอีกฝ่ายก็ตั้งท่ายืนกระต่ายขาเดียวว่าสิ่งที่ใช่ตามที่ตัวเองคิดมันจะต้องถูกในทุกๆโลก

ถ้าอยากแก้ปัญหา Paradox ทางการเมืองนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปิดใจรับฟัง ข้อแย้งของอีกฝ่ายด้วยกันทั้งคู่ ยอมรับสิว่ามันมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คิดแบบนั้นแล้วถูกหรือผิด

ประเทศไทยเราอ่อนเรื่องการตีความในขั้นที่วิกฤติจริงๆนะครับผมไม่ได้พูดเล่น มองเห็นแล้ว ช่วยกันคิดช่วยกันตกผลึกเถอะครับ วันข้างหน้า พวกเราจะได้พอมีอะไรให้ลูกหลานได้เคารพนับถือบ้าง

ประชาธิปไตย มันสร้างมาเพื่อแก้ปัญหา Paradox นี่แหละ เพราะสังคมเรามันหลากหลาย มันมีคนเยอะ มันเลยต้องมีระบบ ปัญหาParadox ถ้าจะแก้ด้วยสันติต้องแก้แบบประชาธิปไต คือการยอมรับฟังเสียงของคนอื่น แล้วค่อยๆปรับตัวไปตามปัญหานั้นๆ

สังคม มันต้องมี Paradox ถ้าไม่มีมันจะไม่เจริญ จะไม่มีนวัตกรรม ฝากไว้ให้คิด Paradox มันอยู่รอบๆตัวเรา มันเป็นสิ่งที่เราต้องรู้วิธีรับมือกับมันครับ

บริษัทที่ทำให้ผิดหวังคือบริษัทที่มันเจ็ง ถ้าบริษัทไม่เจ็งแต่คุณดันเจ็ง...

บริษัทที่ทำให้ผิดหวังคือบริษัทที่มันเจ็ง ถ้าบริษัทไม่เจ็งแต่คุณดันเจ็ง คุณเองคือคนที่ทำให้ผิดหวัง ดังนั้นอย่าโทษหุ้น โทษที่คุนเองยังจริงจังกับมันน้อยไป

ในขาลงมันก็ีมีเทรนด์มีรูปแบบของมัน เมื่อมันไปถึงจุดที่น่าจับตามองก็ต้องจับตา และวางเงื่อนไข เป็นไปตามเงื่อนไขที่ควรซื้อก็ซื้อ ไม่เข้าเงื่อนไขก็ปล่อยมันไป หาตัวใหม่

aav ถ้าคุณฝึกดูเวฟ ไปเรื่อยๆไม่ต้องลากเวฟก็พอมองออกได้ว่ามันอยู่ช่วงไหน เวฟอะไร

เพิ่มเติม การวางเงื่อนไข คือการใส่ if else ลงไปเช่น ถ้าเบรกตรงนี้ดูดีอาจจะเข้าสักหน่อย ถ้าหลุดตรงนั้นหายนะ อาจจะขายทิ้งอะไรประมานนั้น ทั้งนี้ขึ้นกับระบบที่เหมาะสมของคุณเอง


ยังไม่มีเวลาอัพเดตกราฟใหม่ราคาตอนนี้ชิดเส้นเทรนด์ไลน์เส้นบนแล้วครับ ลุ้นกันต่อไปว่าจะไปได้แค่ไหน เป้าหมายและสมมุติฐานตามเดิมนี้


#กราฟเซท ต่อมาจากอันเก่า คลิกกลับไปดูประกอบเอาจะได้เห็นความต่อเนื่องของสมมุติฐานนะครับ

ถ้าใครที่อยากศึกษา elliott wave ไปด้วยก็อ่านตั้งแต่ตรงนี้ลงไป แต่ถ้าไม่อยากปวดหัว ก็ข้ามไปอ่านตรง *** ข้างล่าง

ส่วนของ elliott wave ขอให้เข้าใจว่ามันเป็น เฟรมเวิร์กของการเปลี่ยนแปลงไปมาของความมั่นใจในเทรนด์ จากมั่นใจสู่ความไม่มั่นใจ จากไม่มั่นใจสู่ความมั่นใจ วนไปเรื่อยๆ มีกฏอยู่บ้าง แต่ไม่ตายตัวหรอก เพราะเราใช้มันกับจิตใจมนุษย์ไม่ได้ใช้กับหุ่นยนต์ ในโลกนี้ไม่มีกฏใดบังคับหรืออ่านขาดใจคนได้ (ครั้งสุดท้ายที่มีการอ่านขาดใจคน ผมคิดว่าคือวันมาฆบูชา เมื่อ สองพันกว่าปีที่แล้วแหละ พระอรหันต์ ท่านอ่านขาดว่าจะพากันมาชุมนุมโดยไม่ได้นัดหมาย เราคนธรรมดายากที่จะทำแบบนั้น สาธุลูกช้างแค่ยกตัวอย่าง :D)

ดังนั้นเวลาแปลความตีความ elliot wave จะให้ดีที่สุดอ่านโมเมนตั้มประกอบ แล้วพูดกับตัวเองให้ได้ว่า คนกำลังคิดอะไรกันอยู่ ตรงนี้ไปหาอ่านบทความเก่าๆที่ผมเคยเขียนเพิ่มเอานะครับ

ย้อนความไปแต่ต้น ชุดนี้คือชุดที่เราวางสมมุติฐานว่าจะเป็นเวฟ c(จาก abc ตรงนี้มีเงื่อนไขที่ทำไมมันถึงมาเป็น abc ได้ ผมเคยเขียนไว้ลองไล่หาอ่านดู จะได้เห็นพัฒณาการของเงื่อนไข และจะเห็นได้ชัดเลยว่า elliott wave มันเป็นเฟรมเวิร์กจริงๆ) ซึ่งสุดท้ยอาจจะไม่ใช่ก็ได้ ถ้าไม่ใช่จะเป็นอีกแบบ แบบนั้นก็หายนะถ้ามันเกิดค่อยมาว่ากันอีกที

ในเวฟ c ตอนนี้เรามีเวฟย่อยๆ เป็น c1,c2...c5 ณ ตอนนี้สมมุติฐานเราคือ อยู่ที่การพิจรณาว่ามันจบ c3 แล้วหรือยัง ถ้าจบ c3 แล้วมันก็จะไปสู่ c4 ซึ่งเป็นการเด้งขึ้น

โดยเงื่อนไขในการเช็คว่าน่าจะจบเวฟ c3 แล้วมีประมานนี้นะครับ
- ถ้าราคาไปได้มากสุดไม่เกิน(มากสุดไม่เกินคือไปถึงก็ได้ไม่ถึงก็ได้) เส้นเทรนด์ไลน์สีฟ้าด้านบน หรือ แถวๆแนวต้าน(ที่มีนัยยะ) 1294, 1313 , และ 1345 ถ้าชนพวกนี้แล้วลง สมมุติฐานที่ว่า "c3 ยังไม่จบ" จะยังอยู่นะครับ ถ้าเบรก 1345 แล้วค่อยพอชื้นใจได้ว่า c3 จบแล้ว แล้วค่อยไปดู ว่า c4 จบหรือยังอีกทีี
- ถ้าราคาเบรก 1345 นั้นได้ต้านต่อไปที่เป็นต้านตัวจำกัดของ c4 จะอยู่แถวๆยอด c1 ถ้าไปถึงตรงนี้แล้วไม่ผ่านระวังมากๆ ว่ามันมีสิทธิ์ลงมาอย่างน้อยโลวเดิมเพื่อปิด เวฟ c
-ณ ตอนนี้บางคนอาจจะคิดว่ามันจบ c3 แล้ว ถ้าลงอีกทีนี้อาจจะลงเพื่อจบเวฟ c ซึ่งก็เป็นไปได้ แต่ดูลักษณะเวฟ มันยังมีส่วนให้คิดว่ายังไม่จบ c3 เท่าไหร่ อาการแบบนี้ถ้าจะจบขาลงในเร็ววันนี้คงต้องมีไรมากระตุ้นจริงจัง ซึ่งก็ยังไม่เห็นว่าจะมีไร

ในส่วนของ fibo ตรง c3iii or c3iii3 นั้นมีขนาด 161.8% ของทั้ง ขนาดของ c1 และ c3iii1 พอดี

พอข้ามไปดูเงินบาท ถ้าฝรั่งจะกลับมาเข้าจริง(ด้วยเงินใหม่) เงินบาทจะถึงเวลาอ่อนเร็วๆนี้ไหม ก็ยังไม่ใช่เร็วๆนี้เท่าไหร่นะครับ มันยังมีแรง ถึงแม้จะปลายของรอบนี้

กลับมาที่ set ในส่วน ของ macd จะยิ่งเห็นว่า ถ้าไม่มีไรมากระตุ้นให้ขึ้นจริงๆ มันมักจะลงมาเทสอีกทีเพื่อเช็คดูว่าคนอยากขายน้อยลงจริงๆ (Divergence)

*** สรุป 1313 ,1345 เป็นด่านแรกถ้าไม่ผ่านแล้วต้องระวังว่า "อาจจะ" ลงมาโลว์เดิม และ แถวๆ c1(ประมาน 1380) ตรงนี้ก็เป็นอีกที่ที่ต้องระวังถ้าไม่ถึงแล้วไม่ผ่านก็ให้จับตา divergence ตอนลงโลวเดิมหรือต่ำกว่า

ถ้าเกิดลงมาโลวเดิมจริง แล้วโวลุ่มน้อยลงๆ macd ลงมาไม่มาก ฝรั่งเอาไงกัน ถ้าลงมาแล้วเกิดสัญญาน divergence จากกราฟ พร้อมทั้งข่าวการเมืองที่ห่วยได้ใจ จนไม่กล้าซื้อไม่กล้าทำอะไร แบบนี้ละอุ่นใจได้ ค่อยวางเงื่อนไขเข้าอีกทีดีๆ

แต่ถ้าไม่ divergence ฝรั่งก็ยังยึกยัก แบบนี้แล้วต่อให้ยิ่งลักษณ์กับสุเทพ สาบานเป็นพี่น้องกัน ก็ไม่มีเหตุผลพอให้ซื้อสักเท่าไหร่ครับ

เพิ่มเติมความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่า เงินบาท กับ หุ้น จะไปมีสัญญานกลับตัวพร้อมๆกัน คอยจับตากันดูครับ