วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

วิเคราะห์หุ้น MINT ดราฟเทคนิค

#MINT ดูกราฟ ทางขวาก่อนกราฟ120 นาที ตรง เวฟ3-5 มีdivergenceระยะสั้น เด้งมานี้มีแนวต้านสำคัญอันแรกคือ22 บาท ตรงเส้นเทรนด์ไลน์สีฟ้าทึบนั้นแหละครับ ส่วนแนวรับไล่ตามfibo
   


ในกราฟวันแนวต้าน 22.3-22.8 หรือแถวๆ เส้นเทรนด์ไลน์เส้นประสีฟ้า และ ema200สีน้ำเงินนั้นแหละครับ

จากสองไทม์เฟรม 22-23 บาท จะเป็นตัวสำคัญ ถ้าออก ไปได้แนวต้านต่อไปคือ25 เล่นขาลงต้องเร็วครับ ไปเจอต้านแล้วแรงตก ไม่ผ่านก็ควรจะต้องตัดสินใจเด็ดขาด


วิเคราะห์หุ้น KTB กราฟเทคนิค

#KTB ธนาคารกันบ้าง ดูกราฟวันก่อน ทางซ้ายมือ ตอนนี้ทำทรงอยู่ในเวฟ 5 คอนเฟิร์มด้วย macdo นั้นที่ชี้ให้เห็นเป็นคำง่ายๆว่า ความมั่นใจในขาลง เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ
   


ในกราฟทางขวาเป็นกราฟ120 นาที ดูเฉพาะช่วงของเวฟ 5 นั้นครับ ทรงตอนนี้คืออยู่ในช่วงพยายามจะเกิดเวฟ 4 เพื่อ ชี้ชัดเวฟ 3 นั้นก็คือมีสิทธิ์ลง อีกสักครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าคนอยากขายในช่วงสั้นๆนี้น้อยลงจริง

โดยมีแนวต้านแรกเป็น17-17.5 บาทนี้แหละ และจุดสำคัญที่สุดคือ 18 ถ้าตรงนั้นผ่านไปได้ ถึงคอนเฟิร์มว่าเวฟ 5 ใหญ่ของขางลงนี้น่าจะจบไปแล้ว


ดูตัวอย่างการใช้งาน Elliott wave ร่วมกับ MACD ที่กราฟทองคำกันครับ

จากโพสก่อนหน้า เรื่อง Elliott wave มีจริงหรือ ผมจะยกตัวอย่างที่ทอง เราจะตีความสิ่งที่ได้มาจากกราฟยังไง จะเอาเวฟ กับ macd มาใช้ร่วมกันยังไง ถ้าอ่านโพสก่อนหน้านั้น จะเห็นภาพเลยที่นี้นะครับ

เริ่มแรกเราต้องเข้าใจก่อนว่าตัวเราดูกราฟ ขนาดเท่าไหร่ อันนี้เป็นกราฟ ชั่วโมง แน่นอนว่าถ้าเราดูในไทม์เฟรมที่เร็วกว่านี้มันจะมีเทรนด์ย่อยๆอีกเยอะ ซึ่งถ้าเราเล่นไทมเฟรมนี้ เราจำเป็นต้องมีเงิน cover การแกว่ง ของเทรนด์ย่อยในนี้อีก ยิ่งถ้าใครเล่นแบบฟอร์เร็ก คุณ จะรู้ดีว่าเล่นไทม์เฟรมใหญ่เงินหน้าตักต้องกว้างกว่า ไทมเฟรมเล็ก เพราะการแกว่งของราคามันจะเยอะกว่า อาจจะโดนกระชากหลุด เงินหน้าตักหมดได้

   
เข้าเรื่องที่ทอง ตัวอย่างนี้จะเป็นส่วนที่ทำกรอบแรเงาไว้นั้นนะครับ เวฟ v นั้นคือเวฟที่ 5 จากบทความที่แล้วก็คือเวฟที่ 5 เป็นช่วงที่คนสงสัยว่ามันจะไปต่อไหม สังเกตุดู macd มันลดลงเรื่อยๆตั้งแต่ iii แล้ว นั้นคือคนเริ่มจะดูเฉยๆเป็นหลัก จะด้วยมันขึ้นมาประมานหนึ่งแล้ว หรือใกล้แนวต้านหลักๆแล้วก็แล้วแต่

ประเด็นคือให้สังเกตุ macd เจ้า macd นี้พ่อแม่ต้นกำเนิดของเขาก็คือ ค่าเฉลี่ย นั้นเอง เอาไว้ดูว่า มีการไล่ราคาขึ้นเร็ว หรือช้า แค่ไหนเมื่อเทียบกว่าช่วงอดีต

หลังจากที่ v เริ่มมีความคลุมเครือ ว่าจะขึ้นไปต่ออีกไหม มันก็จะเป็นการเริ่มทำ เวฟ 1 ของขาลง เจ้าเวฟ 1 ของขาลงลงมาถึง เส้นfibo 161.8% เส้นนี้มีประวัติยังไงลองไปดู กราฟเดิมที่ผมตีของทอง ตรงนั้นจะเขียนไว้เยอะ มันยาวเอามาว่าที่นี้ เดี๋ยวจะได้น้ำไปซะมาก

เวฟ 1 กับ v คือช่วงที่คนคลุมเครือว่ามันจะขึ้นหรือลง จุดสังเกตุ จุดวัดจะเป็นแนวรับแนวต้านสำคัญๆ พอหลุดแล้วจะเป็นการคอนเฟิร์มเทรนด์ หรือเป็นการ ชัดเจนในทิศทาง

เราจึงเห็นว่า จากที่เด้ง ไป 2 แล้วลงมา 3 ลงแรงและเร็ว พุ่ง เพราะว่ามีความชัดเจนว่าจะลงแล้ว คนไล่ซื้อในราคาที่แพงกว่านั้นไม่ได้แล้ว(ในช่วงเวลานั้นนะ)

ทีนี้ดูตรงเด้งจาก 3-4 ตรงนี้เป็นจุดที่เริ่มต้นเข้าสูความคลุมเครืออีกครั้ง คือ ไม่แน่ใจว่าจะลงไปกว่านี้อีกไหม แต่ดู macd ซึ่งแสดงถึงความอยากขายในช่วงที่ผ่านมาก่อนหน้า ถ้าไม่มีปัจจัยพิเศษ จริงๆ macd พุ่งแบบนี้ โอกาสที่คนจะมั่นใจว่า จะกลับตัวเป็นขึ้นต่อเลย มีน้อยกว่าที่ จะลงมาเพื่อเทสอย่างน้อยที่ เวฟ 3 อีกสักทีเพื่อให้มั่นใจว่า ที่ราคาต่ำกว่านี้ คนไม่ค่อยขายกันแล้ว

ในขาขึ้น ถ้าที่ยอดก่อนหน้านั้น คนซื้อแรง ราคาไล่ขึ้นไปเร็ว ทำให้ macd พุ่ง ถ้าราคาย่อลง มันมักจะเด้ง ขึ้นไปอีกครั้ง เพื่อไปทดสอบว่า ที่ราคาสูงกว่านี้ ยังมีคนอยากซื้อไหม ถ้าคนไม่อยากซื้อในราคาที่สูงกว่านี้ ราคามันก็จะขึ้นช้าๆ ไม่แรงเหมือนตอนก่อนหน้านี้ใช่ไหมครับ ความแรงที่น้อยลงนี้แหละ เป็นการส่งสัญญานการกลับตัว

ในขาลง ถ้ามีการพุ่งลงแรงๆ ราคาไล่ลงเร็วต่อเนื่อง macd ก็จะลงลึก เมื่อมีการเด้ง มันมักจะลงต่อเพื่อมาเทสว่า ที่ราคาต่ำกว่าโลว์ก่อนหน้านี้ยังมีคนอยากขายไหม เหมือนกับ ขาขึ้นแต่กลับหัวกัน

นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราจะเอาไว้ดูว่าคนอื่นคิดกันยังไง จากข้อมูลที่ได้จากกราฟ แต่ต้องหมายเหตุตัวโตๆนะว่าดูไทม์เฟรมไหนต้องตัดสินในช่วงของไทม์เฟรมนั้น เพราะ indicator ส่วนมากมันสร้างมาจาก ค่าเฉลี่ย ของแท่งเทียนในแต่ละช่วง ซึ่งจะต้องมีจำนวนแท่งเทียนที่เหมาะสมของแต่ละไทม์เฟรม เช่น ระดับวันมี 30 แท่ง ระดับเดือนอาจจะมีแค่แท่งเดียว ซึ่ง indicator มันจะให้ค่าไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

Elliott wave มันใช้ได้จริงหรือ เหตุผลของมันมีบ้างไหม ลองมาดูที่นี้ครับ

เมื่อผมพูดถึงเวฟนั้นเวฟนี่ในกราฟ คนจำนวนมากอาจจะคิดว่ามันปัญญาอ่อนไร้เหตุผล ราคามันจะขึ้นไปเป็นเวฟเท่านั้นแค่1 ถึง 5 นั้นได้ไง

มันไม่แปลกหรอกที่จะคิดว่ามันไร้เหตุผล เพราะถ้าดูเผินๆ ผมก็คิดว่ามันคือเรื่องบ้าบอ คอแตก แหกตาชาวโลก จะมาเวฟนั้นเวฟนี้ทำไม

   
แต่ทีนี้มันมีเหตุผลอยู่แบบนี้ครับ อย่างที่ผมเคยพูดประจำ เรื่อง
คลุมเครือ --> ชัดเจน -->คลุมเครือ
ชีวิตของราคาหุ้นมันมีวงจรแค่นี้จริงๆ
สมมุติว่า เริ่มจาก
1 "คลุมเครือ" ว่าจะขึ้นไหม == sideway
2 "ชัดเจน" ว่าขึ้น พอขึ้นไปเรื่อยๆแล้ว == uptrend
4 "คลุมเครือ" ว่าจะขึ้นต่อไปอีกไหม == sideway
5 "ชัดเจน" ว่าลงแน่แล้วคนไม่ซื้อในราคาที่แพงกว่านั้น ==downtrend
6 "คลุมเครือ" ว่ามันจะลงไปอีกหรือเปล่า == sideway
7 ก็กลับขึ้นไปที่ ข้อ 1 วนอยู่อย่างนี้จนกว่าบริษัทจะล้มหายตายจากไป

ผมก็ไม่รู้ว่าคนที่คิด elliott wave นี้เขาคิดแบบนี้หรือเปล่า แต่ว่ามันเข้ากัน และถ้าเราจะไปนั่งเขียนนั่งคิด แบบข้อ 1 -7 นั้นวนไปวนมา มันจะยากที่จะจินตนาการเห็นภาพ ซึ่งการทำเป็นเวฟ นี้แหละ มันทำให้เราคิดกับมันง่ายๆ หลับตาปุ๊บรู้เลยว่าเราอยู่ตรงไหน

เวฟ 1 "คลุมเครือ" ว่าจะขึ้นไหม
เวฟ 2 ชี้ชัดว่าเกิดเวฟ 1 คือไม่ลงไปต่ำกว่านั้นแล้ว
เวฟ 3 เมื่อ "ชัดเจน" ว่าไม่ลงไปต่ำกว่านั้นมันก็ขึ้นพรวต
เวฟ 4 ชี้ชัดว่าเกิดเวฟ 3 คนเก็งกำไรกันมามากละ พอใจที่จะขายแล้ว
เวฟ 5 "คลุมเครือ" ว่ามันจะขึ้นต่อไปอีกไหม

ทีนี้จะเห็นแล้วใช่ไหมครับ ว่าไอ้เวฟปัญญาอ่อนนี่มันเกี่ยวข้อง และมีเหตุมีผลยังไงกับอารมณ์ในตลาด

- ในความคลุมเครือใหญ่ จะมีความชัดเจนและคลุมเครือย่อยๆ รวมกันอยู่
- ในเทรนด์ใหญ่จะมีเทรนด์ย่อย รวมกันอยู๋
- ในเวฟใหญ่จะมีเวฟย่อยรวมกันอยู่
--------------------------------------------------------------
จบเรื่องเวฟ มาดูว่าเราต้องใช้อะไรร่วมกับเวฟ

การทายใจคนคนหนึ่ง มันยากเย็นสุดๆ กว่าการทายใจคนแสนคน ล้านคน เพราะไอ้คนๆเดียวนั้น มันมีแต่ออกหัวก้อย 50/50 เราเรียกการทายใจคนๆเดียว ง่ายๆ ว่าเดาสุ่ม นั้นเอง

ส่วน คนแสนคนล้านคนนั้น เรารู้ว่าส่วนใหญ่เขาคิดยังไงกันได้ เนื่องจากว่าเรามีวิชาสถิติ เราหาค่าเฉลี่้ย ของทัศนคติ ของคนกลุ่มนั้นต่อ เรื่องอะไรสักอย่างได้ มันจึงไม่ใช่เรื่องที่มีสิทธิถูก 50/50 ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือ มันไม่ใช่การเดาสุ่ม นั้นจึงเป็นสาเหตุให้โลกนี้มี
1 การทำโพล
2 การสำรวจวิจัยตลาด เพื่อวางแผนผลิตและจำหน่ายสินค้า
3 การดูว่าคนส่วนมากคิดยังไงกับหุ้นตัวนั้นๆ ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ

คนส่วนมากมั่นใจในทางเดียวกัน มันก็ชัดเจน
คนส่วนมาก ชั่งใจ กล้าๆกลัวๆ มันก็คลุมเครือ

ซึ่งแน่นอน ผมบอกแล้วการทายใจคนๆเดียว มันเดา มัน 50/50 ไม่เว้นแม้แต่การทายใจตัวเอง คุณเคยเซ็งกับการเคาะ ซื้อมั่วๆบ่อยไหม นั้นคือตัวอย่างที่ดีที่ชี้ให้เห็นว่า ทายใจตัวเอง ยากกว่า ทายใจคนแสนแค่ไหน

เราจึงเอา indicator ไปใช้ร่วมกับ elliott wave เพื่อจับตา การกลับตัว การเปลี่ยนทัศนคติ ต่อราคาหุ้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กว่าการ นั่งจิ้ม นั่งคิดเดาใจตัวเองไปวันๆครับ

เพิ่มเติม เนื่อหานี้ที่นี้นะครับ --> คุณมองหาอะไรใน เทคนิคคอล คุณเริ่มศึกษาถูกทางหรือยัง มานี้ ที่นี้มีคำตอบ

สรุปการซื้อขาย ณ วันที่ 4 ก.ย. 2556

สรุปการซื้อขาย ณ วันที่ 4 ก.ย. 2556
ยอดซื้อขายสุทธิ ซื้อขาย สลับกันไปในแต่ละกลุ่ม เมื่อเราดูแบบรายวัน ทำให้เห็นว่า ระยะสั้น มันไม่ได้มีความมั่นใจของกลุ่มคนไหนเป็นพิเศษ นั้นเอง ถ้ากลุ่มไหนมั่นใจเป็นพิเศษในเทรนด์ เขาก็จะ ซื้อๆๆๆๆ หรือ ขายๆๆๆ ไม่สลับไปรายวันแบบนี้ครับ เอาตรงนี้ไปใช่ร่วมกับกราฟราคา เราจะรู้ว่าทำยังไงให้เหมาะกับตัวเอง

   
เช่นเราชอบเล่นสั้นก็ต้องหาทางเล่นสั้นเล่นเร็ว ถ้าเราชอบเล่นยาวขึ้นมาหน่อย เจออะไรแบบนี้อาจจะต้องรอไปก่อนค้าบ ความมั่นใจกลับมาค่อย take action ไม่ว่าจะซื้อหรือขาย


วิเคราะห์หุ้น ราคาทองคำ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา รายวัน

หุ้นเด้งมายังติดต้าน เดิมอยู่ให้เวลาเทสสักหน่อย แนวทางยังเหมือนกราฟเดิมๆที่เคยตีแล้ว เด้งมาเป็นเวฟที่ 4 ของเวฟ c

เงิน เงินพยายามยืนเหนือแนวต้าน 32 แต่ความแรงของการอ่อนตัวของค่าเงินบาท เริ่มอ่อนและช้าลงบ้างแล้ว ซึ่งน่าจับตามองมากว่าถ้าเกิดพักตัวชั่วคราว จากแถวๆ 28 บาทกว่าๆ มาถึงยอดตอนนี้ จะเป็นเพียงแค่เวฟที่ 1 ของขาขึ้นมันหรือไม่

ส่วนทองคิดว่าต้องระวังให้มาก คนเล่นสั้น ตอนนี้คงไม่ใช่เวลาเปิดซื้อสักเท่าไหร่ เป้าระยะกลาง เหมือนที่เคยโพสไปทุกครั้ง เด้งมา {4} มีสิทธิ์ลงเพื่อปิด {5} และการลงเพื่อเปิด{5} นี้ ถ้าเกิดขึ้น จะยิ่งเห็น bullish divergence ชัดขึ้นไปอีก
   

เทคนิคคอลหุ้น ดูแต่กราฟ ราคา ระวังอะไรบังตาให้ไปรับในราคาที่ต้องติดดอย

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบเรื่องฟิสิกส์ เรื่องดาราศาสตร์ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ หรือดูสารคดี นี่ก็โคตรชอบ

เวลานักดาราศาสตร์ ที่เขาทำหน้าที่ค้นหาดาวเคราะห์ จากระบบสุริยะอื่น เขาจะมีวิธีในการค้นหามันแบบอ้อมๆครับ เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองหาด้วยการดู ใช้ตา ใช้กล้องทั่วๆไป เพราะระยะทางที่ไกล และแสงจากดาวฤกษ์อื่นๆ มันจะบดบัง ทำให้เรามองไม่เห็นดาวที่เรามองหาจริง
   

แต่คนเราไม่จนปัญญา ก็หาทางได้ ใช้การมองหาทางอ้อม เช่น ผลกระทบของแรงโน้มถ่วงที่มีผลต่อแสงของดวงดาว หรือคาบการกระพริบของแสงของดาว เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีบางสิ่งอยู่ตรงนั้น คิดหาไปๆมาๆ จากการที่มองไม่เห็น นักดาราศาสตร์พวกนี้ สามารถรู้ถึงขนาดประมานคร่าวๆของดาวเคราะห์ดวงนั้นเลยด้วยซ้ำ

ที่ผมพูดมานี้ให้ลองมาคิดใช้กับหุ้นดู ครั้นจะไปมองกราฟ แล้วหาแนวรับแนวต้านกันตรงๆ มันยากที่จะบอกได้ว่าต้านรับไหนมันแข็งแรง เพราะมันมีของบังตาเยอะเหลือเกิน วิธีการ ให้สังเกตุพลัง ของมันครับ สังเกตุจากไหน ดู indicator เลย

ถ้ามีบางสิ่งที่สำคัญซ่อนอยู่ที่ราคานั้นๆ มันจะเกิดผลกระทบให้เห็นใน indicator เช่นพวก macd (ตัวนี้ผมชอบที่สุด)

แนวรับแนวต้านสำคัญ เมื่อราคาไปถึง indicator จะโดนหน่วง หน่วงมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่ก้บความสำคัญของต้านนั้นๆ ในไทมเฟรมที่สั้นลง มักเกิดdivergence เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ มันก็แสดงให้เห็นว่า แนวต้าน-รับนั้นมีสิ่งพิเศษอยู่ ไม่ใช่ต้านดาดๆทั่วไป

มันสามารถหน่วง indicatorได้แสดงว่ามันเป็นแนวรับหรือต้าน ที่คนในตลาดให้ความสำคัญมาก เราก็ต้องจับตาระวัง

นี่เป็นวิธีหนึ่ง ในการมองหาสิ่งสำคัญทางอ้อม เพราะมองโต้งๆ เผินๆมันไม่เห็นได้ทันทีในกราฟครับ

ระยะทาง และแสงดาวฤกษ์ ทำให้เรามองหาดาวเคราะห์เป้าหมายไม่ชัดฉันใด

ราคาหุ้นก็เป็นตัวหลอกตัวบังตา บังสติ ของเราต่อหุ้นหุ้นเป้าหมายฉันนั้น

ราคามันหลอกมันเฟลได้ แต่ indicator มักไม่หลอก ถ้ามันลดความร้อนแรง ลงก็เพราะคน take action น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นต้านหรือรับ ขาขึ้นหรือลง แนวรับแนวต้านที่สำคัญ จะมีพลังงานอะไรบางอย่างซ่อนอยู่แน่นอน ดังนั้นก็ขอเชิญคุณ ริว จิตสัมผัส ครับ


เริ่มที่ ลุง Michio จบด้วย ริว จิตสัมผัส เห้ออออ