วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

รู้จักพื้นฐานอะไรกำหนดมูลค่าของหุ้น พฤติกรรม ของราคากับมูลค่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร


รู้จักพื้นฐานอะไรกำหนดมูลค่าของหุ้น พฤติกรรม ของราคากับมูลค่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร

ว่าจะเขียนเรื่องการวิเคราะห์พื้นฐานมาหลายวันแล้วยังไม่มีเวลาทำรูปทำโพสดีๆลงในบล๊อกเลย ทิ้งไว้นานเห็นจะไม่ได้เขียนสักทีวันนี้เลยมาเขียนลงในนี้ก่อน มีเวลาค่อยรวบรวมลงบล๊อกไว้เป็นบทๆอีกทีครับ

ในการจะพูดถึงพื้นฐานของหุ้น ขอตัดตัวแปลยิบย่อยมากมายอื่นๆออกให้หมดก่อนเพื่อให้เกิดความง่ายในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานของหุ้นเบื้องต้นกันก่อนนะครับ ตัวแปลหลักๆของวงจร มูลค่าหุ้น มีอยู่ 4 ตัวหลักคือ

1 ราคาพาร์
2 มูลค่าตามบัญชี
3 มูลค่าที่แท้จริงในอนาคต
4 ราคาตลาด

   
ทั้ง 4 ตัวนี้มันเกี่ยวข้องสัมพันกันอย่างไร ผมจะอธิบายพอสังเขปนะครับเริ่มที่ตัวแรก

1 ราคาพาร์ เป็นราคาหุ้นตอนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาด ว่าจะให้มูลค่าเท่าไหร่ พาร์ 100บาท พาร์ 10บาท หรือพาร์ บาทเดียวเป็นต้น พอเอาเข้ามาขายจะขายได้เท่าไหร่อันนั้นก็แล้วแต่อีกที เช่น ถ้าพาร์ 1 บาท ถ้าเอาเข้ามาขายในตลาด อาจจะได้3 บาทซึ่งก็แล้วแต่ว่าเห็นว่าเป็นหุ้นน่าสนใจแค่ไหนเป็นต้น และเงินที่ได้จากส่วนนี้ จะไปรวมกันเป็น ส่วนที่ 2 มูลค่าตามบัญชี

2 มูลค่าตามบัญชี นี้สำคัญยังไง คำตอบก็คือ มันจะถูก ceo นำไปใช้ในการดำเนินกิจการของบริษัท เช่นไปสร้างโรงงานใหม่ จ้างคนเพิ่ม หรือแม้แต่เอาไปซื้อบริษัทอื่น ตรงส่วนนี้ ถ้าคนบริหารจัดการมีฝีมือ เขาก็จะทำให้บริษัทมีกำไร พอบริษัท มีกำไร(net profit) เขาก็จะเอาไปจ่ายปันผล หรือลงทุนขยายงานเพิ่ม (ซึ่งมีผลต่อมูลค่าในอนาคตของบริษัท) เมื่อจ่ายปันผลหรือขยายงานเพิ่ม แล้วเงินยังเหลือ ก็จะเอาไปรวมเก็บไว้ที่ มูลค่าตามบัญชีนี้เพิ่ม เมื่อมูลค่าตามบัญชีเพิ่ม ก็แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัทนั้นเอง ยิ่งเงินส่วนนี้เพิ่ม มูลค่าที่แท้จริงของบริษัทก็จะเพิ่มไปด้วย เห็นความสัมพันธ์กันแล้วใช่ไหมครับ

3 มูลค่าที่แท้จริง ตัวเลขนี้อย่างที่บอกในข้อ 2 ว่าเป็นผลลัพธ์ มาจากการดำเนินงานของบริษัท ceo เก่ง มูลค่าตรงนี้ก็จะเพิ่มได้มากตามข้อ 2 มูลค่าที่แท้จริงในอนคตนี้ จะเพิ่มมากเพิ่มน้อย มันต้องใช้การคำนวนที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งผมจะว่าต่อไปในโพสหน้า ตัวเลขมูลค่าที่แท้จริงนี้ แต่ละท่านจะคำนวนได้ไม่เท่ากัน เพราะมันมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคาดหวังของนักลงทุนแต่ละคน ซึ่งไม่มีทางที่จะเท่ากัน เช่น บางท่านอาจจะเห็นว่าควรให้การเติบโต เป็น7 % จากปีก่อน บางท่านเห็นว่าควรให้เป็น 10 % ดังนั้นมูลค่าจริงในอนคตที่ได้จึงไม่เท่ากัน ของใครถูกต้องใกล้เคียง อันนี้แล้วแต่กึ๋น ทางธุรกิจ การอ่านเกม การมีข้อมูลว่าใครลึกกว่ากัน ในการหามูลค่าที่แท้จริงนี้จะมีตัวเลขอีกหลายตัวที่เราหาได้จากในงบการเงิน เอามาประกอบ เอาไว้ว่ากันคราวหน้านะครับ

4 สุดท้ายก็คือ ราคาตลาดก็คือราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นวิ่งลงทุกวันนี้ ที่เราเคาะซื้อขายกันนี่แหละครับ ราคาตลาดมักจะผันผวนขึ้นลงตามอารมณ์ วันนี้ตลาดกลัว ราคาอาจจะลงต่ำ วันต่อมาตลาดกล้า ราคาอาจจะขึ้นสูง แต่ตามที่โคตรเซียนทานว่าไว้ ราคาในข้อ 4 นี้ สุดท้ายยังไงมันก็จะวิ่งไปหา มูลค่าในข้อ 3 แล้วมันก็เกิดจริงอย่างงั้นมาตลอดครับ ราคาข้อ 4 บางท่านบอกว่าไม่ต้องไปแตะ หรือไม่ต้องไปสนมัน แต่ส่วนนี้ผมกล้าบอกว่า เราใช้เทคนิคในการจัดการมันได้ ใช้ในการจัดการนะครับเน้นว่าไม่ได้ใช้ในการคาดการณ์ จนถึงตอนนี้ผมยังไม่เชื่อว่ามีเทคนิคไหนคาดการณ์ ราคาตลาดได้(เสียดายโพสในนี้ไม่มีให้ทำตัวหนา)

จะเห็นความสัมพันธ์ ของตัวแปรทั้ง 4 ตัวแล้วนะครับ 2 ข้อแรกเป็นตัวเลขที่เห็นจริงๆชัดๆได้ ซึ่งก็คือต้นทุนที่ให้ CEO นำไปบริหารจัดการ เมื่อ ceo จัดการได้ดี มูลค่าที่แท้จริงในอนาคตของบริษัทจะออกมา มูลค่าที่แท้จริงในอนาคตเราพอจะคาดการณ์ได้ ทั้งนี้ตัวแปลที่ทำให้เกิดความผิดพลาดในการคาดการณ์มูลค่าในอนาคตมันมี ตัวแปลหลักๆคือ สภาพเศรษฐกิจ หรือ ความสามารถของ CEO เองเป็นต้น

ส่วนตัวสุดท้ายคือราคาตลาดเราแทบเข้าไปคาดการณ์อะไรมันไม่ได้เลย(แต่อย่างที่บอกว่าเรามีวิธีการจัดการมันด้วยเทคนิคคอล) ทางเดี๋ยวที่ทำได้และมันก็ได้ผลมาตลอดคือ รอให้ราคาตลาด มันวิ่งเข้าหามูลค่าที่แท้จริงเท่านั้น

สรุปในโพสนี้จะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เราจะมานั่งหากันในโพสต่อไปคือ มูลค่าที่แท้จริงในอนาคต มูลค่าที่แท้จริงในอนาคตนี้มีได้หลายตัวเลข อาจจะตามจำนวนปี และความคาดหวังในแต่ละปีนั้นๆ เราคิดตัวเลขออกมาแล้วมานั่งเช็คว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง(การประกาศผลประกอบการแต่ละไตรมาส) CEO เขาทำได้ตามเป้าไหม ถ้าทำได้ตามเป้า หัวเด็ดตีนขาดยังไง ราคาตลาดก็จะวิ่งเข้าหามูลค่าที่แท้จริงเอง ในทางตรงกันข้าม ถ้าทำไม่ได้ตามเป้า มูลค่าที่แท้จริงก็จะเปลี่ยน ลดลง ราคาตลาดก็จะวิ่งไปหาเหมือนเดิมเช่นกัน

ในส่วนของบทต่อไป เราจะมาแกะ ว่าจะใช้ p/e ,p/bv ,กำไรต่อหุ้น หรือแม้แต่ใครจะหาราคาจากการปันผล เป็นมูลค่า ใน 3 ปี 5 ปี ข้างหน้าได้อย่างไร รวมถึงมาว่ากันว่า เมื่อมีข่าวว่าบริษัท ได้รับงานใหม่ มีกำไรเพิ่มเข้ามา กำไรที่ว่านั้นจะกระทบกับราคาหุ้นได้กี่บาทกี่สตางค์กันครับ

ไอเดียในการหามูลค่านี้ผมได้มาจากหนังสือ คำภีร์หุ้น ห่านทองคำ ของ อ เทพ , และ One Up On Wall Street ของ Peter Lynch เอามาย่อยรวมกัน ผมชื่นชอบในมุมมองของทั้งสองท่านในแง่การหามูลค่าหุ้น (แต่แอบค้อนที่ทั้งสองค่อนข้างปิดในเรื่องเทคนิคคอล โดยเฉพาะ ลุงลิน)

แนะนำหนังสือสำหรับคนเล่นหุ้น จากแมงเม่าใต่เต้าสู่เซียนหุ้น

ปกติผมจะไปเดินร้านหนังสือแทบทุกอาทิตย์ เป็นสมาชิกร้านหลายๆที่ ทั้งที่หนังสือก็เหมือนๆกัน
หมด

วันนี้มีหนังสือที่ดูเผินๆ เหมือนเป็นหนังสือเกรียนหุ้น ที่วางขายกันเกลื่อนทั่วไป ผมเดินผ่านเล่มนี้หลายรอบแล้ว เห็นหน้าปกก็ได้แต่คิดว่าใครมันออกแบบปกได้เกรียนขนาดนี้

เนื่องจากมีหนังสือในสต๊อคที่อ่านจนถึงปีหน้าก็ยังไม่หมดเลยไม่ได้หยิบมาดูสักที วันนี้เนื่องจากต้องยืนรอนานเลยได้มีโอกาสหยิบมาเปิดอ่านเล่น ในร้านหนังสือนั้นเอง

 จากแมงเม่าใต่เต้าสู่เซียนหุ้น แวบแรกกวาดตาไปเห็นชื่อ "เสี่ยยักษ์" ชื่อนี้ได้ยินมานาน เปรียบว่าถ้าคุณเป็นนักเลงต้องเคยได้ยินชื่อ "กำนันเปาะ" ถ้าคุณสนใจหุ้นน่าจะเคยได้ยินชื่อเสี่ยยักษ์นี้บ้าง เปิดดูคร่าวๆ หนังสือพูดถึงประสพการณ์ของ เสี่ยยักษ์ในตลาดหุ้นไทย ที่เริ่มจากเงิน 2 ล้าน เล่นหุ้นปั่นเป็นหลัก จนเริ่มปรับตัวด้วยกลยุทธ์แบบ ที่ผมขอตั้งชื่อว่า "กลยุทธ์แบบกำนัน"

ด้วยการหาก๊วน สังเกตุพฤติกรรมตลาด หาข่าว วิเคราะห์พื้นฐานแบบเกาะติด รวมถึงใช้เทคนิคช่วยในการซื้อขาย พอร์ทแกเพิ่มจากน้อยกว่าสองล้าน (เพราะเคยเจ๊งกับหุ้นปั่นจากทุน 2ล้านสมัยเข้ามาเล่นใหม่ๆ) มาเป็นหุ้นพันล้านในปัจจุบัน

   

คุณจะได้แรงบันดาลใจ ได้เรียนรู้ตลาดแบบพื้นบ้านไทยๆ ที่หาไม่ได้จากหนังสือเลือกข้างอื่นๆ(ผมถือว่าหนังสือที่บอกว่าตัวเองเป็นเทคนิคคอล ตัวเองเป็นวีไอ เป็นหนังสือเลือกข้าง และถ้าอ่านไม่ระวัง มันจะปิดปุ่มเรียนรู้ของเรา เราจะกลายเป็นเชื่อข้างที่อ่านซะจนยังไม่ทันศึกษาอีกด้านก็ตัดสินว่ามันกาก ไปแล้ว)

ผมจึงเอามาแนะนำใครที่ยังไม่ได้อ่าน มีเวลาลองไปเดินหยิบกลับบ้านมาสักเล่ม หนังสือเล่มนี้ขายหน้าละไม่ถึงบาท ถ้าตั้งใจอ่านดีๆ มูลค่าพื้นฐานมันสูงกว่านั้นเยอะ

ส่งท้าย ฝากไว้นิดหนึ่ง ว่าศาสตราจารย์ หรือ กำนัน ไม่ว่าเราจะมองเขาด้านไหน ประสบการณ์ของเขาเหล่านั้นที่ผ่านมามีประโยชน์หมด อย่าให้อคติ มาขวางกั้นเรากับความรู้เหล่านั้นครับ


 

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556

วิเคราะห์ภาพรวม Set Index ด้วย กราฟ

วันนี้ไล่เวฟเซท โดยเริ่มตั้งแต่การเริ่มขึ้นหลังจากแฮมเบอร์เกอร์นะครับในรอบแรกเวฟ 5 จบที่100 เปอเซนต์ของเวฟ 1ช่วงสิงหาปี2011 หลังจากนั้นเริ่มรอบใหม่แถวๆเดือนตุลาปีเดียวกันที่เซท860จุด 

จากนั้นเซท ไปจบทำเวฟ 1 ของรอบปัจจุบันนี้ที่ 1248 จุด ช่วงเดือนเมษา ปี 2012 ดังนั้นเวฟ 1 ของรอบนี้มีขนาด 388 จุด 
   

หลังจากปรับฐานเซทก็เริมเดินทางต่อด้วย เม็ดเงินที่แรงกว่ารอบที่แล้วมาก 388 จุดต่อมา หรือ 100% ของการขึ้นมาของเวฟแรกทำได้เร็วกว่ารอบที่แล้วมาก 

รอบที่แล้วใช้เวลา 22 เดือน รอบปัจจุบันใช้เวลาแค่ 10 เดือนเซท ก็เกือบถึง 100%ที่ว่าแล้ว ด้วยอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นมากนี่ทำให้ ราคา 1636 ดูท่าจะมาเร็วกว่าเดิมมาก 

เรื่องฟองสบู่เลยเป็นที่พูดถึงกันมาก ที่ดูแปลกกว่านั้นคือ ที่ราคา 1636 ไม่ได้มีลักษณะชัดเจน ว่าจะเป็นเวฟ 5 ของรอบนี้ด้วย จะมองว่าเป็นแค่เวฟ 3 ก็ได้เหมือนกัน ตรงจุดนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะต้องมาตัดสินว่าจะเป็นเวฟ ไหน เรารับรู้ถึงความคลุมเครือนี้ สิ่งที่เราต้องทำต่อไปคือ ระวัง และหาจุดแนวรับ ของรอบนี้ เมื่อเวลาในอนาคตมาถึง มันจะแสดงออกมาเองว่าเป็นเวฟ ไหน

ทีนี้ว่ากันถึงแนวรับ ถ้าเซทย่อลงตอนนี้ แบบจริงจังเพื่อคอลเล็คชั่นเวฟหลัก(ที่ยังคลุมเครือว่าเวฟ 3 หรือ 5) 

1 จุดรับสำคัญรอบนี้คือจุดที่เส้นเทรนด์ไลน์สีส้ม ตัดกับสีฟ้า แถวๆ fibo 61.8% ถ้าลงมาชนตรงนั้นแล้วเด้งได้ ความคลุมเครือว่าตรงนี้เป็นเวฟ 5 หรือไม่ก็ถูกตัดไป ยิ่งลงมาไม่ถึงตรงนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง แสดงว่าเวฟ 3 ของรอบนี้ยังไปเรื่อยๆ หรือจะเป็นแค่การเริ่มต้นของเวฟ 5

2 แต่ถ้าหลุด 61.8% สิ่งที่เราต้องทำคือ รอเช็คการเด้งที่ fibo เส้นต่อไป โดยที่ ที่ fibo 0%จากในกราฟ จะเป็นจุดสำคัญ ที่จะบอกว่าจะลงไปอีกไกลไหม ถ้าลงตรงfibo 0%นี้ แล้วเด้ง นั้นพอจะบอกได้ว่าเป็นการจบของเวฟ 4 เวฟ4 จะไม่มีทางลงไม่ต่ำกว่านั้น สิ่งที่เราต้องทำคือรอเข้าในรอบเวฟ 5 ต่อไป

3 แต่ถ้าหลุุดที่fibo 0% มันก็เป็นการคอนเฟิร์ม ว่าจบเวฟ 5 และอาจจะลงมาถึงเส้นเทรนด์ไลน์สีส้มเส้นข้างล่าง

ทั้ง 3 สเต็ป นี้ไม่ได้บอกให้รอจนกว่าจะถึงข้อนั้นๆ แล้วค่อยทำอะไรสักอย่าง เมื่อนำต้นทุนของพอร์ทเรามาปรับใช้ด้วย เราจะเห็นว่าเมื่อถึงแต่ละจุด ถือหรือขาย จะคุ้มค่ากว่ากัน นำไปประกอบกับความคิดของตัวเองที่มีต่อสภาพตลาดตอนนี้น่าจะทำประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อย

ถ้าเรามองตลาดในรอบสี่ห้าปีย้อนหลังไป จะเห็นว่าตอนนี้มันแค่กลางทาง โอเคมันอาจจะไม่ได้ใช้เวลาเท่าเดิมเพื่อไปถึงปลายทาง(เวฟ5 ใหญ่ ตอนนี้คือเวฟ 3 ใหญ่) แต่ถ้าเรามองจากตรงนี้ไปจนถึงเปิด aec น่าจะพอเห็นภาพว่าเราอยู่ตรงไหนก่อนถึงเวฟ 5 สุดท้าย

ในรอบใหญ่แบบตอนนี้ครั้งที่แล้ว ใช้เวลารวมทั้งหมด 10 ปี ขึ้นจาก 200 เป็น 900 ก่อนโดนแฮมเบอร์เกอร์ล้างโลก รอบนั้นขึ้นแบบอืดๆ จะพูดว่าเป็นแค่การฟื้นตัวหลังจากต้มยำกุ้งก็ว่าได้ หลายๆปัจจัย ทำให้รอบนี้มันต่างกันแน่นอน

สุดท้าย ถึงจะคิดว่ามันยังจะมีทางเดินอีกยาวไกล ถ้าคุณไม่ใช่วีไอแบบที่ถือแล้วลืมได้จริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องถือให้เครียดเล่นๆเมื่อเวลาคอลเล็คชั่นใหญ่ๆมาถึงครับ
19-3-13

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

มีสิ่งหนึ่งที่คนจำนวนมากมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ การใช้เทคนิคในการวิเคราะห์ กราฟ

มีสิ่งหนึ่งที่คนจำนวนมากมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ การใช้เทคนิคในการวิเคราะห์กราฟหุ้น
   

มีของหลายอย่างที่ไม่ได้ถูกสร้างมาจากกฏ หรืออะไรที่เป็นสิ่งที่ถูกต้องแบบจริงๆ เราทำแค่ให้มันใกล้เคียงกับความถูกต้องที่สุด เช่นทฤษฏีสัมพันธภาพ ยังไม่ได้ถูกยอมรับว่าอธิบายความเป็นไปของเวลาได้ทั้งหมด แต่ความผิดพลาดของทฤษฏีเหล่านี้ มันถูกทำให้เล็กลงๆ จนคนเราเอาไปพัฒนานวัตกรรมต่างๆมากมายได้ เช่น ใช้ทฤษฏีนี้ในการจับเวลาของดาวเทียม เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเราสร้างมันได้ไม่ใช่เพราะเรามีทฤษฏีที่ถูกต้อง แต่มันเป็นเพราะ การพยายามจำกัด ข้อผิดพลาดเหล่านั้นจนเราสามารถยอมรับอยู่ร่วมกับมันได้

ในการวิเคราะห์เทคนิคก็เหมือนกัน มันไม่มีเทคนิคไหนที่บริสุทธิ์ ถูกต้องจนเป็นกฏทั้งสิ้น มันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย ที่เราจะตีกราฟ แล้วได้แนวทางที่เป็นไปได้เพียงแนวทางเดียว (ถ้าไม่โกง หรือโคตรดวงดีจริงๆ)สังเกตุเวลาตีผมพยายามใส่ลูกศรทางที่เป็นไปได้ต่างๆ การที่มันมีแนวทางมากกว่าหนึ่งทางนั้นแหละเป็นตัวบอกว่ามันมีข้อผิดพลาด

ดังนั้นอย่าหลงทางในการตีกราฟ เราไม่ได้มองหาทิศทางที่ถูกต้อง ทิศทางเดียวแน่นอน การตีกราฟ คือการมองหาข้อผิดพลาดทั้งหมดที่เป็นไปได้ และพยายามทำให้ทิศทางทั้งหมดที่เป็นไปได้นั้น(ข้อผิดพลาดนั้นๆ) ลดจำนวนลง หรือ เล็กลงจนวิธีการเทรดของเรา สามารถใช้ได้กับข้อผิดพลาดนั้น

สองส่วนประกอบหลักในการสร้างนวัตกรรมการเทรด


1 ทิศทางหรือข้อผิดพลาดหลักๆที่เป็นไปไดที่เรารวบรวมได้จากการตีกราฟ
2 วิธีการจัดการลดข้อผิดพลาด นั้นๆ ด้วยวิธีการของใครของมัน

พัฒนา สองสิ่งนี้ให้ดี เราจะได้นวัตกรรม การเทรด ที่เหมาะสมกับเราเองแน่นอนครับ

เวลาที่เรายังไม่ได้ศึกษาเทคนิค การศึกษามัน จะสำคัญมากแทบจะที่สุด เพราะถ้าเราไม่สามารถรวบรวม ทิศทางที่จะเกิดจากกราฟได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะดูกราฟ

แต่หลังจากศึกษาได้เข้าใจแล้ว ความสำคัญและความได้เปรียบจะเท่ากับ 0 เพราะเราทำได้แค่เก็บข้อมูลซึ่งคนทั้งโลกเขาก็ทำกันได้เหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกันมาก

ดังนั้น ตัวชี้วัดว่าเราจะชนะเกมส์หรือไม่ มันอยู่ที่ข้อสอง ที่ผมพิมไว้ข้างบน วิธีการจัดการกับข้อมูลทิศทางที่เรารวบรวมมาได้ และทำตามมันอย่างเคร่งครัด จะกลายมาเป็นตัวสำคัญแทน
ถ้ามัวแต่นั่งมองหาผลลัพธ์ที่ถูกต้อง เกรงว่าจะแก่ก่อนได้เจอ

Elliott Wave ตอนที่ 3 ฝึกนับเวฟจากกราฟจริงกันเลยที่นี่

เราผ่านการทำความรู้จัก พื้นฐาน Elliott Wave ซึ่งเป็นการพูดถึงคอนเซปคร่าวๆของ Elliott Wave และนอกจากนี้ เรายังได้รู้จักตัวเลช Fibonacci มากันแล้วจากโพส ใช้ Fibonacci Retracement ถ้าใครยังไม่ได้อ่านก็ย้อนกลับไปอ่านกันได้ครับ เพราะตอนนี้ เราจะเริ่มนับเวฟจริงกันแล้ว

ก่อนอื่นคงต้องบอกก่อนว่าหุ้นที่จะเอาเป็นตัวอย่างผมคงไม่เซนเซอร์ ตัวหุ้นอะไรให้ยุ่งยาก เพื่อนๆจะได้เปิดดูไปและทำไปด้วยกันได้ เพราะการนับเวฟนี้ต้องฝึกต้องทำบ่อยๆ ถึงจะเข้าใจและชำนาญนะครับ และสิ่งที่ผมมักเน้นตลอดคือ การวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นไม่ใช่เป็นการดูเพื่อฟันธงว่า ราคาจะขึ้นหรือลง ดูจากบทความนี้แล้วห้ามเอาไปเป็นหลักในการซื้อขายเด็ดขาด มันคือข้อมูลของกราฟ ที่ช่วยให้เราวางแผนการเทรด และเรียนรู้ เท่านั้น ข้อมูลเหล่านี้ ต้องเอาไปผ่านกระบวนการ ของระบบการเทรด ของตัวเอง ก่อนแล้วถึง ค่อยเคาะซื้อ หรือขาย นะครับ จำไว้ กราฟไม่เคยบอกว่าราคาจะขึ้น ลง แบบชัวร์ๆ มันแค่บอกทิศทางที่เป็นไปได้ เมื่อเราได้ทิศทางเหล่านั้นแล้ว ก็จับข้อมูลที่ได้โยนเข้าระบบที่เราออกแบบไว้ ถึงซื้อขาย อย่ามองหาสิ่งที่ไม่มี ในกราฟครับ

   
เมื่อเข้าใจข้อตกลงกันแล้วเราก็มาว่ากัน ผมลองเลือกหุ้นที่มันดูเห็นภาพง่ายๆก่อนนะครับ ลองเปิดกราฟของ GRAMMY ขึ้นมาเลย เลือก TIME FRAME 120 นาที เจาะดูราคาช่วงตั้งแต่วันที่ 1 กพ 2555 ถึง 28 กพ 2555  จะได้ดังรูป

เราจะเห็นว่าราคาเริ่มขึ้นมาตั้งแต่วันสิ้้นเดือนของเดือน มค จากราคา 17.8 มาเป็น 20.5 ก่อนปิดตลาด วันที่ 5 แล้วหลังจากนั้นราคาก็ย่อลงมาเรื่อยๆตามลำดับ จนลงไปต่ำสุดแถวๆ 19.4 บาท ในช่วงจังหวะที่หุ้นเริ่มขึ้น รอบแรกนี้แหละ เป็นจังหวะสังเกตุเวฟแรก เมื่อเราลองสังเกตุ INDICATOR ที่เราใช้ ดูด้วยก็จะเห็นว่ามันเป็นไปในทิศทางเดียวกับราคา

เรื่องของ INDICATOR ผมคงพูดละเอียดในโอกาสหน้า ส่วนนี้ใครจะใช้อะไรก็ได้ตามแต่ถนัด บางคนใช้สองสามอัน ก็สุดแล้วแต่ ส่วนผม ผมชอบ RSI ที่สุด มันไม่ช้าไม่เร็วเกินไป เข้าใจง่าย ดู overbought และ oversold ได้ง่ายๆ ผมจึงใช้แต่อันนี้อันเดียว ตัวอื่นๆ ไม่ค่อยได้ใช้ บางคนอาจจะใช้ MACD เพิ่ม แต่ผมว่าผมมีวิธี มองเทรนด์ ได้ง่ายๆและได้ผล ด้วยการลากเส้น TRENDS LINE แล้ว ส่วนนี้เคยพูดไปบ้างแล้วในบทความ  ใช้เทคนิควิเคราะห์ทำยังไงลองมาดูกัน รายละเอียดมากกว่านั้นมีโอกาสจะเขียนอธิบายอีกรอบ หรือใครไม่อยากรอ ลองไปดูกราฟที่ผมเคยตีผ่านๆมาแล้วก็ได้ครับ

เมื่อเราจับจุดที่สันนิษฐานว่าจะเป็น WAVE 1 ได้แล้ว ทีนี้เราก็มาใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement วัดหาเป้าหมายของเวฟ 2 3 4 5 กันเลยครับ หลักการมีง่ายๆคือ ลากจากราคาต่ำสุด หรือจุดเริ่มต้นของ WAVE 1 ไปยังจุดสูงสุด หรือยอดคลื่น ของ WAVE 1 ตามรูปเลยครับ


หลังจากลากแล้วเราจะได้เส้น FIBO ที่ลากจากจุดต่ำสุดคือ 100 สูงสุดคือ 0 เส้นที่เกินจากนั้นไปข้างบน จะเป็นจุดที่เราคาดคะเน ราคาของ WAVE ต่อๆไปนะครับ

จากโพสโน้น ตรง กฏพื้นฐานของ Elliott Wave ผมจะมี ขนาดของ WAVE ต่างๆ ในอุดมคติ ของ  Elliott Wave ไว้ให้ ลอง กลับไปดู ต้องบอกว่าอุดมคติ เพราะในชีวิตจริงมันมักจะไม่ตายตัว เราต้องอาศัยประสพการณ์ของเราเองกับหุ้นตัวนั้นๆ ช่วยบอก แต่โดยส่วนมาก ในสถาณการณ์ปกติจะเป็นดังนี้
  1. เมื่อจบเวฟ 1 เวฟ 2 มักจะลง เป็นขนาด 32.8% 50% หรือ 61.8% ของขนาดของเวฟ 1 ขนาดหากันยังไง ก็ให้เอาราคาที่จบเวฟ 1 ลบด้วยราคาที่เริ่มต้นเวฟ นั้นแหละครับ อันนี้ไม่ต้องจำ เดี๋ยวพอถึง ห้วข้อการใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement ในการวัดขนาดเวฟ ก็จะง่ายๆเอง 
  2. เวฟ 3 มักจะมีขนาด 61.8% หรือ 161.8% ของขนาดเวฟ 1 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ว่าตลาดขึ้นแรงแค่ไหน โดยเอาเป้าราคาเวฟ 3 ที่ได้เริ่มนับตรงจุดที่เวฟ 2
  3. เวฟ 4 มักจะย่อลงมาไม่เกินยอดของเวฟ 1 ยกเว้นใน future มักจะให้ลงเยอะกว่าได้ครับ
  4. เวฟ 5 มักมีขนาด 323.6% ของเวฟ 1โดยให้เริ่มนับที่จุดสิ้นสุดเวฟ 1 หรือจุดเริ่มต้นของเวฟ 1 ก็ได้แล้วแต่สภาพความร้อนแรกงของตลาด
  5. เวฟ c มักสิ้นสุดแถวๆเวฟ 4 เวฟ a หลายๆครั้งมักใช้เวฟ 3 เป็นแนวรับ(กรณี เกิดเวฟ 5 ที่แรงน้อย double top เป็นต้น) เวฟ b อาจจะมีขนาดเท่ากับ wave a หรือ น้อยกว่าก็ได้
  6. เวฟ a b c อาจจะมีลักษณะเป็น Flats หรือ zig-zag ก็ได้ ความแตกต่างของสองตัวนี้หลักๆคือ flat มีเวฟ c ขนาดเท่าๆกับเวฟ b ส่วน zig-zag เวฟ c ยาวกว่า รายละเอียดลึกกว่านี้เดี๋ยวว่ากันโอกาสหน้าครับ
 ทีนี้จากกราฟ GRAMMY เราจะได้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเป็นดังนี้

จะเห็นได้ว่า จุดมันไม่เป๊ะ ตาม กฏในอุดมคติเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างจะเป๊ะ คือ จุดจบเวฟ 2 และ จุดจบเวฟ 4 เฉพาะ ในตลาดหุ้นค่อนข้างจะเป็นไปตามนั้นครับ ส่วนถ้าใน FUTURE มันค่อนข้างที่จะแกว่งแรง อาจจะเลยกว่าที่พูดไว้ก็เป็นได้

ส่วนในWAVE 3 5 ตรงนี้ถ้าเป็น ตลาดหุ้น มักจะมีส่วนของพื้นฐานเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้ามีข่าวดีเกิดขึ้น เวฟ 3 หรือ 5 อาจจะยาวมากกว่าปกติ  ซึ่งโดยปกติ ถ้าเวฟ 3 ยาวเกิน 100% ขึ้นไป เวฟ 5 มักจะไม่ยาวมาก หรือบางที กลายเป็น จุดเดียวกับเวฟ 3 เลยก็มี อันนี้เราต้องดูสถานการณ์อื่นๆประกอบไปด้วย

ในการเอาไปใช้นั้น เราก็จะเอาไปใช้ในการคาดคะเนราคา ของเวฟ ถัดไปนั้นเอง เช่น ถ้าเวฟ 1 จบเราคาดคะเนหาเวฟ 2 เมื่อเวฟ 2 จบแล้วเริ่มเวฟ 3 อาจจะเป็นจุดที่เราต้องเข้าไปซื้อ  เมื่อไปถึงเป้าหมายที่คิดไว้ในส่วนของเวฟ 3 เราก็อาจจะขาย หรือไม่ก็ได้ (ถ้าเวฟ 4 ลงไม่ลึกก็ไม่จำเป็นต้องขายให้เสียโอกาส)  และก็ทำแบบเดิมกับเวฟ 5 ต่อไปครับ

วันนี้ผมจะขอจบเรื่องนับเวฟนี้เท่านี้ก่อน
แต่ว่า มันมีเรื่องที่ค้างต้องพูดถึงเพิ่มเติมไปอีกหลายบทความแน่นอนสำหรับ เรื่องนี้
คิดว่าจะต้องมี ตอน 3.1 3.2 3.3 แน่ๆ เรายังไม่ได้พูดถึง เวฟย่อย ของเวฟ ใหญ่ และ เวฟพักตัว หลังจากจบเวฟ 5 และยังรวมไปถึงส่วนที่ไม่มีใครพูดถึงเลย Elliott Wave กับอารมณ์ของตลาด ส่วนนั้น คงต้องแยกออกไปอีกตอนเพื่อไม่ให้งง

สุดท้าย ฝากไว้ ตัวเลข มหัศจรรย์ 0.618 1.618 2.618 ... จำมันไว้ มันจะมีประโยชน์กับเราอีกมาก






Elliott Wave ตอนที่ 2 ใช้ Fibonacci Retracement ร่วมในการนับเวฟ

รอบนี้เราจะมาดูวิธีการนับเวฟ โดยใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement ในการจับหาและวัดขนาดเวฟ ถัดไป ความเดิมจากบทความก่อนหน้านี้ ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน เป็นการพูดถึง หลักการ พื้นฐาน Elliott Wave  ลองคลิกตามไปดูก่อนนะครับ

ก่อนอื่นขอพูดถึง ตัวเลข Fibonacci ตัวเลขนี้คืออะไร คือลำดับของตัวเลข ที่ผลบวกของสองตัวเลขก่อนหน้าคือตัวเลขในลำดับถัดไป เช่น 1 1 2 3 5 8 13 21 .... ตัวเลขนี้มักปรากฏ อยู่ในสัดส่วนของสิ่งต่างๆรอบตัวเราตามธรรมชาติ น่าจะเคยได้ยินกัน เรื่อง ก้นหอย เกลียงเมล็ดดอกทานตะวัน อันนั้นค่อยไปหาดูกันเอาเองนะครับ แต่ให้ลองจับประเด็นว่า เลข Fibonacci นี้มันมีหลายเหตุการณ์ที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ ตัวนี้เดี๋ยวผมจะพูดถึงอีกที เพราะมันค่อนข้างที่จะตีความได้ว่ามันก็มีความสำพันธ์ กับอารมณ์ของ คนเราเช่นกัน
   
จากโพสพื้นฐาน Elliott Wave ก่อนหน้านี้ ตัวอย่างเลข Fibonacci ที่ผมยกตัวอย่าง มักจะเป็น 
ส่วนที่ 1 0.618 ตัวเลขนี้มันคืออะไรของ Fibonacci  ถ้าเราลองเอาตัวเลขของสองตัวถัดกัน ตั้งแต่ตัวที่ 4 ขึ้นไป มาหารกัน มักจะได้ 0.6 กว่าๆ เช่น 3/5= 0.6  5/8=0.625 13/21=0.619 ไปเรื่อยๆ จึงปรับใก้ตัวเลข 0.618 เป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญที่ใช้กัน 
ส่วนที่ 2 ตัวเลข 1.618 เป็นอีกตัวที่มักใช้กันตัวเลขที่มายังไง ตอบมาจากการนำเอาตัวเลขFibonacci ตัวหลังหารตัวเลขFibonacci ก่อนหน้า เช่น 34/21= 1.619 ตัวเลขมันจะใกล้เคียงนี้เรื่อยๆครับ จิ้มเครื่องคิดเลขดูเล่นๆนะครับ 
ส่วนที่ 3 เลข 0.382 มาจาก เลข Fibonacci 13 21 34 55 89 จะมาจาก 13/34  21/55  34/89 ไปเรื่อยๆ

ส่วนที่ 4 เลข 2.618 ก็กลับกันจากส่วนที่ 2 34/13  55/21  89/34 ไปเรื่อยๆ 
 เลขพวกนี้มันมีอัตราส่วนที่มหัศจรรย์ จริงๆ มันแฝงอยู่ในทุกอย่างในธรรมชาติ บางคนเขาเรียกว่าสัดส่วนทอง หรือ golden ratio ส่วนตัวเลขอื่นๆเช่น 50 100 ก็เป็นตัวเลขที่เราตั้งขึ้นมาซึ่ง มันมักมีนัยสำคัญ ในการจับราคานะครับ แล้วจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันทำท่าเหมือนกับว่าเลข Fibonacci มันจำแฝงอยู่ในอารมณ์ กลัว อารมณ์โลภ ของคนเราด้วย แฝงอยู่ยังไง เพื่อให้เห็นภาพ เดี๋ยวถึงตอนตีกราฟ ผมจะชี้ให้ดู ตอนนี้ถือว่ารู้จักที่มาที่ไปของชุดตัวเลข Fibonacci นี้กันแล้วนะครับ
ทีนี้กลับเข้ามาในส่วนการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้น หรือสินค้าอื่นๆที่เราจะพูดถึงกันอีกครั้งครับ ได้มีการสร้าง เครื่องมือตัวหนึ่งมาช่วยในใช้ Fibonacci ในการนับเวฟราคา เครื่องมือนั้นใครสร้างผมจำไม่ได้จริงๆเราไม่ได้จำไปออกสอบ ถ้าใครอยากรู้ก็ search Google เอานำครับ เครื่องมือนี้มีชื่อว่า Fibonacci Retracement

บทต่อไปเรามาเปิดกราฟจริงลองคำนวนนับเวฟกันดูครับ


วิเคราะห์เทคนิคหุ้น ราคาเป้าหมายแนวรับแนวต้าน หุ้น QH

QH แนวรับ 3.85 แนวต้าน 4 บาท ถ้าหลุดแนวรับ รับต่อไปคือ 3.75 27-2-13
   
QH แบบระยะสั้นนะครับแนวรับ 3.38 แนวต้าน 3.5 ถ้าหลุดรับ รับต่อไปที่ 3.25 เบรกต้านได้ต้านต่อไปคือ 3.6 19-2-13
QH กราฟแบบ DAY มันเบรกทุกอย่างไปแล้ว แบบ WEEK ก็ไม่ต่างกัน แต่ถ่อยออกมาหน่อยก็พอเห็นภาพขึ้น แนวรับแนวต้านไล้ตามเส้น FIBO เส้นประขวางนั้นนะครับ ส่วนแนวรับสำคัญคือแถวๆ 2.82 ตรงนั้นเป็น Hight เดิมในกราฟWEEK 19-1-13
ส่วน QH ขึ้นมาพร้อมๆกับ RML มาก่อตามต้านอยู่ครับ จ้าน 2.4 ถ้ายืนได้ค่อยมาตีเทรนด์ไลน์ใหม่ แนวรับ 2.28 ครับ 9-1-13
QH ตัวนี้แนะนำไปเมื่อวันศุกร์เริ่มเดินมาที่ต้านแรกแล้วนะครับ 2.23 ถัดไปไปวัดกันที่จุดสำคัญ 2.33 ถ้าเบรกตรงนี้ได้ยาวไปยาวไป 1-2-13
QH ราคาตอนนี้คือแนวรับที่ห้ามหลุดนะครับ ถ้าหลุดก็ลงมาเจอที่ 2.04 แนวต้านคือที่ 2.25 และไล่ไปตามกรอบสีเหลืองบนครับ 24-12-12
QH วิ่งกรอบขาขึ้นต้องไม่หลุดเส้นเหลืองล่างนะครับถ้าหลุดก็ดูไม่ดีแล้ว ตอนนี้ราคา2.16 ยังถือเป็นแนวต้านหลักถ้าเบรกขึ้นไปได้มีช่องอีกเยอะ ส่วนแนวรับแรก ก็เส้นเหลืองล่างครับ 14-12-12