วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วิเคราะหุ้น set รายวัน ของวันที่30-07-2013

กราฟset‬ มาถึงจุดนี้ สมมุติฐาน เวฟแรกขาขึ้นเดิม เริ่มมองดูไม่สวยแล้วนะครับ ที่ว่าดูไม่สวยยังไง ไปดูกราฟเก่าที่เคยตีไว้ อันนั้นยังถือว่าเป็นสมมุติฐานหนึ่ง

กราฟมันชอบเดินไปจุดที่ต้องตัดสินใจ ว่าสมมุติฐานไหนถูก สำหรับเซท ผมขอแยกเพิ่มมาอีกสองสมมุติฐานตามนี้
   

1 โลกสวย คือยังมองว่ามันจะต้องขึ้นไปอีกเหมือนเดิม โดยให้ยอดที่ พันห้านิดๆนั้นเป็นเวฟ 1 แทนเวฟ 1 เดิม นั้นบอกอะไรได้บ้าง
- ย่อลงสบายๆได้ถึง แถวๆ 1410 หรือมากกว่านั้น
- ถ้าถูก ยอดเป้าหมายอาจอยู่แถวๆ ไฮเดิมหรือ เลยไปหน่อย

2 โลกมันโหด จากกราฟที่ตีก่อนนี้ผมแนะนำให้ระวังที่ 61.8% ของ ขาลงยาวตั้งแต่ยอดไฮเดิมลงมา 1530 ตรงนี้เป็นจุดสวยที่จะจบเวฟ b เพื่อลงเวฟ c ถ้าตรงนี้เป็นจริงจะบอกอะไรบ้าง
- มันจะลงอย่างน้อยที่โลว์เดิม 1340 แถวๆนั้น ลงต่ำกว่านั้นได้อีกด้วย ไม่แปลกอะไร
- ถ้ามันลงมาแล้วทำ new low ยิ่งดี เราอาจจะเห็น divergence ที่กว้างขึ้นกว่าเดิม(นั้นแสดงว่าต้องหาจุดวัดว่าจะคัทลอสที่ไหน )

ส่วนภาพรวมๆ ช่วงนี้โวลุ่มมันไม่ค่อยเยอะ สาเหตุก็อย่างที่บอกคราวก่อนๆ ความคลุมเครือของทางเลือกมันยังสูง คนเลยจ้องเฉยๆ หรือถ้าเล่นก็เน้นจบเร็วมากกว่า

ส่วนของฝรั่ง จะเห็นว่า ซื้อก็ซื้อไม่มาก ขายก็ขายไม่เยอะ สงสัยเห็นสถาบันรับไปเยอะช่วงก่อน คงดูว่าพี่แกจะเอายังไง

macd กราฟ day ยังโอเค ส่วน Time frame ที่ต่ำกว่านั้นพลังหดหายไปนานแล้ว

ดูแนวรับแนวต้านจาก fibo ของกราฟทั้งสอง ถ้าเหตุการณ์จริงมันเกิดกับฝั่งไหนก็เลือกตามฝั่งนั้น ไม่ต้องยืดติดว่าหุ้นเต็มพอร์ท ต้องมองเห็นว่าจะขึ้นอย่างเดียว

ถ้าหลุดแนวรับแล้วเห็นรับต่อไปอยู่ไกล ก็เซฟๆบ้างก็ดีครับ

ติดค้างเรื่องตี fibo ขอแปะไว้ก่อน ช่วงนี้ยุ่งๆนิดหน่อย แต่แนะนำคร่าวๆว่า การตี fibo หลักๆควรใช้เพื่อวัดขนาดเวฟเป้าหมาย ไม่ใช่ เห็นยอดสูงและต่ำก็ตีเลยและเอาเลขของมันมาเป็นแนวรับแนวต้าน แบบนี้อาจใช้ได้บางครั้ง สาเหตุที่ใช้ได้เพราะว่า เลข fibo ที่เรามักใช้ ไม่ว่าจะ 61.8 32.8 หรืออื่นๆ เมื่อบวกกัน(จากการต่อเวฟต่างๆ)มันได้เลขคร่าวๆใกล้ๆกับ fibo เลขต่อไปครับ นั่นทำให้ลาก ยาวจากยอดสูงยอดต่ำ ก็จะเห็นว่า มันพอจะเป็นแนวรับได้

แต่ทำแบบนั้น มักไม่ได้แนวรับแนวต้านที่สำคัญๆ การวัดแบบหาเป้าเวฟต่อไปทำยังไง ที่จริงเขียนไว้ในบล๊อกแล้ว ไว้เดี๋ยวถ้าว่างแล้วจะเอามาสรุปอีกที อันนั้นเขียนไว้นานแล้วคาดว่าจะอ่านงงๆ (555)


วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มีคำถามมาในหน้าเพจ เรื่องเกี่ยวกับการใช้ indicators elliott wave และแนวทางการวิเคราะห์ เอามาแบ่งปันทางนี้ด้วยครับ

มีน้องถามมาในข้อความ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ จึงนำมาโพสให้เพื่อนๆทางนี้ด้วยนะครับ

Jade Sada : 
ขอถามหน่อยนะครับ 
พี่ให้ น้ำหนัก อินดิเคเตอ ต่างๆยังไง บ้างหรอครับ ให้ความสำคัญกับอันไหนมากกว่ากัน เช่นPricePattern Candlestick EMA Volume RSI MACD SlowSto และ แนวรับแนวต้าน นี่ ดูยังไงหรอครับ เพราะมีตั้ง หลายอย่าง ที่เป็นแนวต้าน แนวรับได้ 
เช่น EMA ...วัน Trendline ตีเส้น Fibo พอผมใส่ๆมา มันก็ปนๆกัน ไม่รู้จะให้ความสำคัญอันไหนมากกว่ากันเลย ครับ อย่างผมเห็นว่าเกิด Bull Di แต่ ผมถามอีกคน เขาบอก ยังไม่ใช่ sign งงมาก ช่วยแนะนำหน่อยนะครับ
------------------------------

   
-------------------------------------------
Thai Trader :
พี่มีขั้นตอนดูแบบนี้นะ พอเริ่มเปิดกราฟมาปุ๊บ
1 ดูเทรนด์มันว่ามันขึ้นหรือลง ถ้าเป็นหุ้น ก็ดูกราฟ day ก็ได้
2 พอได้เทรนด์แล้วจะเริ่มดูว่าตอนนี้มันขึ้นหรือลงไปถึงไหนแล้ว ตรงนี้จะนับเวฟ elliott wave โดย fibo จะใช้ตรงนี้แหละ คือหาเวฟ ที่เกิดแล้ว แล้วจะวัดขนาดเวฟต่อไปเป็นเป้าหมาย
3 ตีเทรนด์ไลน์ เพื่อหาเทรนด์และ pattern ยิ่งถ้าช่วงจะจบเวฟ มันจะมี pattern เราจะไปจับตาตรงนี้แหละ
4 พอได้รูปแบบเวฟ และ pattern ที่เกิดขึ้นแล้ว จะจับตาดูกราฟราคาเทียบ กับ Macd ว่ามันมีสัญญานกลับตัวหรือไปต่อหรือยัง ถ้าเรากำลังรอมันเบรก pattern ก็ดูร่วมกับโวลุ่มประกอบด้วย

สรุปคือ บนจอมี กราฟ ราคา เวฟ เทรนด์ไลน์ macd (หรือ ema ร่วมด้วย) แล้วก็โวลุ่ม ครับ

อย่าไปใส่ไรเยอะให่้ปวดหัว indicator หลายๆตัวมันทำงานแบบเดียวกัน ดูว่ามันให้อะไรเราได้บ้าง เลือกใช้เลือกฝึกอันที่ชอบให้ถนัด ก็พอครับ

ส่วนแนวรับแนวต้าน ถ้าจะเอาง่ายสุด เอายอด หรือท้องของกราฟราคานั้นแหละ ก่อนหน้านี้ มันเคยขึ้นไปถึงไหนแล้วย่อ หรือมันเคยลงไปถึงไหนและเด้ง ก็เอาตรงนั้นเป็นหลักก่อนก็ได้ ค่อยๆตีต่อไป เดี๋ยวจะรู้เอง

และการหา divergence อย่าไปสนใจสัญญานที่เป็นคำพูดมันมากนัก ให้ดู ว่า สมมุติในขาลงนะครับ ดูลักษณะกราฟราคาเทียบกับโวลุ่ม และเลือกเอา macd rsi อะไรก็ได้สักตัวที่เราชอบที่เราศึกษามา มาจับว่าราคามันยังไปเร็วกว่าที่มันไปรอบที่แล้วไหม ถ้าไปช้าลง โวลุ่มเริ่มน้อย อันนั้นแหละ พอที่จะเรียกว่า divergence

คือคน เริ่มที่จะไม่เห็นด้วยกับเทรนด์นั้นแล้ว ซึ่งมันอาจจะลงต่ออีกสักหน่อย แต่มีนสิทธิ์กลับตัว

divergence มันอยู่ที่เรามองว่าคนอื่นคิดยังไงกับเทรนด์ของมัน ถ้าเห็น สัญญานขัดกันแบบในตำราแล้วซื้อหรือขายเลย ตลอด มันไม่ใช่ว่าจะถูกนะ สัญญาน divergence ไม่ได้หมายถึงว่า มันจะกลับตัวเลย แต่มันคือ คนเริ่มชะลอและไม่เห็นด้วยกับทิศทางหลักของมันแล้วครับ

--------------------------------------------------------------------------
Jade Sada
ครับ อันนี้พี่เล่นแบบ ถือ 3-7 วัน ประมาณนี้ใช่มั้ยครับ

---------------------------------------------------------------------------
Thai Trader
หุ่นที่ถืออยู่ตอนนี้ก็ถือเกือบเดือนแล้วครับ ตั้งแต่เห็นสัญญานก็เก็บมาเรื่อย เห็นสัญญานให้ขายทิ้งก็ค่อยขายทิ้ง

--------------------------------------------------------------------

Jade Sada
ขอบคุณครับ ผมพอ จะเข้าใจ มากขึ้นแล้ว แต่ การนับ elliot นี่ หลายคนนับ ก็นับไม่เหมือนกัน หรอครับ ผมเคยศึกษา แต่ พอเจอคำนี้ เข้าไป ก็ เลิกเลย 555 จะไม่ใช้ ได้มั้ยครับ อันนี้

-----------------------------------------------------------------------

Thai Trader
อย่าไปกลัวจะนับผิด เพราะนับไปมันผิดอยู่แล้ว ในการนับเวฟ ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ อย่างเซทตอนนี้เป็นต้น มันจะมีเงื่อนไขแยกได้สอง ทาง (เพิ่มเติม หรืออาจจะมากกว่านั้น) มันก็หมายความว่าจะมีทางหนึ่งผิดจริงไหม อีกทางหนึ่งถูก คือทางที่เราจะวางแผนไปกับมัน

ใครที่ทำบอกว่านับเวฟแม่นนับถูกตลอดนี่โม้แล้ว การนับเวฟ มันให้โครงสร้าง ถ้าคนเป็นโปรแกรมเมอร์ มาก่อน จะคิดว่ามันเหมือนเป็น flow ของระบบหนะ ระหว่าง flow มันจะมีเงื่อนไขให้ตัดสินใจ อะไรเกิดขึ้นจริงก็ไปตามนั้น

ถ้าไม่เริ่มตีเวฟผิดๆ วันนี้ ก็ไม่มีทางตีถูกแล้วละ ครับ ลองดูๆ 





วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

MACD Moving Average Convergence / Divergence พระเอกของการอ่านเทรนด์ การหาพลัง หรือ Momentum

ติดค้างเรื่อง Indicators มาหลายวัน วันนี้มาต่อที่ตัวเด่นขวัญใจผมเอง MACD Moving Average Convergence / Divergence  นั้นเอง

MACD ถูกสร้างมาจากเส้นค่าเฉลี่ย ma นิยมใช้ ema ในการคำนวน เส้น ema เป็นยังไงลองกลับไปอ่านบทความเก่าเรื่อง ma ได้นะครับ เส้นนี้เป็นการให้น้ำหนักกับ ช่วงใกล้กับวันปัจจุบันมากกว่านั้นเอง

ในการคำนวนหา MACD นั้นจะเป็นการใช้เส้น ema 2 เส้น เส้นยาวกับเส้นสั้น มาลบกัน  ถ้าได้น้อยกว่า 0 ก็คือ เส้นสั้นอยู่ใต้เส้นยาว ยิ่งมากยิ่งแสดงว่ามันเป็นขาลงมาก ในกรณีขาขึ้นก็ตรงกันข้ามกันไปครับ เส้นค่าเฉลี่ย ที่นำมาใช้หา MACD มักจะใช้ เส้น ema 12 เป็นเส้นสั้น และ ema 26 เป็นเส้นยาว (เราจำเป็นต้องปรับเป็นอย่างอื่นไหม จะปรับก็ได้แต่ใช้ที่คนอื่นเขาใช้ดีกว่า เพราะเราจะใช้ดูคนอื่นว่าเขาคิดยังไง ไม่ได้ใช้ดูความอินดี้ในใจเรา ถ้าใช้เส้นที่สั้นหรือยาวขึ้น ความเร็วของการบอกก็จะสั้นยาวตามกันไปครับ)

   
เรามาถอดความตรงนี้กันหน่อยเพื่อให้เข้าใจว่า MACD ให้อะไรกับเรา  จากวิธีการหา MACD จะเห็นว่าต้นกำเนิดของมันมาจากแท่งเทียนกราฟราคา หลังจากนั้นถูกแปลงเป็นเส้น ema แล้วนำมาลบกันเพื่อเป็น MACD

เจ้า MACD Moving Average Convergence / Divergence จึงเป็นส่วนผสมของ ราคา กับ เวลา มันจะบอกว่าราคา ในช่วง 12 แท่งเทียน ล่าสุด เทียบกับ ราคาในช่วง 26 แท่งเทียนล่าสุดนี้ มีลักษณะอย่างไร

ถ้า MACD อยู่ต่ำกว่า 0 ก็หมายความว่า ในช่วง 26 แท่งเทียนที่ผ่านมา 12 แท่งล่าสุด มันลงต่ำลงกว่า 14 แท่งก่อนหน้านั้น นั้นก็คือขาลงนั้นเอง

แล้วถ้ามากกว่า 0 ละ ก็หมายถึง 12 แท่งล่าสุด มันมีลักษณะราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 14 แท่งก่อนหน้านั้น มันก็คือช่วงนี้เป็นช่วงขาขึ้นนั้นเอง

ทำไมต้องมาเข้าใจตรงนี้  ก็เพื่อจะได้เห็นว่า MACD มันไมได้มีมิติเพียงแต่ ราคาหุ้นเพิ่มลดเท่านั้น มันยังรวมเอามิติของ เวลาเข้ามาด้วย โดยให้ความสำคัญ กับ ช่วงเวลาใกล้ๆ ล่าสุดมากกว่า ตรงนี้ ทำให้เราคิดได้ว่า ถ้าเราเอา MACD ของตอนนี้ ไปเปรียบเทียบกับ MACD เมื่อ3ปีก่อน ในกราฟ day ที่ ช่วงของเส้น ema ที่เอามาทำ MACD นี่ไม่ครอบคลุมมันเหมาะสมไหม หลายๆคนเอา MACD ของหลายปีก่อนโน้น ซึ่งนานมาก มาเทียบกับ MACD ปัจจุบัน ซึ่งต้นกำเนิดของข้อมูลมันคนละเรื่องกันเลย มันก็พลาด ผลที่ได้ไม่ตรง ทั้งนี้ทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับ Time Frame ที่เราใช้ด้วยนะครับ

ถ้า Time frame day MACD 1 ค่า อาจจะครอบคลุมเวลาแค่ 26 วันหรือ 1 เดือน แต่ถ้าเป็น Time frame week  มันก็จะครอบคลุม เวลาถึงครึ่งปี ตรงนี้ตีให้แตกจะได้เอาไปใช้ถูก เช่น ถ้าคุณ ดูที่ Time frame 120 นาที เห็น divergence จะไปหวังว่ามันจะกลับตัวทั้งเทรนด์ในรอบเป็นเดือน อันนี้ก็จะพลาดเป็นต้นครับ

เข้าใจนิยาม เรื่อง MACD แล้วว่าสร้างมาจาก ราคาบนกราฟ และเวลา สิ่งนี้แหละที่เราเรียกว่า MOMENTUM มันคือความเร่งของราคา ไอ้ความเร่งนี้ถ้าใครเรียน ฟิสิกข์มาเมื่อมอปลาย มันก็คือ เกี่ยวกับ เวลาและมวลของมัน มวลที่ว่านี้ จะไปได้เร็วแค่ไหนก็ต้องมีแรงนั้นเอง แรงในหุ้น ก็คือ ความอยากของคนดูได้จากไหน ก็จากโวลุ่มนั้นเองครับ แล้วต่อไปเรามาดูกันว่าจะใช้ MACD ยังไง

คำตอบก็คือ ใช้เพื่อเช็คการกลับตัวของหุ้น ตรงส่วนนี้ถ้าใช้ร่วมกับ Elliot wave จะยิ่งทำให้การเทรดของเรารัดกุมมากยิ่งขึ้น เพราะ ใน Elliott wave เรารู้ว่าหุ้นจะขึ้นไปเป็น wave ต่อไป แต่เราไม่รู้แน่ชัดได้ว่าเมื่อไหร่มันจะขึ้นจบ 

ให้ใช้ MACD ประกอบ จับตาเช็คเวลาที่ ราคาทำ new hi หรือ new low ดังนี้ สมมุติว่าราคาเป็นเทรนด์ขาขึ้นตามรูป 

ช่วงเวฟ 1 ที่เป็นกรอบสีเหลือง เราจะสังเกตุเห็นว่า MACD ได้พุ่งขึ้นสูงมาก เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ขึ้นเหนือ 0 มา หลังจากนั้นราคาเริ่มหมดกำลังลง ถ้าเราดูกราฟใน Time Frame ที่สั้นลงช่วงนี้จะเห็น สัญญาน bearish divergence ระยะสั้น แน่นอนว่าเมื่อเห็น bearish divergence ระยะสั้น ก็ต้องคิดกรอบเวลาให้ถูกว่ามันจะย่อใหญ่หรือเล็ก ตามที่เขียนข้างบนนะครับ 

ในส่วนเวฟ 1 นี้ คนส่วนมากยังไม่ทันเข้าหรอก มักจะจับตาดู หลังจากราคาขึ้นไปเหนือเวฟ 1 ถึงได้เข้า ถ้าเราเจออะไรแบบเวฟ 1 นี้ก็ให้เตรียมจับตาเลย VOLUME มาเมื่อไหร่ ก็เตรียมกระโดดเข้า 

ทีนี้เรามาดูเวฟ 3 กันต่อตรงส่วนนี้ในกรอบสีเขียว จะเห็นว่าราคาขึ้นไปแบบรุนแรง  สังเกตุ MACD ก็พุ่งขึ้นเช่นกัน โดยที่พุ่งสูงกว่าเวฟ 1 อันนี้จะเป็น อาการปกติของ เวฟ3 คนจะมั่นใจมาก ราคาจะขึ้นแรง Volume มักจะเยอะ ตรงนี้เราเข้าจะถือเป็นจังหวะที่ดี เมื่อราคาไปถึงยอดเวฟ 3 แล้วในระยะสั้นจะเกิด bearish divergence เช่นเคยเป็นเหตุให้มีการย่อเพื่อทำเวฟ 4 

 แต่ระยะยาว เราจะเห็นว่าระหว่างเวฟ 1 กับ 3 MACD ยกสูงตามราคาที่ทำยอด New Hi .ใหม่นั้นบ่งบอกถึงสัญญาน Bullish Convergence ซึ่งก็คือ ลงรอบนี้ จะมีการเด้งที่ อย่างน้อยน่าจะถึง ยอด เวฟ 3 เดิม หรือทำ New Hi ใหม่นั้นเอง  

หลังจากนั้นราคาก็เดินทางไปสู่ เวฟ 5 ตรงนี้สำคัญมาก เมื่อเข้าสู่เวฟ 5 ถ้าคุณไม่มีหุ้น ก็ไม่ควรจะไปแตะมันอีกแล้ว แต่ถ้าคุณมีหุ้นที่ซื้อมาตั้งแต่เวฟ 1 3 ตอนนี้เป็นเวลาที่คุณต้องหาจังหวะ ออกของ 

ในช่วงเวฟ 5 ลองสังเกตุ ดูที่ MACD ครับ ในกรอบสีแดงที่ล้อมไว้ คุณจะเห็นว่า MACD มันจมน้ำ ลงไปพอเงยหน้าขึ้นมาหน่อยก็จมลงอีก แต่ราคา กลับวิ่งขึ้นสวน เมื่อเจอแบบนี้ ถามว่าให้ขายเลยหรือไม่ คำตอบคือไม่ แต่ต้องระวังให้หนัก ตอนนี้จะใช้เทรนด์ไลน์ หรือ ema ในการกำหนดขายก็ได้ คือถ้าหลุด ให้ขาย เพราะว่า macd ที่ ลงสวนราคาหรือที่เราเรียกว่า Bearish Divergence นี้แสดงให้เราเห็นว่า 

คนในตลาด เขาซื้อกันหมดแล้ว ไอ้ที่ขึ้นมานี่ แมงเม่าเข้าทั้งนั้น ช่วงเวลาแบบนี้แหละ ที่ใครเข้าไปรับของมา เตรียมเป็นเม่าเฝ่าดอย กำลังซื้อไม่มี แต่ดันเข้าไปไล่ราคาเอา สุดท้ายแล้วจะขายให้ใคร ในเมื่อคนซื้อไม่ค่อยมีแล้ว ต้องคิดมากๆ  หลังจากนี้ถ้าราคาถึงยอด แล้วลงมา แล้วเด้งไปไม่ถึงไฮเดิม ก็เตรียมล้างพอร์ท นั้นหมายถึง เราเข้าสู่เวฟที่ 1 ของขาลงแล้วครับ

ในทางกลับกันในขาลงเราก็ทำเช่นเดียวกันครับ เมื่อเราเจอเวฟ 1 ของขาลงแล้ว ก็ควรจะปล่อยออกหมด ระหว่างที่มันทำเวฟ 234 ก็ไปเล่นหุ้นตัวอื่นหรืออยู่เฉยๆ เมื่อราคาเข้า สู่ช่วงเวฟ 5 เราก็จะกลับมาจับตาว่า เกิดการขัดกันของราคาและ MACD หรือยัง ถ้าราคาลงเรื่อย หรือว่าเกาะเส้นแนวรับหลักสวยๆอยู่ และ MACD กลับวิ่งขึ้นสวน  อันนี้คือสัญญานให้ระวังการกลับตัวแล้ว เราต้องกลับมาจับตามองโวลุ่ม ถ้าโวลุ่มเข้าเมื่อไหร่ก็กระโดดเข้าให้ทัน นั้นเอง

MACD ถ้าฝึกใช้ให้ถนัดให้ฉมัง บางคนแทบไม่ดูราคาหุ้นเลยครับ เอา MACD อย่างเดียว ก็หากินได้แล้ว มันเป็นเครื่องมือที่ดีมากในการดูว่า MOMENTUM เมื่อใช้ร่วมกับ Volume จะเห็นได้เลยว่าคนในตลาดคิดอะไรกันอยู่ มีมือมืดแอบขาย แอบซื้อไหม หลายๆคนถามว่า ไอ้เจ้าแอบขายแอบซื้อนี้มาจากไหน ก็จากตรงนี้แหละ การขัดแย้งกันของราคาและ MACD แล้วดันแอบมีโวลุ่มดุ่มๆขึ้นมาพอให้เนียน ๆลองไปหาดูหุ้นตัวอื่นๆ ดูด้วยนะครับ ช่วงก่อนจะเห็นเยอะมาก 

หุ้นตัวไหน มีข่าวเกี่ยวกับงาน งบ หรือ ข่าวอะไรก็ตามที่มีลักษณะไม่ปัจจุบันทันด่วน คือมีคนรู้ก่อนออกแน่ๆ แล้วพอออกมาแล้วราคาพุ่ง ให้ลองไปดู MACD กับ Volume ก่อน วันพุ่งจะเห็น ชัดว่าพวกแอบซื้อแอบขาย เราจับมันได้ ไม่จำเป็นต้องไปรอฟังข่าว ที่เขา ประกาศออกมาเพื่อเชือดเราครับ

ตัวนี้ถือว่าเป็นตัวเอกที่ควรฝึกใช้ให้คล่อง ตัวเดียวก็หากินได้แล้วครับสำหรับ MACD Moving Average Convergence / Divergence


‪#‎BJC‬ ถ้าในระยะสั้น มีสัญญานเด้ง จากกราฟส่วนทางขวา ที่เป็นกราฟ day จะเห็นสัญญานการขายที่อ่อนลงเรื่อยๆ สองวันที่ผ่านมา หุ้นขึ้นโวลุ่มพุ่ง เป็นสัญญานที่ดี 
   


ในระยะยาวการเด้งรอบนี้มีสมมุติฐานที่จะเป็นเวฟ 4 คำคออยู่ เพราะงั้น จุดที่จะวัดว่าเป็นเวฟ 4 ไหมคือ ถ้าหุ้นขึ้นไปจนถึงแถวๆ 62 ถ้าไม่ผ่าน จะลงเพื่อทำเวฟ 5 แถวๆโลวเดิมหรือต่ำกว่า ทีนี้น่าจะเห็น bullish divergenceในกกราฟ week ได้ แต่ถ้าไปที่ 62 แล้วผ่านได้ ก็มีสิทธิ์สูงที่ตรงนี้ถือเป็นการขึ้นจริง

กรณีที่ไม่ผ่านแล้วลงมาทำเวฟ 5 ราคาช่วงกรอบสี่เหลี่ยมสีเขียวนั้นถือเป็นจุดลุ้นกลับตัวที่ดีครับ


หุ้นฮอท ITD จะขึ้นหรือยัง ขึ้นจริงขึ้นหรอกมาดูกัน

‪#‎ITD‬ ที่3.84 หรือ 61.8% ของเวฟ 1 มีไดเวอร์เจน ระยะสั้น แต่ a c เป็นคอนเวิร์เจนซ์นะต้องระวังตรงนี้
   


หลังจากยืน 4.85 ได้ ข่าวก็ออก และต้านตอนนี้อยู่ 6 บาท ถ้าเบรกตรงนี้และยืนได้ ถือว่าเป็นการลงแบบabc แต่ถ้าถ้าไปที่ต้าน 6 บาทนี้แล้วถูกตบลง ถือว่าไปเวฟ 5



มาดูหุ้น TRUE ว่าน่าสนใจไหมกันดีกว่าครับ

‪#‎True‬ ราคาแถวๆ 9.15-9.35 เป็นจุดสำคัญ ถ้ยืนได้เป้าต่อไปคือ 10.25 และ ไฮเดิมตามลำดับ แต่ถ้าย่อ แนวรับจะเป็น 8.4-8.6




   

วิเคราะห์หุ้น TTW

‪#‎TTW‬ เป้าคือยทน 10.6 ได้แล้วไปต้านต่อไปคือแถวๆเทรนด์ไลน์สีฟ้าหรือ 11 บาท ถ้าเบรกตรงนั้นไปไฮเดิม แต่กำลังของมันไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ครับ